gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 2 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: Banrai Ready 4x100
« เมื่อ: 16:38 น. วันที่ 26 เม.ย.61 »

ผู้บริจาคทานจะพรั่งพร้อมไปด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทั้งโลกมนุษย์ ทั้งเทวโลก จนไปถึงนิพพาน ...
.. เป็นอุปการะจากการ
บริจาคทาน ...

ทาน คือการให้
๑. ให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง เพื่อลดความตระหนี่ อันเป็นทางไปสู่อบายภูมิ.

๒. ให้ทานด้วย ข้าวปลาอาหาร ยารักษาโรค.

๓. ให้ทานด้วย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม.

๔. ให้ทานด้วย การให้อาสนะ ที่นั่ง ให้ที่พักที่สะดวกสบาย.

๕. ให้ทานด้วย สายตาที่เมตตาปราณี ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส วาจาที่ไพเราะน่าฟัง.

๖. ให้ทานด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น.

๗. ให้ทานด้วย การแผ่ส่วนบุญ อุทิศส่วนกุศล.

๘. ให้ทานด้วย การให้โอกาสผู้อื่นในการทำความดี.

๙. ให้ทานด้วย การให้อภัย.

๑๐. ให้ทานด้วย การให้ธรรมะ.

ขอเจริญในธรรม... — feeling blessed 911.

ข้อความโดย: สวน นเรศ
« เมื่อ: 17:33 น. วันที่ 25 เม.ย.61 »


ข้อความโดย: Red arrow bird
« เมื่อ: 10:40 น. วันที่ 01 เม.ย.61 »

อายุบวร
ใครจะมาทำลายพระพุทธศาสนาของประเทศศรีลังกา ไม่ได้ เป็นเพราะไร มาอ่านกันครับ
ใครที่อยากเห็นสถานที่ของพระพุทธเจ้า ควรไปอินเดีย
แต่ถ้าใครอยากเห็นพระพุทธศาสนาหรือวิธีดำรงชีวิตตามวิธีพุทธ ควรไปศรีลังกา

ศรีลังกาทัศนาวิถีพุทธไร้ของขลัง

ประเทศศรีลังกาเป็นเมืองพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทั่วโลกยอมรับว่า เป็น "วิถีพุทธ" คือนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็น "วิถีชีวิต" คือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา และ "วิถีปฏิบัติ" คือ ปฏิบัติจน DNA ของความเป็นชาวพุทธเข้าไปสู่จิตใจอย่างเป็นรูปธรรม ชาวพุทธศรีลังกา เป็นชาวพุทธโดยสายเลือด ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามสำเนาทะเบียนบ้าน จึงมีความรัก ความหวงแหน และความผูกพันในพระพุทธศาสนามาก

สาเหตุที่ชาวพุทธศรีลังกาหวงแหนพระพุทธศาสนามาก เพราะครั้งหนึ่งเคยถูกเบียดเบียนบีบคั้นจากศาสนาอื่น ถูกย่ำยีทำลายหัวใจด้วยการทำลายสิ่งที่เคารพนับถือนั้นคือ "พระเขี้ยวแก้ว" เมื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของต่างศาสนาทำให้ชาวพุทธศรีลังการักและหวงแหนพระพุทธศาสนามาก วิถีชีวิตชาวพุทธในลังกายังเป็นพุทธที่บริสุทธิ์ สวดมนต์ไหว้พระ สมาทานศีลเองทุกวัน ไม่มีพุทธพานิชย์ ไม่มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ชาวพุทธศรีลังกาไม่ติดยึดในเรื่องเครื่องรางของขลัง

มีงานใดๆ ไม่ว่าจะงานศพ งานสำคัญทางศาสนา พระสงฆ์และชาวพุทธศรีลังกาจะไม่เน้นการสวดมนต์หรือทำแต่พิธีกรรม มีงานอะไรก็ตามจะเน้นการบรรยายธรรม สนทนาธรรม ปาฐกถาธรรม เน้นการปลูกฝังทางสติปัญญามากกว่าพิธีกรรม พ่อแม่ครอบครัวจะเป็นตัวอย่างที่ดี คือ รักษาศีลให้ลูกหลานดู กตัญญูให้ลูกหลานเห็น สุขสงบเย็นให้ลูกหลานสัมผัสได้ วันพระวันอาทิตย์ พ่อแม่จะพาลูกหลานไปวัด สวดมนต์ สมาทานศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ภาวนา การบูชาพระของชาวพุทธศรีลังกา ไม่เน้นการจุดธูปเทียนให้แสบจมูก แต่จะนำแต่ดอกไม้ไปวางเรียงหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะอย่างสวยงาม

ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นหน้าที่ในการทำนุบำรุงปกป้องพระพุทธศาสนา ใครไปยืนหันหลังถ่ายรูปกับพระพุทธรูป ชาวพุทธศรีลังกาจะมาตะเพิดไล่ทันที ถือว่าไม่ให้ความเคารพ ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนามิใช่ให้แต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ปกป้อง คณะสงฆ์ศรีลังกาจะเข้มแข็ง เพราะมีกระบวนการกลั่นกรองคนที่เข้ามาบวชอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ใครนึกจะบวชก็บวชได้ คนที่จะบวชต้องมาอยู่วัดดูนิสัยใจคอกันเป็นปีๆ ต้องศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจนเข้าใจ เมื่อเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว จึงจะนำมาบวชกับประธานสงฆ์ของวัดนั้นๆ ซึ่งแต่ละวัดก็จะมีสังฆสภา คอยพิจารณากลั่นกรองว่าจะให้ใครบวชไม่ให้บวช เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะตัดสินกันในสังฆสภา พระมีน้อยประมาณ 3,000 รูป แต่มีคุณภาพจริงๆ

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาที่แท้ไม่มีนิกาย ไม่มีมหายาน ไม่มีเถรวาท ไม่มีวัชรยาน ไม่มีธรรมยุตไม่มีมหานิกาย มีแต่ศิษย์ตถาคต คือลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเหมือนกัน ขอให้แต่ละท่านแต่ละคนทำหน้าที่ของตนที่มีที่เป็นให้สมบูรณ์ ให้ถูกต้อง เพราะบุคคลใดก็ตามปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง บุคคลนั้นชื่อว่าปฏิบัติธรรม นี่คือ มุมมองของศรีลังกาที่ข้าพเจ้ารู้จัก วันนี้นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสันติศึกษาจึงลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา สิ่งหนึ่งที่สุดยอด คือ " เข้าวัดกันแบบครอบครัว "
 
ทั้งนี้เพราะยุทธศาสตร์สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสมณทูต ณ ศรีลังกา ได้ยึดการเผยแผ่ 4 ประการ คือ " วิชายอด จรณะเยี่ยม เปี่ยมด้วยกรุณา ยื่นดวงตาให้กับชาวโลก " ซึ่งในราว พ.ศ. 236 เป็นต้นมา

พระปราโมทย์ วาทโกวิโท และนายสำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน
ข้อความโดย: Red darkness
« เมื่อ: 22:00 น. วันที่ 27 มี.ค.61 »




ข้อความโดย: Red arrow bird
« เมื่อ: 05:58 น. วันที่ 27 มี.ค.61 »


ข้อความโดย: กุ้งแดง ณ.นคร
« เมื่อ: 20:57 น. วันที่ 26 มี.ค.61 »


ข้อความโดย: กุ้งแดง ณ.นคร
« เมื่อ: 12:30 น. วันที่ 26 มี.ค.61 »


ข้อความโดย: Red Che Kung
« เมื่อ: 08:50 น. วันที่ 25 มี.ค.61 »


ข้อความโดย: Red arrow bird
« เมื่อ: 12:27 น. วันที่ 24 มี.ค.61 »




ข้อความโดย: Mr.Monky
« เมื่อ: 18:51 น. วันที่ 19 ก.พ.60 »

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที

1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?
อริยสัจ 4 คือ
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
นิโรธ คือความดับทุกข์
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

2. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไร ?
ทุกข์กับการดับทุกข์

3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา มีดังนี้

3.1 ให้มองโลกตามความเป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์, จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่
3.2 ให้ถือทางสายกลาง ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี, ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหล มัวเมา) ก็ดี, มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา แต่ของพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางพอดี ๆ
3.3 ให้พึ่งตนเอง มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม
3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา
3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มีใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต จะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ
3.6 โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์
3.7 สิ่งทั้งอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่
3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว. ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม)
3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์)
3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท”

4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย

4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะคล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง โดยเมื่อฟัง – จำแล้ว ลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที

5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) บันนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้
– ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด
– ด้านปฏิบัติ การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทานรักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอาหวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ หาใช่พุทธศาสนาไม่ ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน
– ด้านปฏิเวธ (ผล) ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ทำเพื่อเอา จะทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก
ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว ให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)

6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้ที่ไหน ?
ให้ศึกษาในร่างกายนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น จึงศึกษาตนเอง อย่ามัวศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน)

7. เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์
เหตุ เกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย (โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) เถิด จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้

8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์

9. จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
คือ นิพพาน (สภาวะจิตที่สงบเย็น) ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง

10. สรุป ความทุกข์เกิดที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่านจะพบความสงบเย็นตลอดเวลา
ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ
ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ
ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ
............................
 (จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Mon Pinto
« เมื่อ: 23:30 น. วันที่ 05 ก.พ.60 »

The king of kings.

