กิมหยง - ตะลุงเว็บบอร์ด

ข่าวสารและสาระ => กระดานลานบุญ => ข้อความที่เริ่มโดย: ธรรมในใจ ที่ 16:45 น. วันที่ 03 ส.ค.55

หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมในใจ ที่ 16:45 น. วันที่ 03 ส.ค.55
ไม่ทราบว่าท่านใดทราบเรื่องการพิมพ์ Poster วัฏสงสาร 31 ภูมิ บ้างครับ  จะสั่งพิมพ์เป็นธรรมทาน
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมในใจ ที่ 08:42 น. วันที่ 04 ส.ค.55
วันก่อนไปเจอที่ สำนักสงฆ์สุสานไตรรัตน์  เห็นแล้วสนใจมาก  แต่เป็นแผ่นเล็ก ผู้มีอายุอ่านไม่ชัดในตัวหนังสือ
ดูใน net แล้วมีหลากหลายแผนภูมิ  แต่อยากจะสั่งทำแบบใหญ่ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 09:19 น. วันที่ 04 ส.ค.55
มีอยู่ 2 ภาพที่สามารถปริ้นเป็นภาพใหญ่เท่าโปสเตอร์ได้ครับ เลือกดูครับ

ถ้าต้องการทิ้งเมล์ไว้กระทู้นี้น่ะครับ จะส่งไปให้ครับ ภาพใหญ่มากๆครับ (ก็หาทางเน็ตเหมือนกันครับ)

แล้วไปติดต่อโรงพิมพ์ที่มี printer ขนาดยักษ์ ที่เคยเห็น มาสเตอร์พีช หน้าวัดปากน้ำ หรือ บิกซีเอ็กต้า (คาร์ฟูเก่า) ชั้น 2

ไปถามราคาดูน่ะครับว่าแผ่นเท่าไร ถ้าพิมพ์เท่ากระดาษโปสเตอร์  ส.หัว
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 09:25 น. วันที่ 04 ส.ค.55
 ส-ดีใจ อันที่ให้ดูขนาดเล็กน่ะครับ ไม่สามารถเอาไปปริ้นเป็นภาพใหญ่ได้ครับ เป็นตัวอย่างให้ดูว่าจะเอาแบบใด ครับ  ส.หัว
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมในใจ ที่ 10:52 น. วันที่ 04 ส.ค.55
ขอบคุณมากเลยครับ คนในกิมหยงไม่เคยแล้งน้ำใจ  อยากจะได้เป็นแบบล่างครับ รบกวน save ส่งเป็น ***.jpeg กับ ***. bmp ครับ  เผื่อจะให้ทางร้านได้ขยายมากยิ่งขึ้น  แต่ไม่ทราบว่ามีลิขสิทธิ์หรือเปล่าครับ  หากเราจะนำไปทำต่อ
e-mail : paitoonc@sritranggroup.com ครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมในใจ ที่ 11:05 น. วันที่ 04 ส.ค.55
คนข้างพลาซ่าครับ  หากต้นฉบับ size มากกว่า 0.99MB  ก็จะยิ่งดีครับ  พอไปขยายจะได้อ่านเห็นแต่ไกล
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 11:21 น. วันที่ 04 ส.ค.55
ส่งให้เรียบร้อยแล้วน่ะครับ ขนาดภาพ 9.81 MB

เป็นภาพ นามสกุล JPEG ครับผม

ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่น่าจะมีครับ เพราะเขาก็ให้ดาวโหลดฟรี เหมือนกัน ครับผม
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ธรรมในใจ ที่ 12:04 น. วันที่ 04 ส.ค.55
ได้รับเรียบร้อยแล้วครับผม  หากจัดทำเสร็จจะแจ้งให้ทราบครับ  เผื่อท่านใดสนใจนำไปแจกจ่ายเป็นธรรมทาน
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: เลือกเอาไปภพไหนหรือนิพพาน ที่ 08:45 น. วันที่ 05 ส.ค.55
ภพภูมิ 31 ภูมิ จากสูงสุด สู่เบื้องต่ำ

--------------------------------------------------------------------------------

๓๑ ภูมิ ประกอบไปด้วย

( อรูปพรหม ๔ + รูปพรหม ๑๖ + เทวภูมิ ๖ + มนุษยโลก ๑ + อบายภูมิ ๔ )

(เดรัจฉาน , อสุรกาย , เปรต , นรก )

ส่วนพระอรหันต์ไม่นับรวมใน ๓๑ ภูมิ เพราะพระอรหันต์พ้นจากวัฏฏสงสารแล้ว

ดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว

( พระอริยบุคคล ๔ จำพวก) มีดังนี้


๑. อรหัตโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นสูงสุด) มี ๒ ประเภท

(๑). เจโตวิมุตติ เป็นผู้ปฎิบัติสมถกรรมฐานได้ฌานก่อน แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อจนสำเร็จพระอรหันต์ หรือ ผู้ที่ปฎิบัติเฉพาะวิปัสสนา เมื่อได้มรรคผลนั้นพร้อมกับได้วิชา ๓ อภิญญา ๖ สามารถแสดงฤทธิ์ได้

(๒). ปัญญาวิมุตติ สำเร็จพระอรหันต์ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานล้วนๆ ไม่ได้บำเพ็ญสมถกรรมฐานมาก่อนเลย เรียกว่าสุกขวิปัสสกพระอรหันต์ คือ ผู้ปฏิบัติทำให้ฌานแห้งแล้ง ผู้ถึงภูมินี้เป็นผู้ที่สมควรแก่การบูชา ของเหล่าเทพยาดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะสิ้นกิเลสด้วยโดยตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ สามารถเข้าอรหันตผลสมาบัติ เสวยอารมณ์พระนิพพานได้ตามปรารถนา และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกในวัฎสงสาร เมื่อถึงอายุขัยก็ดับขันธ์ปรินิพพาน

หรือ แบ่งได้อีกเป็น 4 ประเภท คือ

1.สุขวิปัสสโก แปลว่าผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง หมายถึง ท่านผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ ไม่มีสมถเข้ามาเกี่ยวข้อง เจริญแต่วิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ปัญญาวิมุตติ ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีอภิญญา

2. เตวิชโช คือ ผู้ได้วิชชา 3 หมายถึงผู้ได้ความรู้แจ้ง 3 ประการ คือ
1.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือการระลึกชาติได้ ได้แก่ การเกิดของเหล่าสัตว์ที่ผ่านกันมาในอดีตกาล ไม่สามารถกำหนดนับชาติได้
2.จุตูปปาตญาณ (ทิพพจักษุ) คือ รู้จักกำหนดการจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายในโลกนั้น รู้เห็นว่าเกิดมาจากกรรมที่บุคคลเหล่านั้นได้กระทำเอาไว้ ภายในชาตินั้นๆ
3.อาสวักขยญาณ คือ ญาณที่ทำให้กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดาน ที่เก็บสะสมข้ามภพข้ามชาติเป็นเวลาที่นับไม่ได้ ให้หมดสิ้นไป ด้วยการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 และญาณทั้ง 3 ตามลำดับ

3. ฉฬภิโญญ คือ ผู้ได้อภิญญา 6 คำว่า อภิญญา แปลว่า ปัญญาเป็นเครื่องหยั่งรู้ จำแนกไปน 6 ประการ คือ
1.อิทธิวิธิ คือการแสดงฤทธิ์ เช่น คนเดียวสามารถเนรมิตให้เป็นหลายคนได้ ล่องหนได้ ดำดินได้ เดินบนผิวน้ำได้ เหาะได้
2.ทิพพโสต คือ หูทิพย์ สามารถฟังได้ทั้งเสียงทิพย์ เสียงมนุษย์ ทั้งเสียงใกล้ เสียงไกล หรือเสียงกระซิบ
3.เจโตปริยญาณ คือรู้จักกำหนดใจผู้อื่น หมายถึง กำหนดด้วยใจของตนเอง แล้วได้รู้ใจของบุคคลอื่นว่าบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองอย่างไร รวมทั้งสามารถทายใจของบุคลอื่นว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และกำหนดรู้อัธยาศัยของบุคคลอื่นด้วย
4.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ระลึกชาติได้
5.ทิพพจักขุ คือ ตาทิพย์
6.อาสวักขยญาณ

4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ปฏิสัมภิทา แปลว่า ปัญญาอันแตกฉาน จำแนกออกเป็น 4 ประการ คือ
1.อัตถปฏิสัมภิทา คือ ปัญญาอันแตกฉานในอรรถ หมายถึง ความรอบรู้แตกฉานในเนื้อหาของธรรมะย่อๆ สามารถอธิบายให้พิสดาร เช่น พระมหากัจจายนะ หรือความเข้าใจที่สามารถคาดกาลข้างหน้าถึงผลอันจักมี ด้วยอำนาจ อนาคตังสญาณ
2.ธัมมปฏิสัมภิทา คือ ปัญญาอันแตกฉานในธรรม หมายถึงความเข้าใจ อุทเทส ถือเอาความใจความของอรรถาธิบายนั้นๆ ตั้งเป็นกระทู้ขึ้นได้ หรือความเข้าใจสาวหาสาเหตุในหนหลัง ด้วยอำนาจอตีตังสญาณ
3.นิรุตติปฏิสัมภิทา คือปัญญาอันแตกฉานในนิรุตติ หมายถึงรู้และเข้าใจในเรื่องของภาษาต่างๆ ฉลาดและรู้จักใช้ถ้อยคำในภาษานั้นๆ ตลอดถึงรู้และเข้าใจในภาษาต่างประเทศ สามารถชักนำบุคคลทั้งหลายให้นิยมตามคำพูดได้
4.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา คือ ปัญญาอันแตกฉานในปฏิภาณ หมายถึง เรื่องของการมีไหวพริบ ความเข้าใจทำให้สบเหมาะในทันทีทันใด ในเมื่อเหตุเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน ปฏิภาณนี้คือ ความคิดว่องไว มีความรู้ความคิดทันคน ไม่จำนนต่อคำถาม นับเข้าในปัจจุปปันนังสญาณ


๒. โสดาบันโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลกชั้นที่ ๑)

ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอริยะบุคคลโสดาบัน แบ่งเป็น

(๑). เอกพิซีโสดาบัน จะเกิดอีกชาติเดียว แล้วก็บรรลุพระอรหันตผล ปรินิพพาน

(๒).โกลังโกลโสดาบัน จะเกิดอีก ๒-๖ ชาติ เป็นอย่างมากแล้วก็บรรลุพระอรหันตผล ปรินิพพาน

(๓). สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน จะเกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ แล้วก็จะบรรลุพระอรหันตผล ปรินิพพาน


๓. สกทาคามีโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๒)

ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าถึงพระอริยบุคคลสกทาคามี ซึ่งจะเกิดอีกเพียงชาติเดียวแบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ

(๑). ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษยโลก และบรรลุพระอรหันตผลในมนุษย์โลก

(๒). ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษย์โลกแล้วไปบรรลุพระอรหันต์ผลในเทวโลก

(๓). ผู้ถึงภูมินี้ในเทวโลกและบรรลุอรหันต์ผลในเทวโลก

(๔). ผู้ถึงภูมินี้ในเทวโลกแล้วมาบรรลุพระอรหันต์ผลในมนุษย์โลก

(๕). ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษยโลกแล้วจุติไปเกิดในเทวโลกแล้วกลับมาบรรลุพระอรหันตผลในมนุษยโลก


๔. อนาคามีโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๓)

ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอนาคามี จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีกแบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ

(๑). อันตราปรินิพพายี สำหรับเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในอายุครึ่งแรกของสุทธาวาสภูมิพรหมโลกที่สถิตอยู่

(๒). อุปหัจจปรินิพพายี สำหรับเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในอายุครึ่งหลังของสุทธาวาสภูมิพรหมโลกที่สถิตอยู่

(๓). อสังขารปรินิพพายี สำหรับเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในพรหมโลกที่สถิตอยู่โดยสะดวกสบายไม่ต้องใช้ความเพียรมาก

(๔). สสังขารปรินิพพายี สำหรับเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในพรหมโลกที่สถิตอยู่โดยต้องพยายามอย่างแรงกล้า

(๕). อุทธังโสตอกนิฎฐคามี ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมโลก ชั้นต่ำที่สุด (อวิหาสุทธาวาสพรหมโลก) แล้วจึงจุติไปเกิด ชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ คือ อวิหา อัตัปปา สุทัสสา สุทัสสี แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ปรินิพพานในอกนิฎฐพรหมโลก

--------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลีลาวดี : 11-11-2007 เมื่อ 11:07 AM 
     

 สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลีลาวดี ในข้อความที่เขียนด้านบน 
ahantharik (11-11-2007), chai_yai (11-11-2007), freedom (16-11-2007), Kawee_win (11-11-2007), nutnun_k (12-11-2007), Pew Pew (05-03-2008), pranth (11-11-2007), punyaphat (11-11-2007), rit_nadoul (14-11-2007), seahero (14-05-2008), thamruksaudon (15-05-2008), wonderisland (15-11-2007), ดาราจักร (11-11-2007), บุปผาวดี (23-05-2008), สายนำแก่ง (14-11-2007), อนิจจา (17-11-2008), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007), ใบเฟิร์นเจ้าค่ะ (23-05-2008)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

sponsor links
 

ลีลาวดี
ดูรายละเอียดของ
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ ลีลาวดี
ลีลาวดี Donation Stats
View ลีลาวดี's Videos 

 11-11-2007, 10:33 AM    #2 
ลีลาวดี
สมาชิก
 
 
 

วันที่สมัคร: May 2006
ข้อความ: 3,368
Groans: 1
Groaned at 8 Times in 8 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 12,068
ได้รับอนุโมทนา 51,580 ครั้ง ใน 5,274 โพส
พลังการให้คะแนน: 2695
 โลกเบื้องสูง
ปฐมมฌานภูมิ ๓, ทุติยฌานภูมิ ๓, ตติยฌานภูมิ ๓, และพรหมภูมิตั้งแต่ชั้นที่ ๑o-๒o
( แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๕,๕o๘,ooo โยชน ์)

อรูปพรหม ๔

(๒๐). เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๒๐ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยความประณีตเป็นอย่างยิ่งมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่อรูปพรหม อายุ ๘๔,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้ อากิญจัญญายตนฌาน และสำเร็จเนวสัญญานา- สัญญายตนฌาน

(๑๙). อากิญจัญญายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๙ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๖๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม เป็นโยคีฤาษีผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌานและสำเร็จอากิญจัญญายตนฌาน

(๑๘). วิญญาณัญจายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๘ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย วิญญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๔๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน และสำเร็จวิญญาณัญจายตนฌาน

(๑๗). อากาสานัญจายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๗ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติ ซึ่งไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๒๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม เป็นโยคีฤาษีผู้ได้จตุตถฌานแล้ว และสำเร็จอากาสานัญจายตนฌาน

รูปพรหม ๑๖

(๑๖). อกนิฎฐสุทธาวาสภูมิพรหมโลก ชั้นที่ ๑๖ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลายผู้ทรงคุณวิเศษโดยไม่มีความเป็นรองกัน พระพรหมอนาคามีอายุ๑๖,๐๐๐มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้ จตุตถฌาน และเจริญวิปัสสนาภาวนาจน สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลโดยมีปัญญินทรีย์แก่กล้า

(๑๕). สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๕ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลายผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่าพระพรหมอนาคามี อายุ ๘,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌาน และเจริญวิปัสสนาจนสำเร็จ เป็นพระอนาคามีอริยบุคคลโดยมีสมาธินทรีย์แก่กล้า

(๑๔). สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๔ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสพระพรหมอนาคามี อายุ ๔,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌาน และเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลโดยมีสตินทรีย์แก่กล้า

(๑๓). อตัปปาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๓ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่มีความเดือนร้อนพระพรหมอนาคามี อายุ ๒,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลโดยมีวิริยินทรีย์แก่กล้า

(๑๒). อวิหาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๒ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่เสื่อมคลายในสมาบัติของตนพระพรหมอนาคามี อายุ ๑,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอานาคามีอริยบุคคลโดยมีสัทธินทรีย์แก่กล้า

(๑๑). อสัญญสัตตาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๑ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ไม่มีสัญญา(พรหมลูกฟัก) อายุ ๕๐๐ มหากัป บุพกรรมผู้เจริญสมถภานาสำเร็จจตุตถฌาน และเป็นผู้มีสัญญาวิราคภาวนา

(๑๐). เวหัปผลาภูมิ พรหมโลก ชั้นที ๑๐ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ได้รับผลแห่งฌานกุศลอย่างไพบูลย์พระพรหมอายุ ๕๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จจตุตถฌาน

(๙). สุภกิณหาภูมิพรหมโลกชั้นที่ ๙ ภูมิอันป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลายผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีที่ออกสลับปะปนไปอย่างเสมอตลอดสรีระกายพระพรหม อายุ ๖๔ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ได้ ต้องสำเร็จตติยฌานได้อย่างปราณีต

(๘). อัปปมาณสุภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๘ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสวยงามแห่งรัศมีมากมายไม่มีประมาณพระพรหม อายุ ๓๒ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ได้ต้องสำเร็จตติยฌานได้อย่างปานกลาง

(๗). ปริตตสุภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๗ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีเป็นส่วนน้อยพระพรหมอายุ ๑๖ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จตติยฌานได้อย่างสามัญ

(๖). อาภัสสราภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๖ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีประกายรุ่งโรจน์แหงรัศมีนานาแสงพระพรหมอายุ ๘ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จทุติยฌานได้อย่างปราณีต

(๕). อัปปมาณาภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๕ ภูมิอันเป็นทีอยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีรัศมีรุ่งรื่องมากมายหาประมาณมิได้พระพรหมอายุ ๔ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จทุติยฌานได้อย่างปานกลาง

(๔). ปริตตาภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๔ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งท่านพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน พระพรหม อายุ ๒ มหากัป บุพกรรม ผู้ทีจะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ได้ต้องสำเร็จทุติยฌานได้อย่างสามัญ

(๓). มหาพรหมาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๓ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระพรหม อายุ ๑ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จปฐมฌานอย่างประณีต

(๒). พรหมปุโรหิตาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๒ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ทรงฐานอันประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม พระพรหมอายุ ๓๒ อัตรกัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จได้ปฐมฌานอย่างปานกลาง

(๑). พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหม ผู้เป็นท้าวมหาพรหม พระพรหม อายุ ๒๑ อันตรกัปเศษ บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จปฐมฌานได้อย่างสามัญ

--------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลีลาวดี : 11-11-2007 เมื่อ 11:14 AM 
     

 สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลีลาวดี ในข้อความที่เขียนด้านบน 
ahantharik (11-11-2007), chai_yai (11-11-2007), freedom (16-11-2007), Kawee_win (11-11-2007), pranth (11-11-2007), punyaphat (11-11-2007), rit_nadoul (14-11-2007), thamruksaudon (15-05-2008), ดาราจักร (11-11-2007), บุปผาวดี (23-05-2008), สายนำแก่ง (14-11-2007), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007), ใบธุลี (15-11-2007), ใบเฟิร์นเจ้าค่ะ (23-05-2008)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

ลีลาวดี
ดูรายละเอียดของ
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ ลีลาวดี
ลีลาวดี Donation Stats
View ลีลาวดี's Videos 

 11-11-2007, 10:33 AM    #3 
ลีลาวดี
สมาชิก
 
 
 

วันที่สมัคร: May 2006
ข้อความ: 3,368
Groans: 1
Groaned at 8 Times in 8 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 12,068
ได้รับอนุโมทนา 51,580 ครั้ง ใน 5,274 โพส
พลังการให้คะแนน: 2695
 โลกเบื้องกลาง
เทวภูมิ ๖ กับ โลกมนุษย์ ๑
( แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๔๒,ooo โยชน์ )

เทวภูมิ ๖

(๖). ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๖) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์ แบ่งเป็น
ฝ่ายเทพยาดา มีท้าวปรนิมมิตเทวราชปกครอง กับ ฝ่ายมาร มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชเป็นผู้ปกครอง อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ (๙,๒๑๖ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ อุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกฤษฏ์ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีลก็ต้องบำเพ็ญกันอย่างจริงๆ มากไปด้วยศรัทธาปสาทะ อย่างยิ่งยวดและถูกต้อง ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน
ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า "เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายแต่กาลก่อน"
แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า "เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส"
เพราะวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงยิ่งเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้

(๕). นิมมานรตีภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๕) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณอารมณ์ ซึ่งเนรมิตขึ้นมาตามความพอใจ มีท้าวสุนิมมิตเทวราชปกครอง อายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ (๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดียิ่งในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตใจผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ ไม่มุ่งสั่งสมให้ทาน
ไม่ได้ให้ทาน ด้วยคิดว่า "เราหุงหากินได้แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากินเราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร"
" แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า"เราจักจำแนกแจกทานเช่นเดียวกับฤาษีทังหลายในกาลก่อน" ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด
มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยอุตสาหะในการบริจาคทานเป็นอันมาก เพราะผลวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงส่งเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้

(๔). ตุสิตาภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๔) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิจ มีท้าวสันดุสิตเทวราชปกครอง อายุ ๔,๐๐๐ปีทิพย์ (๕๗๖ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษยมีจิตบริสุทธิ์ ยินดีมากในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลของทานแล้วให้ทาน
ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ให้ทานด้วยความคิดว่า "บิดา มารดา ปู่ ยา ตา ยาย เคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี"แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า "
" เราหุงหากิน แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร"
ทรงศีล ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนาหรือเป็นพระโพธิสัตว์รู้ธรรมมาก ฯลฯ