ข้อความโดย: ลิง แซ่เลี้ยง
« เมื่อ: 21:33 น. วันที่ 03 ก.พ.60 »

เดี๋ยวนี้ คนเราจะเชื่อด้วยเหตุแค่สักว่ามันเขียนอยู่ในใบลาน ท่านทั้งหลายจงเข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง ใบลานนั้นไม่ใช่พระไตรปิฎก; ใบลานบางแผ่นก็เขียนพระไตรปิฎก; แต่ว่าใบลานส่วนมากไม่ได้เขียนพระไตรปิฎก คือเขียนอะไรเพ้อเจ้อตามความเข้าใจของผู้เขียนก็ยังมีมาก

       ดังนั้นถ้าไปเข้าใจเสียว่า มีอยู่ในใบลาน เป็นเชื่อได้อย่างนี้แล้วก็จะมีเมฆหมอกอย่างหนึ่ง คือความมืดสีขาว ดังที่กล่าวมานี่เอง แม้ สมัยนี้ไม่ได้เขียนในใบลาน แต่พิมพ์เป็นเล่มหนังสือ มันก็เหมือนกัน เล่มหนังสือที่เป็นพระไตรปิฎกก็มี ไม่เป็นพระไตรปิฎกก็มีมากมาย จะเชื่อเพียงสักว่า มันมีในคัมภีร์ ในตำรา ในหนังสือแล้ว มันก็ใช้ไม่ได้ คือกลายเป็นเมฆเป็นหมอกขึ้นมาได้โดยไม่รู้สึกตัว

      ทีนี้ แม้ว่าจะมีอยู่ในพระไตรปิฎกจริงๆ คือว่าเราเปิดดูพระไตรปิฎกจะพบข้อความนี้ และในนั้นก็เขียนไว้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงข้อความนี้ แม้แต่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสสอนว่าอย่าไปเชื่อ คืออย่าเพ่อเชื่อ อย่างน้อยก็อย่าเพ่อเชื่อ ต้องมาทดสอบดูด้วยการปฏิบัติถ้าปฏิบัติแล้วมันดับกิเลสดับทุกข์ได้อย่างไรจึงจะค่อยเชื่อ อย่างนี้เป็นต้น
 อย่างนี้ก็แปลว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดีที่สุดแล้ว คือ ได้ตรัสมอบหมายเครื่องมือให้แก่เรา สำหรับทำลายเมฆหมอกนั้นเสีย อย่าให้คำภีร์กลายเป็นเมฆหมอกขึ้นมา อย่าให้พระพุทธภาษิตแท้ๆ กลายเป็นเมฆหมอกขึ้นมา

พุทธทาสอินทปัญโญ ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: กงจักร หรือ ดอกบัว
« เมื่อ: 20:29 น. วันที่ 22 ม.ค.60 »

คืนสู่สามัญ

คนเก่งที่พากเพียรจนบรรลุความสำเร็จสูงสุด
ในชีวิตนั้นมีมาก
 แต่ที่มีน้อยมากก็คือคนที่พร้อมกลับมา
เดินดินเหมือนคนทั่วไปได้
ทั้งนี้ก็เพราะความสำเร็จนั้นมีเสน่ห์
มันทำให้เราเป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
จึงทำให้อัตตาพองโต อัตตานั้นเสพติดความสำเร็จ
โดยเฉพาะเมื่อมันมาพร้อมกับชื่อเสียงเกียรติยศ
จึงทำใจไม่ได้เมื่อต้องเหินห่างจากความสำเร็จนั้น

หลังจากที่พ้นตำแหน่งประธานาธิบดีไปได้ ๗ ปี
บิล คลินตันก็ยังยอมรับว่าเขายังทำใจได้ยาก
ที่กลายมาเป็นราษฎรเต็มขั้น
 “คิดดูสิว่าตอนผมเป็นประธานาธิบดี
เขาจะบรรเลงเพลงทุกครั้งที่ผมเดินเข้าห้อง
(แต่ตอนนี้) ไม่มีใครบรรเลงเพลงอีกแล้ว
ผมไม่รู้เลยว่าผมอยู่ที่ไหน”