(๓). ยามาภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๓) เป็นที่อยู่ของเทพยดาผู้มีแต่ความสุขอันเป็นทิพย์ มีท้าวสุยามเทวราชเป็นผู้ปกครอง อาย ุ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ (๑๔๔ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ พยายามสร้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบำเพ็ญบุญุศล ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน
ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า "การให้ทานเป็นการกระทำที่ดี"
แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า "บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี"
รักษาศีล มีจิตขวนขวานในพระธรรม ทำความดีด้วยความจริงใจ

(๒). ตาวติงสาภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๒) ที่เราเรียกว่า ไตรตรึงษ์หรือดาวดึงส์ เป็นเมืองใหญ่มี ๑,๐๐๐ ประตู มีพระเกศจุฬามณีเจดีย์ มีไม้ทิพย์ ชื่อปาริชาตกัลปพฤกษ์ สมเด็จพระอมรินทราธิราชปกครอง อายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ (๓๒ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน
ไม่มุ่งการสั่งสมการให้ทานไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า "ตายแล้วเราจักได้เสวยผลทานนี้"
แต่ให้ทานด้วยด้วยความคิดว่า "การให้ทานเป็นการกระทำดี"
งดงามด้วยพยายามรักษาศีล ไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ในตระกูล ฯลฯ

(๑). จาตุมหาราชิกาภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๑) เป็นที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้า มีท้าวมหาราช ๔ พระองค์ปกครองคือ
-๑.ท้าวธตรัฐมหาราช - ๓.ท้าววิรูปักษ์มหาราช และ
-๒.ท้าววิรุฬหกมหาราช - ๔. ท้าวเวสสุวัณมหาราช (ท้าวกุเวร)อายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ (๙ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ ชอบทำความดี สันโดษ ยินดีแต่ของๆตน ชักชวนให้ผู้อื่น ประกอบการกุศล ชอบให้ทาน ในการให้ทานเป็นผู้มีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน
ให้ทานด้วยความคิดว่า "เราจะตายแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้" และเป็นผู้มีศีล ฯลฯ

--------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลีลาวดี : 11-11-2007 เมื่อ 10:55 AM 
     

 สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลีลาวดี ในข้อความที่เขียนด้านบน 
ahantharik (11-11-2007), camrymax (09-01-2011), chai_yai (11-11-2007), freedom (16-11-2007), Kawee_win (11-11-2007), pranth (11-11-2007), punyaphat (11-11-2007), rit_nadoul (14-11-2007), seahero (14-05-2008), thamruksaudon (15-05-2008), ดาราจักร (11-11-2007), บุปผาวดี (23-05-2008), สายนำแก่ง (14-11-2007), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007), ใบธุลี (15-11-2007)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

ลีลาวดี
ดูรายละเอียดของ
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ ลีลาวดี
ลีลาวดี Donation Stats
View ลีลาวดี's Videos 

 11-11-2007, 10:34 AM    #4 
ลีลาวดี
สมาชิก
 
 
 

วันที่สมัคร: May 2006
ข้อความ: 3,368
Groans: 1
Groaned at 8 Times in 8 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 12,068
ได้รับอนุโมทนา 51,580 ครั้ง ใน 5,274 โพส
พลังการให้คะแนน: 2695
 โลกมนุษย์

( อายุมนุษย์สมัยพระพุทธองค์ ๑๐๐ ปี และอายุมนุษย์ในปัจจุบัน ๗๕ ปี )
( มนุษยภูมิ ) เป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบกรรมต่างๆ
ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมแบ่งเป็น ๔ จำพวก คือ

(๑). ผู้มืดมาแล้วมืดไป บุคคลที่เกิดในตระกูลอันต่ำ ยากจน ขัดสน ลำบาก ฝืดเคืองอย่างมากในการหาลี้ยงชีพ มีปัจจัย ๔ อย่างหยาบ
เช่น มีอาหารและน้ำน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า ร่างกายมอซอ หม่นหมอง หรือมีร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ทีอยู่อาศัย ยารักษาโรค ไม่ใคร่ได้ และเขากลับประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

(๒). ผู้มืดมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำ ผิวพรรณหยาบ ฯลฯ แต่เป็นเขาเป็นคนมีศรัทธา ไม่มีความตะหนี่ เป็นคนมีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ หรือวณิกพกอื่นๆ ย่อมสำเนียกในกริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กำลังจะให้ทาน เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

(๓). ผู้สว่างมาแล้วมืดไป เป็นบุคคลผู้อุบัติในตระกูลสูง เป็นคนมั่งคั่งมั่งมี มีโภคสมบัติมาก เป็นผู้มีปัจจัย ๔ อันประณีต ทั้งเป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วนสะสวย งดงาม ผิวพรรณดูน่าชม แต่กลับเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ กรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักขึ้งโกรธย่อมด่า ย่อมบริภาษบุคคลต่างๆ ไม่เว้นกระทั้งมารดาบิดา สมณชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่กำลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ
เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

(๔). ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป เป็นบุคคลที่อุบัติเกิดในตระกูลสูง มีผิวพรรณงามและเขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุพกรรม กรรมของมนุษย์ที่ทำในกาลก่อน ส่งผลให้มีปฎิปทาต่างกัน
เช่น บางคนเป็นคนดี บางคนบ้า บางคนรวย บางคนจน บางคนมีปัญญา บางคนเขลา ฯลฯ เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ อาทิ

- ปฎิปทาให้มีอายุสั้น เพราะเป็นคนเหี้ยมโหดดุร้าย มักคร่าชีวิตสัตว์

- ปฎิปทาให้มีอายุยาว เป็นผู้เว้นขาดจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มีความละอาย เอ็นดูอนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูตอยู่

- ปฎิปทามีโรคมาก เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ ท่อนไม้ ก้อนดิน ก้อนหิน หรือศาสตราอาวุธต่างๆ

- ปฎิปทามีโรคน้อย ไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ หรือศาสตราอาวุธต่างๆ มีมีด ขวาน ดาบ ปืน เป็นต้น

- ปฎิปทาให้มีผิวพรรณทราม เป็นคนมักโกรธ มากไปด้วยความเคืองแค้น ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจโกรธเคือง พยาบาทหมาดร้าย ทำความโกรธความร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฎ

- ปฎิปทาให้มีผิวพรรณงาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธความร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฎ

- ปฎิปทาให้เป็นคนมีศักดาน้อย คือเป็นคนไม่มีใจริษยา มุ่งร้าย ผูกใจในการอิจฉาริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น

- ปฎิปทาให้เป็นคนมีศักดามาก เป็นคนไม่มีใจริษยา ไม่มุ่งร้าย ยินดีด้วยในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น

- ปฎิปทาให้มีโภคะน้อย เป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ที่นอนที่อาศัย เป็นต้น

- ปฎิปทาให้มีโภคะมาก ชอบให้ทานมีอาหาร น้ำ เครื่องนุ่มห่ม ของหอม ที่นอนที่อาศัย เครื่องตามประทีบแก่สมณะหรือชีพราหมณ์ เป็นต้น

- ปฎิปทาให้เกิดในตระกูลต่ำ เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่ควรให้ ไม่ให้ทางแก่คนที่ควรให้ทาง เป็นต้น

- ปฎิปทาให้เกิดในตระกูลสูง เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน วจีไพเราะ สงเคราะห์เอื้อเฟื้อ รู้จักยืนเคารพ ยืนรับ ยืนคำนับ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ สักการะแก่คนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เป็นต้น

- ปฎิปทาทำให้มีปัญญาทราม คือเป็นผู้ไม่เคยเข้าหาบัณฑิต สมณะหรือชีพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ เป็นต้น

- ปฎิปทาทำให้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มักเข้าไปสอบถาม บัณฑิตสมณะหรือชีพราหมณ์ อะไรเป็นุศล อะไรไม่เป็นกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรเมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน อะไรเมื่อทำไปแล้วย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ดังนี้ 
     

 สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลีลาวดี ในข้อความที่เขียนด้านบน 
ahantharik (11-11-2007), chai_yai (11-11-2007), freedom (16-11-2007), Kawee_win (11-11-2007), Pew Pew (05-03-2008), pranth (11-11-2007), punyaphat (11-11-2007), rit_nadoul (14-11-2007), seahero (14-05-2008), ดาราจักร (11-11-2007), บุปผาวดี (23-05-2008), สายนำแก่ง (14-11-2007), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007), ใบธุลี (15-11-2007)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

ลีลาวดี
ดูรายละเอียดของ
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ ลีลาวดี
ลีลาวดี Donation Stats
View ลีลาวดี's Videos 

 11-11-2007, 10:35 AM    #5 
ลีลาวดี
สมาชิก
 
 
 

วันที่สมัคร: May 2006
ข้อความ: 3,368
Groans: 1
Groaned at 8 Times in 8 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 12,068
ได้รับอนุโมทนา 51,580 ครั้ง ใน 5,274 โพส
พลังการให้คะแนน: 2695
 โลกเบื้องต่ำ
อบายภูมิ ได้แก่ นรก เปรต อสุูรกาย เดรัจฉาน

เดรัจฉานภูมิ

เดรัจฉานภูมิ ) (โลกเดรัจฉานอยู่ในโลกมนุษย์) โลกของสัตว์ที่มีความยินดีในหตุ ๓ ประการ คือ
(การกิน การนอน การสืบพันธุ์) แบ่งเป็น ๔ ประเภท คือ

(๑). อปทติรัจฉาน (ไม่มีเท้า ไม่มีขา) เช่นงู ปลา ไส้เดือน ฯลฯ

(๒). ทวิปทติรัจฉาน (มี ๒ ขา) เช่น นก ไก่ ฯลฯ

(๓). จตุปทติรัจฉาน (มี ๔ ขา) เช่น วัว ฯลฯ

(๔). พหุปทติรัจฉาน (มีมากกว่า ๔ ขา) เช่น ตะขาบ กิ่งกือ ฯลฯ

อายุ ไม่แน่นอน แล้วแต่กรรมที่นำไปเกิดในสัตว์ประเภทต่างๆ ตามอายุของสัตว์ประเภทนั้นๆ
บุพกรรม
เป็นมนุษย์จิตไม่บริสุทธิ์ ประพฤติอศุลกรรม อันหยาบช้าลามกทั้งหลายหรือเพราะอำนาจของเศษบาปอกุศลกรรมที่ตนทำไว้ให้ผล
หรือเป็นเพราะเมื่อเป็นมนุษย์ไม่ได้ก่อกรรมทำชั่วอะไร แต่เวลาใกล้จะตายจิตประกอบด้วยโมหะ หลงผิด ขาดสติ ไม่มีสรณะเป็นที่พึ่งจะยึดให้มั่นคง
คตินิมิต นิมิตที่ชี้บอกถึงโลกดรัจฉานที่ตนจะไป เช่น เห็นทุ่งหญ้า ป่าไม้ ดงหญ้า เชิงเขา ชายน้ำ แม่น้ำ กอไผ่ เป็นต้น บางทีเห็นเป็นรูปสัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง เสือ วัว หมู หมา เป็ด ไก่ แร้ง กา เหี้ย นก หนู จิ๊กจก ฯลฯ หากภาพเหล่านี้มาปรากฎทางใจ แล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์มื่อจิตดับตายขณะนั้นต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอน

อสุรกายภูมิ

( อสุรกายภูมิ ) (โลกอสุรกาย) ภูมิอันเป็นทีอยู่ของสัตว์อันปราศจากความเป็นอิสระและสนุกรื่นเริง
แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ เทวอสุรา เปตติอสุรา นิรยอสุรา

(๑). เทวอสุรา มี ๖ จำพวก คือ ๑.เวปจิตติอสุรา ๔.ปหารอสุรา

(๒). สุพลิอสุรา ๕.สัมพรตีอสุรา

(๓). ราหุอสุรา ๖.วินิปาติกอสุรา

แล้ว ๕ จำพวกแรกเป็นปฎิปักษ์ต่อเทวดาชั้นตาวสิงสา อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุ สงเคราะห์เข้าในจำพวกเทวดาชั้นตาวติงสา
๑. วินิปาติกอสุรา มีรูปร่างสัณฐานเล็กกว่า และอำนาจก็น้อยกว่าเทวดาชั้นตาวติงสา เที่ยวอาศัยอยู่ในมนุษยโลกทั่วไป เช่น ตามป่า ตามเขา ต้นไม้ และศาลที่เขาปลูกไว้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของภุมมัฎฐเทวดาทั้งหลาย แต่เป็นเพียงบริวารของภุมมัฎฐเทวดาเท่านั้น สงเคราะห์เข้าในจำพวกเทวดา ชั้นจาตุมหาราชิกา
๒. เปตติอสุรา มี ๓ จำพวก คือ ๑.กาลกัญจิกเปรตอสุรา ๒.เวมานิกเปรตอสุรา ๓.อาวุธิกเปรตอสุราเป็นเปรตที่ประหัตประหารกันและกันด้วยอาวุธต่างๆ
๓. นิรยอสุรา เป็นเปรตจำพวกหนึ่งที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกโลกันตร์ นรกโลกันตร์ตั้งอยู่ระหว่างกลางของจักรวาลทั้งสามอสุรกายนี้ ี้หมายเอาเฉพาะกาลกัญจิกเปรตอสุรกายเท่านั้น อายุและบุพกรรม เช่นเดียวกันกับโลกเปรต


เปตติวิสยภูมิ

( เปตติวิสยภูมิ ) (โลกเปรต) โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลจากความสุข
มีมหิทธิกเปรตเป็นเจ้าปกครองดูแลอายุไม่แน่นอนแล้วแต่กรรม ได้แก่

เปรต ๑๒ ชนิด เปรต ๑๒ ชนิด คือ

(๑). วันตาสเปรต กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร

(๒). กุณปาสเปรต กินซากศพคน หรือสัตว์เป็นอาหาร

(๓). คูถขาทกเปรต กินอุจจาระต่างๆ เป็นอาหาร

(๔). อัคคิชาลมุขเปรต มีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ

(๕). สูจิมุขาเปรต มีปากเท่ารูเข็ม

(๖). ตัณหัฎฎิตเปรต ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ

(๗). สุนิชฌามกเปรต มีลำตัวดำเหมือนตอไม้เผา

(๘). สัตถังคเปรต มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมเหมือนมีด

(๙). ปัพพตังคเปรต มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา

(๑๐). อชครังคเปรต มีร่างกายเหมือนงูเหลือม

(๑๑). เวมานิกเปรต ต้องเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน

(๑๒). มหิทธิกเปรต มีฤทธิ์มาก ที่อยู่ เชิงเขาหิมาลัยในป่าวิชฌาฎวี


เปรต ๔ ประเภท เปรต ๔ ประเภท คือ

(๑). ปรทัตตุปชีวิกเปรต มีการเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยโดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้

(๒). ขุปปิปาสิกเปรต ถูกเบียดเบียนด้วยการหิวข้าว หิวน้ำ

(๓). นิชฌามตัณหิกเปรต ถูกไฟเผาให้เร้าร้อนอยู่เสมอ

(๔). กาลกัญจิกเปรต (ชื่อของอสูรกายที่เป็นเปรต) มีร่างกายสูง ๓ คาวุต มีเลือดและเนื้อน้อยไม่มีแรง มีสีสันคล้ายใบไม้แห้ง ตาถลนออกมาเหมือนตาปู และมีปากเท่ารูเข็มและตั้งอยู่กลางศีรษะ


เปรต ๒๑ จำพวก เปรต ๒๑ จำพวก คือ

(๑). มังสเปสิกเปรต มีเนื้อเป็นชิ้นๆไม่มีกระดูก

(๒). กุมภัณฑ์เปรต มีอัณฑะใหญ่โตมาก

(๓). นิจฉวิตกเปรต เปรตหญิงที่ไม่มีหนัง

(๔). ทุคคันธเปรต มีกลิ่นเหม็นเน่า

(๕). อสีสเปรต ไม่มีศีรษะ

(๖). ภิกขุเปรต มีรูปร่างสัณฐานเหมือนพระ

(๗). สามเณรเปรต มีรูปร่างสัณฐานเหมือนเณรและ ฯลฯ

บุพกรรม ประพฤติอศุลกรรมบถ ๑๐ ประการ เมื่อขาดใจตายจากมนุษยโลก หากอศุลกรรมสามารถนำไปสู่นิรยภูมิได้ ต้องไปเสวยทุกข์โทษในนรกก่อน พอสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว เศษบาปยังมีก็ไปเสวยผลกรรมเป็นเปรตต่อภายหลัง หรือมีอศุลกรรมที่เกิดจากโลภะนำมาเกิดคตินิมิต
นิมิตที่บ่งบอกถึงโลกเปรต เช่น เห็นหุบเขา ถ้ำอันมืดมิดที่วังเวง และปลอดเปลี่ยวหรือเห็นเป็นแกลบ และข้าวลีบมากมายแล้วรู้สึกหิวโหยและกระหายน้ำเป็นกำลัง บางทีเห็นว่าตนดื่มกินเลือดน้ำหนองที่น่ารังเกียจสะอิดสะเอียน หรือเห็นเป็นเปรตมีร่างกายผ่ายผอมน่าเกลียดน่ากลัว เนื้อตัวสกปรกรกรุงรัง ฯลฯ
หากภาพเหล่านี้มาปรากฎทางใจแล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายขณะนั้น ต้องบังเกิด เป็นเปรตเสวยทุกขเวทนาตามสมควรแก่กรรมอย่างแน่นอน


นรกภูมิ

( มหานรก ๘ ขุม ) (แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๑๕,๐๐๐ โยชน์)

(๑). สัญชีวนรก นรกที่สัตว์นรกไม่มีวันตาย อายุ ๕๐๐ ปีอายุกัป (๑วันนรก = ๙ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตไม่บริสุทธิ์ หยาบช้าลามก ก่อกรรมทำเข็ญ เช่นฆ่าเนื้อ เบื่อสัตว์ เบียดเบียนบุคคลที่ต่ำกว่าตน โดยความไม่เป็นธรรมให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นนิจ ฯลฯ

(๒). กาฬสุตตนรก นรกที่ลงโทษด้วยเส้นเชื่อกดำ แล้วถากหรือตัดด้วยเครื่องประหาร อายุ ๑,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๓๖ ปีล้านมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป ทำการทรมานสัตว์ด้วยการตัดเท้า หู ปาก จมูก ฯลฯ ทำร้ายบิดามารดา ครู อาจารย์ ฯลฯ เบียดเบียนหรือฆ่าภิกษุ สามเณร ดาบส หรือเป็นเพชฌฆาต

(๓). สังฆาฎนรก นรกที่มีภูขาเหล็กใหญ่มีไฟลุกโพลงบดขยี้สัตว์นรก อายุ ๒,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปหยาบช้าด้วยใจอศุลกรรม ไร้ความเมตตากรุณา ทำทารุณกรรมสัตว์ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นประจำ หรือ บุคคลที่ทรมานเบียดเบียนสัตว์ที่ตนใช้ประโยชน์ และพวกนายพราน

(๔). โรรุวนนรก (ธูมโวรุวหรือจูฬโรรุว) นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ครวญครางดังของสัตว์นรกที่ถูกควันไฟอบอ้าว อายุ ๔,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑วันนรก = ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปเผาสัตว์ทั้งเป็น ตัดสินความไม่ยุติธรรม รุกที่ดินเอาสาธารณสมบัติมาเป็นของตน กินเหล้าเมาประทุษร้ายผู้อื่น ชาวประมง คนที่เผาป่าที่สัตว์อาศัยอยู่

(๕). มหาโรรุวนรก (ชาลโรรุว) นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ครวญครางดังกว่าโรรุวนรก อายุ ๘,๐๐๐ ปีอายุกัป(๑ วันนรก = ๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป ตัดคอสัตว์ด้วยความโกรธ ปล้น ขโมยทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และของศาสนาเช่นของภิกษุสามเณรดาบสแม่ชีและสิ่งของเครื่องสักการะที่เขาบูชาพระรัตนตรัยปล้นโกงเอาของคนอื่นมาเป็นของตน

(๖). ตาปนนรก (จูฬตาปน) นรกที่ทำให้สัตว์เร่าร้อน ด้วยการให้นั่งตรึงติดอยู่ในหลาวเหล็กอันร้อนแดงแล้วให้ไฟไหม้อยู่ อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์)
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนใจบาป ประกอบกรรมด้วยโลภะ โทสะ โมหะ
เช่น ฆ่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีพและคนที่เผาบ้านเมือง กุฎิ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ปราสาท ทำลายเจดีย์

(๗). มหาตาปนนรก (ปตาปน) นรกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนอย่างมากมายเหลือประมาณ อายุ ครึ่งอันตรกัปของมนุษย์
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปหนาไปด้วยอกุศลมลทิน เช่น ประหารคนหรือสัตว์ให้ตายเป็นหมู่มากๆ ไม่คำนึงถึงชีวิตเขาชีวิตท่าน และคนที่มีอุจเฉททิฎฐิ สัสสตทิฎฐิ นัตถิกทิฎฐิ อเหตุทิฎฐิ และอกิริยทิฎฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง

(๘). อเวจีนรก นรกที่ปราศจากคลื่นคือ ความเบาบางแห่งความทุกข์ อายุ ประมาณ ๑ อันตรกัปของมนุษย์
บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ได้ทำอนันตริยกรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกกัน และบุคคลที่ทำลายพระพุทธเจดีย์ พระพุทธรูป ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้โดยจิตคิด ประทุษร้ายบุคคลที่ติเตียนพระอริย บุคคลพระสงฆ์ผู้มีคุณแก่ตน ผู้ที่ยึดถือนิยตมิจฉาทิฎฐิ ๓


( อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม ) (อยู่รอบ ๔ ทิศ ๆ ละ ๔ ของมหานรกแต่ละขุม)

(๑). คูถนรก สัตว์นรกทีมาเกิดได้รับทุกขเวทนาอยู่ในอุจจาระเน่า โดยถูกหนอนกัดกินทั้งเนื้อและกระดูกตลอดจนอวัยวะภายในทั้งหมดจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

(๒). กุกกุฬนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกขเวทนา โดยถูกเผาด้วยขี้เถ้าร้อนระอุ ร่างกายไหม้ยับย่อย ละเอียดเป็นจุณ จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

(๓). สิมปลิวนนรก สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีเศษอศุลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจากนรกขี้เถ้าร้อนแล้วก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์จากนรกป่าไม้งิ้วต่อไปจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

(๔). อสิปัตตวนนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกข์จากป่าไม้ใบดาบ เช่น ใบมะม่วงซึ่งกลายเป็นหอกดาบ และมีสุนัขแร้งคอยทรมานขบกัดกินเลือดเนื้อ จนกว่าจะสิ้นกรรม

(๕). เวตรณีนรก สัตว์นรกที่เกิดมาได้รับทุกข์จากน้ำเค็มแสบที่มีเครือหวายหนามหล็ก ใบกลีบบัวหลวงเหล็กตั้งอยู่กลางน้ำ ซึ่งคมเป็นกรด มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน


( ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม ) ( อยู่รอบ ๔ ทิศ ๆ ละ ๑๐ ของมหานรกแต่ละขุม )

(๑). โลหกุมภีนรก เป็นหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำแสบร้อนเดือดพล่านตลอดเวลา สัตว์ที่มาเกิดต้องได้รับทุกข์ทั้งแสบทั้งร้อนเสวยทุกขเวทนาอย่าง แสนสาหัส ถูกต้มเคี่ยวในหม้อเหล็กนรกนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วที่ตนได้ทำมา
บุพกรรม เช่น จับสัตว์เป็นๆมาต้มในหม้อน้ำร้อน แล้วเอามากินเป็นอาหาร

(๒). สิมพลีนรก เต็มไปด้วยป่างิ้วนรก มีหนามแหลมคมเป็นกรดยาวประมาณ ๓๖ องคุลี ลุกเป็นเปลวไฟแรงอยู่เสมอ สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับ ทุกข์ทรมานจนสิ้นกรรมชั่วของตน
บุพกรรม เช่น คบชู้สู่สาว ผิดศีลธรรมประเพณี ชายเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น หญิงเป็นชู้สามีของผู้อื่น หรือชายหญิงที่มีภรรยาหรือสามี ประพฤตินอกใจไปสู่หาเป็นชู้กับผู้อื่น มักมากในกามคุณ

(๓). อสินขะนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีรูปร่างแปลกพิกล เช่น เล็บมือเล็บเท้าแหลมยาว กลับกลายเป็นอาวุธ หอก ดาบ จอบ เสียม สัตว์นรกเหล่านี้ เหมือนคนบ้าวิกลจริตบ้างนั่ง บ้างยืน เอาเล็บมือถากตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นอาหารตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรม
บุพกรรม เช่น เมื่อมนุษย์ชอบลักเล็กขโมยน้อย ขโมยของในสถานที่สาธารณะและของทีเขาถวายแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

(๔). ตามโพทะนรก มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงปนด้วยหินกรวด ร้อนระอุตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุกข์ โดยการถูกกรอกด้วยน้ำทองแดง และกรวดหินเข้าไปทางปาก จนกว่าจะสิ้นกรรม
บุพกรรม ด้วยผลกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนๆเป็นคนใจอ่อนมัวเมา ประมาท ดื่มสุราเมรัย แสดงอาการคล้ายคนบ้าเป็นเนืองนิจ

(๕). อโยคุฬะนรก เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมด อกุศลกรรมบันดาลสัตว์นรกที่มาเกิดเห็นก้อนเหล็กแดงเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปแล้วเหล็กแดงนั้นก็เผาไหม้ไส้พุง ได้รับทุกขเวทนาจนกว่าจะสิ้นกรรม
บุพกรรม เช่น แสดงว่าตนเป็นคนใจบุญใจกุศล เรี่ยไรทรัพย์ว่าจะนำไปทำบุญสร้างกุศล แต่กลับยักยอกเงินทำบุญของผู้อื่นมาเป็นของตน การกุศลก็ทำบ้างไม่ทำบ้างตามที่อ้างไว้หลอกลวงผู้อื่น

(๖). ปิสสกปัพพตะนรก มีภูเขาใหญ่ ๔ ทิศ เคลื่อนที่ได้ไม่หยดหย่อน กลิ้งไปมาบดขยี้สัตว์นรกที่มาเกิดให้บี้แบนกระดูกแตกป่นละเอียดจนตายแล้วฟื้นขึ้นมาอีก ถูกบดขยี้อีกจนตายเรื่อยไปจนสิ้นกรรมของตน
บุพกรรม เช่น เคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ประพฤติตนเป็นคนอันธพาล กดขี่ข่มเหงราฎร ทำร้ายร่างกาย เอาทรัพย์เขามาให้เกินพิกัดอัตราที่กฏหมายกำหนด ไม่มีความกรุณาแก่คนทั้งหลาย

(๗). ธุสะนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีความกระหายน้ำมาก เมื่อพบสระมีน้ำใสสะอาดที่ดื่มกินเข้าไปอำนาจของกรรมบันดาลให้น้ำนั้นกลายเป็นแกลบเป็นข้าวลีบลุกเป็นไฟเผาไหม้ท้องและลำไส้
เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส จากกรรมชั่วที่ทำมา
บุพกรรม เช่น คดโกงไม่มี ความซื่อสัตย์ ปนปลอมแปลงอาหารและเครื่องใช้แล้วหลอกขายผู้อื่น ได้ทรัพย์สินเงินทองมาโดยมิชอบ

(๘). สีตโลสิตะนรก เต็มไปด้วยน้ำเย็นยะเยือก เมื่อสัตว์นรกที่มาเกิดตกลงไปก็จะตายฟื้นขึ้นมาก็ถูกจับโยนลงไปอีกเรื่อยไปจนสิ้นกรรมชั่วของตน
บุพกรรม เช่น จับสัตว์เป็นๆ โยนลงไปในบ่อ ในเหว ในสระน้ำ หรือมัดสัตว์เป็นๆ
ทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย หรือทำให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้รับความทุกข์และตายเพราะน้ำ

(๙). สุนขะนรก เต็มไปด้วยสุนัขนรก ซึ่งมี ๕ พวกคือ หมานรกดำ หมานรกขาว หมานรกเหลือง หมานรกแดง หมานรกต่างๆ และยัง มีฝูงแร้งกา นกตะกรุม สัตว์นรกที่มาเกิดจะถูกสุนัข แร้งกา ไล่ขบกัดตรงลูกตา ปากและส่วนต่างๆ ได้รับทุกขเวทนาจากผลกรรมชั่วทางวจีทุจริต
บุพกรรม คือ ด่าว่าบิดามารดา ปู่ยาตายาย พี่ชายพี่สาวและญาติทั้งหลายไม่เลือกหน้า
ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนพระภิกษุสงฆ์สามเณร

(๑๐). ยันตปาสาณะนรก มีภูเขาประหลาด ๒ ลูก เคลื่อนกระทบกันตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดจะถูกภูเขาบีบกระแทกได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นมา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน
บุพกรรม เช่น เป็นหญิงชายใจบาปหยาบช้าด่าตีคู่ครองด้วยความโกรธแล้วหันเหประพฤตินอกใจไปคบชู้เป็นสามีภรรยากับคนอื่นตามใจชอบ



โลกันตร์

( โลกันตร์นรก ๑ ขุม )

โลกันตนรก เป็นนรกขุมใหญ่ อยู่นอกจักรวาล มืดมนไม่มีแสง มองไม่เห็นอะไรเลยและเต็มไปด้วยทะเลน้ำกรดเย็น
ที่ตั้ง อยู่ระหว่างโลกจักรวาล ๓ โลก เหมือนกับวงกลม ๓ วงติดกัน คือ บริเวรช่องว่างของวงทั้ง ๓ สัตว์นรกที่มาเกิดต้องได้รับทุกขเวทนาเป็นเวลา ๑ พุทธันดร จากผลกรรมชั่ว เช่น ทรมาน ประทุษร้ายต่อบิดามารดา และผู้ทรงศีล ทรงธรรมหรือปาณาติบาตเป็นอาจิณ ฆ่าตัวตาย เป็นต้น


( โลกนรกประกอบด้วย )
มหานรก ๘ ขุม
อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม
ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม
โลกันตร์นรก ๑ ขุม
รวม ๔๕๗ ขุม

http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=410.2 
     

 สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลีลาวดี ในข้อความที่เขียนด้านบน 
ahantharik (11-11-2007), camrymax (09-01-2011), chai_yai (11-11-2007), freedom (16-11-2007), Kawee_win (11-11-2007), P.B. (11-11-2007), Pew Pew (03-03-2008), pranth (11-11-2007), punyaphat (11-11-2007), rit_nadoul (14-11-2007), thamruksaudon (15-05-2008), wonderisland (15-11-2007), ดาราจักร (11-11-2007), บุปผาวดี (23-05-2008), มินมิน~* (19-12-2007), สายนำแก่ง (14-11-2007), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007), ใบธุลี (15-11-2007)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

ลีลาวดี
ดูรายละเอียดของ
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ ลีลาวดี
ลีลาวดี Donation Stats
View ลีลาวดี's Videos 

 11-11-2007, 10:41 AM    #6 
ahantharik
ทีมงานอาสาฯ
 
 
 

วันที่สมัคร: Dec 2005
อายุ: 31
ข้อความ: 1,677
Groans: 94
Groaned at 5 Times in 4 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 2,168
ได้รับอนุโมทนา 16,214 ครั้ง ใน 1,664 โพส
พลังการให้คะแนน: 1338
 อนุโมทนาครับกับข้อมูลดี ๆ
__________________

ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของสมทบทุนโครงการบูรณะพระพุทธรูปชำรุดทั่วประเทศ
รับบริจาคปูน ทราย เหล็กเส้น สีน้ำ สีน้ำมัน สีทองคำ บริจาคได้ที่โครงการบูรณะพระพุทธรูปชำรุดทั่วประเทศ
พระใบฏีกาวิชญ์จุฑา อินฺทวโร สนใจเพิ่มเติมได้ที่
http://www.buddharestoration.com


รวมบทสวดมนต์และพระคาถา พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน เรียนฟรีตลอดหลักสูตร พระอภิธรรม


ฟังเสียงพระธรรมเทศนากับท่านพระอาจารย์
     

 สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ahantharik ในข้อความที่เขียนด้านบน 
wonderisland (15-11-2007), ดาราจักร (11-11-2007), ลีลาวดี (11-11-2007), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

ahantharik
ดูรายละเอียดของ
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ ahantharik
ahantharik Donation Stats
View ahantharik's Videos 

 11-11-2007, 11:09 AM    #7 
hippobankza
สมาชิก PREMIUM
 
 
 