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา
ไปถึงดวงจันทร์แล้วก็ต้องกลับมายังพื้นโลก
ไม่มีใครที่ขึ้นเขาสูงแล้วจะอยู่บนนั้นไปตลอด
หากต้องกลับมายังพื้นดิน ฉันใดก็ฉันนั้น
ความสำเร็จรวมทั้งความมั่งคั่ง
ชื่อเสียง เกียรติยศ และตำแหน่งหน้าที่
(ซึ่งเป็นนิยามของความสำเร็จในยุคนี้)
ล้วนเป็นของชั่วคราว ถ้าใครยึดติดถือมั่นสิ่งเหล่านี้
ย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด เพราะไม่ช้าก็เร็ว
มันก็จะหลุดจากมือของเขาไป
หาไม่ก็มีคนอื่นแย่งชิงไป
ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องคลายความยึดติดถือมั่น
ระลึกอยู่เสมอว่ามันเป็นของไม่จีรังยั่งยืน
==================

ยามขึ้นก็ไม่ทุกข์ ยามลงก็เป็นสุข...
ข้อความโดย: John พอเพียงมาก
« เมื่อ: 20:24 น. วันที่ 22 ม.ค.60 »

สร้างเหตุ ... วางผล

"การจะปล่อยวาง
ก็ต้องปล่อยวางด้วย "สติปัญญา"
ไม่ใช่ไม่รู้ไม่ชี้ ธุระไม่ใช่เรื่อง
นั่นกลายเป็นไป "ปล่อยวางในเหตุ"
อะไรแก้ไขได้ก็ "ควรแก้"
อะไรแก้ไม่ได้ "ต้องรู้จักปล่อยวาง"
คือหนักแน่น มั่งคงที่จะรู้จัก "ปล่อยวางในผล"
แต่ต้องรู้จัก "สร้างเหตุที่ถูกต้อง"

การฝึกให้มีสติ รักษาจิต ยิ้มให้ได้เมื่อภัยมา
ลองฝึกให้ยิ้มโดยไม่มีความหมายบ้าง
จะเป็นอุบายในการลดความยึดติดถือมั่นของเรา
มองในแง่ดีบ้าง ท้าทายบ้าง อย่ามองแต่ในแง่ร้าย

การคิดบวก มองบวก ส่งผลให้ชีวิตบวกนั้นเป็นเรื่องดี
แต่สำหรับคนที่เข้าใจโลกแล้ว
โลกนี่มันมีบวกและมีลบ มีร้ายแล้วก็ต้องมีดี
ในส่วนที่เลวร้ายนี่ก็ถูกต้อง
แต่เราสามารถมองเห็นในส่วนที่ดีได้

ลบกับบวกนี่มันเป็นเรื่องของโลกๆ
คนที่เข้าใจถูกต้องนี่
เขาจะ "มองโลกตามความเป็นจริง"
ตามหลักธรรมแล้วละก็ มันไม่มีบวกมีลบหรอก
มันเป็นของมันอย่างนั้น
บวกลบเป็นเรื่องของการสมมุติ

"ความจริงคือ มันมีแต่การเปลี่ยนแปลง"
แต่การเปลี่ยนแปลงนี่ไม่ใช่ว่า
มันจะเปลี่ยนไปในทางดีเสมอไปหรือร้ายเสมอไป
แต่ว่ามันเปลี่ยนแปลงก็แล้วกันน่ะ
คือ เรามองในแง่ความเป็นจริงก็แล้วกัน
คือ โลกนี้เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงหรือบังคับ
ควบคุมอะไรมันได้เลย
แม้ว่ามันจะดี มันก็ดีได้ไม่ตลอด
เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเป็นร้าย
แม้ว่ามันจะร้าย เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนมาเป็นดี
เป็นเรื่องธรรมดาของคำว่า "โลก"

สรุปก็คือ
ถ้าอยากให้ชีวิตเราดี มีความสุข ก็มองในแง่บวกไว้
ถ้าอยากให้ชีวิตเรามีแต่ความทุกข์ ก็มองในแง่ลบไว้
ถ้าอยากให้ชีวิตเราดี ไม่ทุกข์ ก็ต้องมองโลกตามความเป็นจริง
และเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลกด้วยความที่ถูกต้องตามสมมุติ
เป็นเพียง "ผู้ดูโลก"

เราก็จะไม่ไปเป็นทุกข์กับโลกที่ขึ้นๆ ลงๆ
เราก็จะไม่เป็นผู้คุ้มดีคุ้มร้าย
ท่านจึงบอกว่าในโลกนี้มีแต่คนบ้า
แต่ผู้มีสติ มีปัญญา เขาจะเป็นเพียงผู้มองโลก" ... ส.ยกน้ิวให้