วันที่สมัคร: Oct 2007
สถานที่: Pharmacy cmu
ข้อความ: 2,311
Groans: 4
Groaned at 3 Times in 3 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 835
ได้รับอนุโมทนา 8,051 ครั้ง ใน 1,367 โพส
พลังการให้คะแนน: 639
 อนุโมทนา วัฎฎะไม่มีที่สิ้นสุดจิงๆๆๆ
__________________
สมปราถนาทุกประการ ด้วยพุทธะ ธรรมะ สังฆ บารมี 
     

 สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ hippobankza ในข้อความที่เขียนด้านบน 
wonderisland (15-11-2007), ดาราจักร (11-11-2007), ลีลาวดี (11-11-2007), สายนำแก่ง (14-11-2007), เฮียปอ ตำมะลัง (19-12-2007)
[ อานิสงค์การอนุโมทนา ] 
 

hippobankza
ดูรายละเอียดของ
Visit hippobankza's homepage!
ค้นหาโพสเพิ่มเติมของ hippobankza
hippobankza Donation Stats
View hippobankza's Videos 

 11-11-2007, 12:58 PM    #8 
ลีลาวดี
สมาชิก
 
 
 

วันที่สมัคร: May 2006
ข้อความ: 3,368
Groans: 1
Groaned at 8 Times in 8 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 12,068
ได้รับอนุโมทนา 51,580 ครั้ง ใน 5,274 โพส
พลังการให้คะแนน: 2695
 ภพภูมิในพระพุทธศาสนา





ในทางพระพุทธศาสนานั้น แบ่งภพภูมิที่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในวัฏสงสารจะสามารถไปเกิดได้ ตามผลกรรมของตน ไว้ทั้งสิ้น 31 ภูมิใหญ่ๆ เรียงจากภูมิสูงไปหาภูมิต่ำได้ดังนี้คือ
(ดูจากล่างขึ้นบน จะเข้าใจได้ง่ายกว่า)
อรูปภูมิ
4
ชั้น  เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
อากิญจัญญายตนภูมิ
วิญญาณัญจายตนภูมิ
อากาสานัญจายตนภูมิ
รูปภูมิ
16
ชั้น  จตุตถฌานภูมิ
7
ชั้น  สุทธาวาสภูมิ
5
ชั้น  อกนิฏฐาภูมิ
สุทัสสีภูมิ
สุทัสสาภูมิ
อตัปปาภูมิ
อวิหาภูมิ
เวหัปผลาภูมิ
อสัญญสัตตภูมิ
ตติยฌานภูมิ
3 ชั้น สุภกิณหกา
อัปปมาณสุภา
ปริตตสุภา
ทุติยฌานภูมิ
3 ชั้น อาภัสสรา
อัปปมาณาภา
ปริตตาภา
ปฐมฌานภูมิ
3 ชั้น มหาพรหมาภูมิ
พรหมปุโรหิตาภูมิ
พรหมปาริสัชชาภูมิ
กามภูมิ
11
ชั้น  กามสุคติภูมิ
7
ชั้น  สวรรค์
6
ชั้น  ปรนิมมิตวสวัตตี
นิมมานรตี
ดุสิต
ยามา
ดาวดึงส์
จาตุมหาราชิกา
มนุษยภูมิ
อบายภูมิ
4
ชั้น  สัตว์เดรัจฉาน
อสุรกาย
เปรต
นรกภูมิ

ลักษณะพิเศษในบางภพภูมิ

อริยบุคคลทุกประเภทจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ
สิ่งมีชีวิตในอบายภูมิจะบรรลุมรรคผลนิพพานไม่ได้
เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกามีทั้งที่อยู่ระดับพื้นดิน ที่เรียกว่าภุมมัฏฐเทวดา เช่น รุกขเทวดา เป็นต้น และที่อยู่ในอากาศ ซึ่งเรียกว่า อากาสเทวดา
สวรรค์ชั้นดุสิตเป็นที่รวมของนักปราชญ์และผู้มีปัญญา รวมถึงพระโพธิสัตว์
รูปภูมิเป็นที่เกิดของผู้ที่ได้รูปฌาน
ผู้ที่เกิดในอสัญญสัตตภูมิจะมีเฉพาะรูปขันธ์เท่านั้น ไม่มีนามขันธ์อยู่เลย คือจะมีเฉพาะร่างกายไม่มีความรู้สึกใดๆ เลย เกิดในอิริยาบทใด ก็จะอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิต ไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะก่อนตายในชาติก่อนได้จตุตถฌานแต่ไม่ยินดีในการมีความรู้สึก
สุทธาวาสภูมิเป็นที่เกิดของอนาคามีบุคคล (ปุถุชนและอริยบุคคลชั้นต่ำกว่านี้จะไปเกิดที่นี่ไม่ได้)
อรูปภูมิเป็นที่เกิดของผู้ที่ได้อรูปฌาน
ผู้ที่เกิดในอรูปภูมิจะมีเฉพาะนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณขันธ์เท่านั้น ไม่มีรูปขันธ์ คือไม่มีร่างกายอยู่เลย เพราะจิตไม่มีความยินดีในรูปทั้งหลาย
 
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ทีมงานบ้านเรา ที่ 14:41 น. วันที่ 21 ส.ค.55
รออ่านเพิ่มเติมครับ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ้hs9jeu ที่ 00:52 น. วันที่ 22 ส.ค.55
ขอด้วยคนคับไม่แน่ใจจะทันหรือเปล่า vsradio@hotmail.com ขอบคุณคับ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: พระโมคฯทะลุจักรวาล ที่ 02:08 น. วันที่ 22 ส.ค.55
พระพุทธเจ้าพูดถึงโลกอื่นๆหรือต่างดาว

--------------------------------------------------------------------------------




จักรวาลอันหนึ่ง โดยยาวและโดยกว้าง ประมาณ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร)
ส่วนโดยรอบปริมณฑลทั้งสิ้น (ของจักรวาลนั้น) ประมาณ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์

ขนาดหนาของแผ่นดิน ในจักรวาลนั้น แผ่นดินนี้ กล่าวโดยความหนา มีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์

ขนาดหนาของน้ำรองแผ่นดิน สิ่งที่รองแผ่นดินนั้นหรือ
คือน้ำอันตั้งอยู่บนลม โดยความหนามีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์

ขนาดความหนาของลมรองน้ำ
ลมอัน (พัดดัน) ขึ้นฟ้า (โดยความหนา) มีประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ นี่เป็นความตั้งอยู่พร้อมมูลแห่งโลก

ขนาด ภูเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) และต้นไม้ประจำทวีป อนึ่ง ในจักรวาลที่ตั้งอยู่พร้อมมูลอย่างนี้นั้น มี ภูเขาสิเนรุอันเป็นภูเขาสูงที่สุด หยั่ง (ลึก) ลงไปในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไป (ในฟ้า) ก็ประมาณเท่ากันนั้น
ภูเขาใหญ่ทั้งหลาย คือภูเขายุคันธร ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวีกะ ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขาเนมินธระ ภูเขาวินตกะ ภูเขาอัสสกัณณะ อันตระการไปด้วยรัตนะหลากๆ ราวกะภูเขาทิพย์ หยั่ง (ลึก) ลงไป (ในมหาสมุทร) และสูงขึ้นไป (ในฟ้า) โดยประมาณกึ่งหนึ่งแต่ประมาณแห่งภูเขาสิเนรุไปตามลำดับ ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ นั้น (ตั้งอยู่) โดยรอบภูเขาสิเนรุเป็นที่อยู่ของ (จาตุ)มหาราช เป็นที่ๆ เทวดา และยักษ์อาศัยอยู่

ภูเขาหิมวาสูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ (เท่ากัน) ประดับไปด้วยยอดถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด
ต้นชมพู (หว้า) ชื่อนคะ วัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และกิ่ง (แต่ละกิ่ง)
ก็ ยาว ๕๐ โยชน์ แผ่ออกไปวัดได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ และสูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ด้วยอานุภาพของ ต้นชมพู (นี้) ไรเล่า ทวีปนี้จึงถูกประกาศชื่อว่า ชมพูทวีป

ก็ แลขนาดของต้นชมพูนี้ใด ขนาดนั้นนั่นแหละเป็นขนาดของต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย) ของพวกอสูร ต้นสิมพลี (งิ้ว) ของพวกครุฑ ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม) ในอมรโคยานทวีป ต้นกัปปะในอุตตรกุรุทวีป ต้นสิรีระ (ซึก) ในบุพพวิเทหทวีป ต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านโบราณจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
(ต้นไม้ประจำภพและทวีป คือ) ต้นปาฏลี ต้นสิมพลี ต้นชมพู ต้นปาริตฉัตตะของพวกเทวดา
ต้นกทัมพะ ต้นกัปปะ และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ ดังนี้

ขนาดภูเขาจักรวาล

ภูเขาจักรวาล หยั่ง (ลึก) ลงไปในมหาสมุทร ๘๒,๐๐๐ โยชน์
สูงขึ้นไป (ในฟ้า) ก็เท่ากันนั้น ภูเขาจักรวาลนี้ตั้งล้อมโลกธาตุทั้งสิ้นนั้นอยู่

ขนาดของภพและทวีป
ใน โลกธาตุนั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภพดาวดึงส์ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ภพอสูร มหานรกอเวจี และชมพูทวีปก็ เท่ากันนั้น อมรโคยานทวีป ๗,๐๐๐ โยชน์ บุพพวิเทหทวีปก็เท่านั้น อุตตรกุรุทวีป ๘,๐๐๐ โยชน์ อนึ่ง ในโลกธาตุนั้น
ทวีปใหญ่ๆ ทวีป ๑ ๆ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ทวีปละ ๕๐๐
สิ่งทั้งปวง (ที่กล่าวมานี้) นั้น (รวม) เป็นจักรวาล ๑ ชื่อว่า โลกธาตุอัน ๑ ๑ในระหว่างแห่งโลกธาตุ ทั้งหลายมีโลกันตนรก (แห่งละ ๑)


๑. มหาฎีกาว่า จักรวาล ก็คือโลกธาตุ โลกธาตุได้ชื่อว่า จักรวาล ก็เพราะมีภูเขาจักรวาล ซึ่งสัณฐานดังกง
รถล้อมอยู่โดยรอบเท่านั้นเองไม่ใช่จักรวาลอัน ๑ โลกธาตุอัน ๑
๒. ท่านว่าจักรวาลหรือโลกธาตุนั้นมีมากนัก ช่องว่างในระหว่างจักรวาล ๓ จักรวาลต่อกัน มีโลกันตนรก ๑
ทุกแห่งไป โดยนัยนี้ คำว่า โลกันตนรก ก็แปลว่า นรกอันตั้งอยู่ในช่องระหว่างจักรวาล ๓ อันนั่นเอง

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "จูฬนีสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า
จักรวาล ประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจร ไปร่วมกัน จะมีขุนเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) (เป็นภูเขาทิพย์ที่เห็นได้เฉพาะผู้มีอภิญญา) ทวีปต่างๆ ที่ตั้งชื่อกันในสมัย นั้นคือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป มหาสมุทรทั้ง ๔ (นับกันได้ในสมัยนั้น)
มีนรกขุมต่างๆ สวรรค์ชั้นต่างๆ และพรหมโลกชั้นต่างๆ
โลกธาตุ มี ๓ ขนาด คือ โลกธาตุอย่างเล็กมีจำนวนพันจักรวาล โลกธาตุอย่างกลางมีจำนวนล้านจักรวาล โลกธาตุอย่างใหญ่มีจำนวน แสนโกฏิจักรวาล

ทั้งโลกธาตุอย่างเล็กก็ดี อย่างกลางก็ดี อย่างใหญ่ก็ดี ยังมีอีกจำนวนมากมาย
"ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับไปในที่สุด"
กำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "อัคคัญญสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๖๑ เล่ม ๑๑ ว่า
เกิดมีน้ำขึ้นในห้วงอวกาศอันมืดมิดก่อนแล้วนานๆไปเกิดการรวมตัวงวดเข้าเป็นง้วนดิน แล้วพัฒนาเป็นกระบิดิน
ต่อไปเป็นเครือดิน จากนั้นมีต้นข้าวและพืชทั้งหลายเกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หมู่ดาว
นรกขุมต่างๆ เทวโลกและพรหมโลกชั้นต่างๆ ก็เกิดขึ้นเอง

กำเนิดชีวิตพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "เพราะมีความอยาก จึงมีการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา
เมื่อไม่มีความอยากการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่มี"

๑) ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

-มีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกตทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงินแกมเขียว
-มนุษย์ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (อาจตายก่อนอายุได้ ไม่แน่นอน)
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน
-สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระวิปัสสี" มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
-สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระเรวะตะ" มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก
-แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง
-ต่อไปภายภาคหน้ามนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาด
ต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า "ยุคทมิฬ" เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ "ชมพูทวีป"
-ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ "ชมพู (ไม้หว้า)" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า "ชมพูทวีป"
เพราะดอกไม้ประจำทวีปนี้คือ ดอก "ชมพู"
-ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น
๒) อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย
-มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้วผลึก
-มนุษย์ ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม
-มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)"
๓) ปุพพวิเทหะทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีเกาะ ๔๐๐ เกาะ
-มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงินทำให้ทองฟ้า
และมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีปมีสีเงิน
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์
มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร
-มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก)"
๔) อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
-มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ
-มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ทองฟ้า
และมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ
ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน
-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)"
ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา
-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว
-ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป"

ขอขอบคุณพระไตรปิฏกฉบับประชาชน

--------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย piyaa : เมื่อวานนี้ เมื่อ 10:58 PM
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หลวงตาเข้าวงในฟัดกิเลศ ที่ 02:12 น. วันที่ 22 ส.ค.55
http://youtu.be/tbdpB_IGfIg
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กฤษฎาวิช ที่ 12:33 น. วันที่ 06 พ.ย.55
รบกวน ขอด้วยครับทั้ง 2 แบบ ครับ เพื่อเป็นธรรมทานครับ
e-mail : krissadawich@cppsign.com

ขอขอบคุณ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คุณหลวง ที่ 21:29 น. วันที่ 19 พ.ย.55
ส่งให้เรียบร้อยแล้วน่ะครับ ขนาดภาพ 9.81 MB

เป็นภาพ นามสกุล JPEG ครับผม

ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่น่าจะมีครับ เพราะเขาก็ให้ดาวโหลดฟรี เหมือนกัน ครับผม

บอกแล้ว มีอะไรให้ถามท่านพี่คนข้างพลาซ่า มีทุกอย่างจริงๆ ขอบคุณแทนท่านเพื่อนๆครับผม

สบายดีนะครับท่านพี่


สะบายดี...
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกช่างลบ ที่ 23:11 น. วันที่ 19 พ.ย.55
วันก่อน เขียนว่า ตามคุณหลวงมา


แค่นี้ก็โดนลบ


เขียนอีกที จะโดนลบไหม


คนบ้า คนชั่วมีมาก หาดใหญ่จึงเจอหายนะบ่อย
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คุณหลวง ที่ 22:03 น. วันที่ 23 พ.ย.55
    อย่ารำคาญใจไปเลยครับ เป็นเรื่องธรรมดาที่มีความเห็นต่างกัน เขา(ผู้ลบ)อาจไม่เข้าใจเจตนาของท่านอย่างที่ท่านหวัง

    ผมเอง หากมีสิทธิ์ลบ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะลบเลยเถิดบ้างก็ได้ ขอบคุณกิมหยงเสมอที่ไม่ให้สิทธิ์นั้นกับผม ทำได้เพียง ลบ แก้ไขกระทู้ของตนเท่านั้น เพราะผมเองก็ยังมีอารมณ์หงุดหงิดบ่อยเหมือนกัน

    กระทู้ของผมเองก็มีอยู่ที่โดนลบ แม้ว่าผมเองคิดว่าไม่น่าจะโดน บางทีความของผมที่สื่อผิดจากที่ต้องการบ้างก็มี แต่ผมเคารพ
ท่านผู้มีสิทธิ์ มีหน้าที่ตรงนั้น ก็เลยทำใจได้ ดูสภาประชุมสิครับ ทะเลาะกันบ่อยเพราะอย่างนั้นแหละ

    อย่าคิดมากครับ ทำสิ่งที่เราต้องการทำต่อไปก็พอ เพื่อประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นแก่เพื่อนและสังคม

    สะบายดี...
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ฅนหลง ที่ 09:32 น. วันที่ 24 พ.ย.55
.



...ตื่นมาตอนเช้า อากาศดี อารมณ์ดี นั่งเล่นไอแผด มีงานทำเล็กน้อย นั่งดูลูกๆ หลานๆ ทำงาน เล่นกันพลาง


ชีวิตก็มีปัญหาบ้าง มีอุปสรรคบ้าง แต่ก็ต้องพยายามใช้สติ ปัญญาค่อยๆแก้ไป แก้ได้บ้่าง ไม่ได้บ้าง


บางสิ่งต้องรอเวลา รอจังหวะ รอโอกาส....สบายดี อายุบวรครับ.... ส.ยกน้ิวให้ ส.สู้ๆ ส.ก๊ากๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หามาให้ครับ ที่ 13:08 น. วันที่ 24 พ.ย.55
คนข้างพลาซ่าครับ  หากต้นฉบับ size มากกว่า 0.99MB  ก็จะยิ่งดีครับ  พอไปขยายจะได้อ่านเห็นแต่ไกล

http://board.palungjit.com/f124/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8E%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%93%E0%B9%91-%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%86%E0%B9%86-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-260079.html (http://board.palungjit.com/f124/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8E%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%93%E0%B9%91-%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%86%E0%B9%86-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-260079.html)
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คุณหลวง ที่ 12:23 น. วันที่ 28 พ.ย.55
.



...ตื่นมาตอนเช้า อากาศดี อารมณ์ดี นั่งเล่นไอแผด มีงานทำเล็กน้อย นั่งดูลูกๆ หลานๆ ทำงาน เล่นกันพลาง


ชีวิตก็มีปัญหาบ้าง มีอุปสรรคบ้าง แต่ก็ต้องพยายามใช้สติ ปัญญาค่อยๆแก้ไป แก้ได้บ้่าง ไม่ได้บ้าง


บางสิ่งต้องรอเวลา รอจังหวะ รอโอกาส....สบายดี อายุบวรครับ.... ส.ยกน้ิวให้ ส.สู้ๆ ส.ก๊ากๆ

    ฟังคล้ายคนวัยอาวุโส โอเค ที่เริ่มมองโลกมุมกลับรำพึงเลยนะครับ  ส.หัว ส.กลิ้ง ส.กลิ้ง


    สะบายดี...
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คน หลง ที่ 15:19 น. วันที่ 28 พ.ย.55
"

...หวัดดีครับ คุณหลวง ที่นับถือ


...ผมกะว่าจะพายเรือจากบ้าน ไปเกาะลำพู ที่จัดงานลอยกระทง

แต่ฝนตกหนัก จึงเข้ามาในเนต


...เตรียมอาหารการกิน กับแกล้ม เหล้า เบียร์ ไว้เพียบ เผื่อต้อนรับ เพื่อนๆ ลูกๆ

 หลานๆ ที่อาจจะมาเยี่ยมเยียนในคืนลอยกระทงนี้..


..อายุบวร.. ส.ก๊ากๆ ส.สู้ๆ ส.โบยบิน ส.โบยบิน
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คุณหลวง ที่ 19:55 น. วันที่ 28 พ.ย.55
เกาะลำพู อยู่ไหนอ่ะคับ ไม่ทราบจริงๆ

บ้านผมอยู่ควน ว่าจะเดินไปลอยกระเทย เอ้ยๆๆๆ...ลอยกระทง  ส.ก๊ากๆ ส.ก๊ากๆ
แต่ฝนตก เลยเข้ามาในเนต (ที่จริงอยู่บ้านแม่ยาย บ้านตัวเองไม่มีสัญญาณ ส.ร้อง)

อิจฉาคนมีเหล้า เบียร์ กับแกล้ม และเพื่อนๆลูกๆเป็นเพื่อนกินจังนิ จุดธูปส่งบ้างเน้อคับ
รอรับอยู่  ส.ฉันเอง

ป.ล. อายุบวรนี่ คืออายุบ้าน วัด โรงเรียนหรือเปล่าคับ นี่หากเป็นบ้าน โรงเรียน มัสยิด
ก็ต้องอายุบรม  ส.หัว ส.หัว

มีความสุขกับทุกวันของชีวิตครับผม     สะบายดี...
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คนหลง ที่ 20:21 น. วันที่ 28 พ.ย.55
.

...หวัดดีครับ ท่านคุณหลวง ที่นับถือ


...ลูกชายโทรมา บอกว่า อีกสักพัก จะมาถึง พร้อมด้วย ลูก เมีย

และ เพื่อนๆ อีกกลุ่มใหญ่ บ้านผมมีท่าน้ำ ลงคลองลอยกระทงได้เลย

ปีนี้ คนน้อย เงียบๆ ปีก่อนๆ มีชาวบ้านมาลอยกันมากนับร้อย ปีนี้แค่หลักสิบ

อาจจะฝนตก  หรือ เศรษฐกิจ การเมืองก็ได้

...ขอบคุณครับ เห็นท่านคุณหลวง กล่าวว่า มีความสุขกับทุกวันของชีวิต

ทำให้ผมนึกถึง คำๆหนึ่ง คุณหลวงเองก็คงจะเคยได้ยินมา..


...ทุกวัน เป็นวันดี ทำวันนี้ให้ดี พรุ่งนี้ก็จะได้ดี

คนที่เขาได้ดีในวันนี้ เพราะเขาทำวันก่อนไว้ดี..


...วันนี้ เป็นวันแรกของชีวิตที่ยังเหลืออยู่..

Today is the first day in the rest of your life..


...our life, live it!  เหมือนที่โฆษณากัน ชีวิตนี้เป็นของเรา ชีวิตเดียว ใช้ซะ!