ข้อความโดย: ณัฐพงษ์ ่่ยงยอน
« เมื่อ: 12:43 น. วันที่ 21 ม.ค.60 »

พอเห็นหรือได้ยินว่าพระองค์ไหนมีฤทธิ์ขลัง
ก็บอกว่าเป็นพระอรหันต์

ปัจจุบันนี้ ชักจะมีความสับสนมากขึ้น ในการเอาความเป็นพระอริยะกับความเป็นผู้วิเศษมาปะปนกัน ที่หนักมากก็คือเอาความขลังศักดิ์สิทธิ์หรือความมีฤทธิ์ มาเป็นเครื่องกำหนดความเป็นพระอรหันต์ พอเห็นหรือได้ยินว่าพระองค์ไหนมีฤทธิ์ขลัง ก็บอกว่าเป็นพระอรหันต์ อันนี้เกิดจากการไม่รู้หลักพระพุทธศาสนา

ชาวพุทธจึงจะต้องเรียนรู้หลักพระศาสนากันให้มากขึ้น ก่อนที่จะเปลี่ยนพระพุทธศาสนาไปเป็นลัทธิผู้วิเศษโดยไม่รู้ตัว

พระเทวทัตนั้นไม่ได้เป็นพระอริยะ ไม่ได้เป็นพระอรหันต์เลย แต่แสนจะมีฤทธิ์เก่งกาจ แล้วก็หลงฤทธิ์ ก็เลยทำให้กิเลสฟูขึ้นมา ท่านก็เลยใช้ฤทธิ์ในทางร้ายหาลาภสักการะ ต้องการผลประโยชน์และความยิ่งใหญ่

 เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องเตือนให้ระวังว่า ถ้าพระที่มีฤทธิ์เป็นผู้วิเศษเกิดมีกิเลสมาก มีโลภะ โทสะ โมหะ มาก ก็จะใช้ฤทธิ์นั้นหาลาภ หรือทำลายผู้อื่น แล้วประชาชนก็จะตกเป็นเหยื่อ

ประชาชนที่ไปหลงฤทธิ์ของผู้อื่นนั้น ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไปฝากความหวังไว้กับปัจจัยภายนอก เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักพระศาสนา พระพุทธศาสนาต้องการให้เราพัฒนาตนเอง ให้ทำการตามหลักเหตุผล ให้บรรลุความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของตน พัฒนาตัวเองให้ดีงามสามารถยิ่งขึ้นอยู่เสมอ

ถ้าเราไปมัวหวังความสำเร็จจากการดลบันดาลของอำนาจหรืออานุภาพภายนอก เราเองก็ไม่รู้จักทำอะไร และไม่เป็นอันทำอะไร ได้แต่รอคอยฤทธิ์มาช่วย รอคอยผลจากการดลบันดาลของท่านผู้มีฤทธิ์

พร้อมกันนั้นก็มีผลเสียแก่ตัวบุคคลที่มีฤทธิ์นั้นเองด้วย
เพราะถ้ายังไม่หมดกิเลสก็จะเพลิดเพลินมัวเมาติดฤทธิ์ เช่นหลงเพลินลาภสักการะ แล้วละเลยการปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาตัวเอง เพื่อบรรลุธรรมเบื้องสูงขึ้นไป ทำให้พระบางองค์ติดอยู่แค่นั้น ไม่สามารถก้าวต่อไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน

เมื่อตนเองหลงลาภสักการะแล้ว ก็ไปล่อหลอกหาลาภสักการะจากประชาชนอีก ทางฝ่ายประชาชนเองเมื่อมัวแต่วุ่นวายติดตามผู้มีฤทธิ์และรอคอยผลจากการบันดาลด้วยฤทธิ์ของผู้อื่น ก็ไม่เป็นอันทำกิจทำการที่ควรทำให้แข็งขันจริงจัง และละเลยการพัฒนาตัวเอง

เป็นอันว่า เกิดผลเสียทั้งแก่ตัวผู้อวดฤทธิ์เอง ทั้งแก่ประชาชน แล้วในที่สุดผลเสียนั้นก็ตกแก่พระศาสนาและสังคมส่วนรวม...
ป.ล. อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่า
จะได้ทดลองพิสูจน์ ให้รู้แจ้ง
เห็นจริง เพราะอย่างที่บอกเอเด็น
เป็นเพียงปรากฏการณ์ อาจไม่ใช่
ความจริงอันประเสริฐ... ส.อ่านหลังสือ



ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]