...และยังมีอีกมากมาย แค่นี้ก่อนนะ แก่แล้ว นึกไม่ใคร่ออก... ส.หัว ส.ก๊ากๆ ส.หัว
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ฅนหลง ที่ 09:55 น. วันที่ 29 พ.ย.55
.



...ตื่นเช้า ทำงานบ้านเสร็จแล้ว มานั่งกินกาแฟ หลานมาอยู่ใกล้ รอเล่นไอแผด ผมขอเล่นเนตก่อน


เมื่อคืนนึกไม่ออก วันนี้นึกออกแล้ว..


...อยู่ในวันนี้เสมือนเป็นวันสุดท้าย...Live today as if it's my last!!

จะกอดลูก กอดหลาน กอดเมีย ก็รีบกอด

จะช่วยเพื่อน ช่วยคนขาดแคลน ยากไร้ ก็รีบช่วย

พรุ่งนี้ อาจไม่มีคนมาขอตวามช่วยเหลือ

และเราอาจไม่สามารถช่วยได้...


....เหมือนที่กล่าวกันว่า เห็นกันตอนเช้า ตอนสายก็ไม่เห็น

เห็นกันตอนสาย ตอนเที่ยงก็ไม่เห็น.... ส.บ๊ายบาย ส.บ๊ายบาย
หัวข้อ: เองRe: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คุณหลวง ที่ 12:52 น. วันที่ 29 พ.ย.55
    ผมก็ปลอบใจตัวเองพร้อมเพื่อนๆไปเรื่อยครับ เพราะคิดว่า เรามักจะไม่มีความสุขวันนี้ เพราะเรามัวแต่คิดถึงเมื่อวาน และอนาคต เราลืมว่าเราหายใจ เพราะใจเราหายไปกับเรื่องมากมายที่ผ่านไปและยังมาไม่ถึง การให้เวลาเพื่อรู้ตัวบ้างว่าเราหายใจอยู่จึงเป็นการพาใจกลับมาสู่ความจริงของปัจจุบันขณะ อัน้เป็นภาวะสุข

    แต่ทำไปตามกำลังครับ ผมเองก็สุขทุกข์คละเคล้ากัน บางทีก็ทุกข์นานๆกว่าจะคิดได้

    เลยชอบคำสอนท่านพุทธทาสว่าให้ดูภพภูมิปัจจุบัน บางทีเราก็ตกนรก อยู่สวรรค์ บางขณะเราก็มีนิพพาน มันอยู่ที่จิตนั้นๆของเรา ๓๑ ภูมิ มีอยู่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ หากขาดสติไปกับสังขารฝ่ายดำก็ตกภพภูมิเบื้องต่ำ ขาดสติไปกับสังขารฝ่ายขาวก็สวรรค์ พรหม และหากมีจิตกับปัจจุบัน เราก็มีนิพพาน แต่ยังไม่เด็ดขาดท่านก็เรียกนิพพานชิมลอง มองดีๆบางทีท่านมีมัน ท่านพุทธทาสว่าอย่างนั้น

    ก็เช่นเดิมครับ มีความสุขก็ทุกวันของชีวิต                   สะบายดี...
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: test/ ที่ 13:44 น. วันที่ 29 พ.ย.55
.


...test@iStudio ส-ฝนเล็บ ส.ก๊ากๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: อนุโมทนา สาธุ ที่ 17:37 น. วันที่ 23 ก.พ.57
อนุโมทนา สาธุ  ขอด้วยนะคับ เพื่อเป็นทานธรรมต่อไป  bboy196@gmail.com
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ ที่ 14:13 น. วันที่ 10 มี.ค.57
ผมจะเล่าเรื่องสวรรค์ชั้นดุสิต  ที่ไม่มีการกล่าวถึงในตำราให้ฟัง

สวรรค์ชั้นดุสิต มีทั้งผู้ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอยู่  และมีทั้งผู้ที่สำเร็จมรรคผลแล้วอยู่ 

- ผู้ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอยู่  เช่น พระนางสิริมหามายา มารดาพระพุทธเจ้า จากที่ท่านเคยอยู่สวรรค์ขั้นดาวดึงส์  ปัจจุบันก็มาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว  นอกจากนี้ บรรดาเทพบริวารของพระโพธิสัตว์อรหันต์ต่างๆ เช่น พระเวสสันดร  เทพบริวารเหล่านี้ ก็อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเหมือนกัน ในพื้นที่หรือแดนที่เรียกว่า "ดุสิตตา"    

อนึ่ง  มีผู้เรียก ดุสิตสวรรค์ว่า ดินแดนสุขาวดี  เนื่องจากมีทั้งผู้ที่บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์ และผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุอยู่ในดินแดนเดียวกัน  คือ ดุสิตาเทวภูมิ หรือ ดินแดนสุขาวดีในสังสารวัฏฏ์

 พระโพธิสัตว์อรหันต์ ที่ยังไม่ทิ้งความเมตตากรุณาออกจากใจ  เช่น เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีใครทราบว่า  เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยผู้นี้ ก็คือ พระราหูขาว นั่นเอง  ส่วนเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ที่มี 60 องค์...ไท่ซือเอี้ยทั้ง 60 องค์ ก็เป็นพระราหูเหมือนกัน  เพียงแต่ไม่มีบรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์ เหมือนกับเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย(พระราหูขาว)

เดี๋ยวมาเขียนต่อ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: พลศักดิ์ 081-6191772 ที่ 16:33 น. วันที่ 10 มี.ค.57
ผมจะเล่าเรื่องสวรรค์ชั้นดุสิต  ที่ไม่มีการกล่าวถึงในตำราให้ฟัง

สวรรค์ชั้นดุสิต มีทั้ง 1. ผู้ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอาศัยอยู่  และมีทั้ง 2.ผู้ที่สำเร็จมรรคผลแล้วอาศัยอยู่ 

1. ผู้ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอยู่  เช่น พระนางสิริมหามายา มารดาพระพุทธเจ้า จากที่ท่านเคยอยู่สวรรค์ขั้นดาวดึงส์  ปัจจุบันก็มาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว  ข่าวล่าสุด พระนางสิริมหามายา ก็กำลังจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์มิติของพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า   ตามที่พระนางได้อธิษฐานจิตไว้ว่า จะเป็นมารดาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ในภัทรกัปป์นี้

นอกจากนี้ บรรดาเทพบริวารของพระโพธิสัตว์อรหันต์ต่างๆ เช่น พระเวสสันดร  เทพบริวารเหล่านี้ ก็อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเหมือนกัน ในพื้นที่หรือแดนที่เรียกว่า "ดุสิตตา"   

อนึ่ง  มีผู้เรียก ดุสิตสวรรค์ว่า ดินแดนสุขาวดี  เนื่องจากมีทั้งผู้ที่บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์ และผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุอยู่ในดินแดนเดียวกัน  คือ ดุสิตาเทวภูมิ หรือ ดินแดนสุขาวดีในสังสารวัฏฏ์

 พระโพธิสัตว์อรหันต์ ที่ยังไม่ทิ้งความเมตตากรุณาออกจากใจ  เช่น เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีใครทราบว่า  เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยผู้นี้ ก็คือ พระราหูขาว นั่นเอง  ส่วนเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ที่มี 60 องค์...ไท่ซือเอี้ยทั้ง 60 องค์ ก็เป็นพระราหูเหมือนกัน  เพียงแต่ไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์ เหมือนกับเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย(พระราหูขาว)

ส่วนอสุรินทรราหู ที่เป็นเทพอสูร ที่โดนพระนารายณ์ขว้างจักรใส่จนคอขาด และกายที่ธาตุดินน้ำลมไฟ กลับกลายเป็นดาวราหูนั้น  ในขณะที่กายจิตที่เป็นกายเทพอสูร-อสุรินทรราหูก็ยังคงอยู่  และลงมาเกิดเป็นมนุษย์มากชาติทีเดียว

ด้วยหน้าที่ของผู้มีพลังราหู ทำหน้าทีี่ให้สรรพจิตโดยเฉพาะมนุษย์ต้องได้รับผลบุญผลบาปที่คนเองก่อเอาไว้ในสังสารวัฏฏ์  ผู้ที่มีอำนาจสูงสุด คือ พระโพธิสัตว์อรหันต์... เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภนั่นเอง   

ส่วนหน้าที่คุ้มครองดวงชะตาของมนุษย์เป็นหน้าที่ของเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ยทั้ง 60 องค์

ชีวิตในแต่ละปีนักษัตรหรือภายใต้ไท้ส่วยเอี๊ยแต่ละองค์ที่คนจีนพบว่ามีผลต่อดวงชะตา และจับเคล็ดลับได้ว่า การไหว้เจ้าอย่างตั้งใจและเต็มใจช่วยได้ จึงมีการไหว้เจ้าอย่างดีที่บ้านทั้งในวันไหว้สิ้นปีและวันตรุษจีน แล้วไปไหว้ที่ศาลเจ้าด้วย โดยเฉพาะการไหว้ไท้ส่วยเอี๊ยองค์ประจำปี

ความลับที่คนจีน คนไทย และคนทั่วโลกไม่รู้ ก็คือเบื่้องหลังของเทพเจ้า  มนุษย์ไม่รู้ว่า  เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ยทั้ง 60 องค์ ล้วนเป็นพระราหู มีพลังพระราหู หรือ พลังที่ให้โชคดีกับมนุษย์ และสามารถปัดเป่าวิบากกรรรมเคราะห์ร้ายของมนุษย์ ที่จะส่งผลร้ายในปีนั้นออกไปได้ด้วย   ขแเพียงให้เคารพบูชาท่าน และทำให้ถูกวิธีเท่านั้น
 
ก่อนจะพูดนอกเรื่องอีก  ผมขอกลับเข้าเรื่องดีกว่า

2. ผู้ที่สำเร็จมรรคผลแล้วอาศัยอยู่ ก็ดังที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว เช่น เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ท่านเป็นพระราหูขาว เป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์  เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย ท่านก็อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเหมือนกัน 

พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา  และเป็นปางหนึ่งของพระศรีอริยะเมตตรัย  ปาง ทานบารมี ให้ร่ายกายและโลหิตของท่านเป็นทาน  เพื่อให้บังเกิดพุทธเกษตรของชาวคริสต์ คือ   "สรวงสวรรค์ของพระคริสต์"  เพราะพุทธเกษตรของชาวพุทธมีแล้ว คือ แดนสุขาวดี

ส่วนพุทธเกษตรของพวกอิสลามก็มีเช่นกัน มี 100 ชั้น เช่นเดียวกับแดนสุขาวดีของชาวพุทธ   อัลเลาะห์หรือพระติกขะคัมมะพุทธเจ้า ท่านให้นบีโมฮัมหมัด มานำผู้คนที่เชื่อและศรัทธาในท่าน แต่ละแห่งก็มีระเบียบกฎเกณฑ์ในการเข้าไปอยู่ที่นั่นแตกต่างกัน  ผมคงไม่พูดถึงในที่นี้

แต่ขอให้รู้ว่า พุทธเกษตรของชาวพุทธ พุทธเกษตรของชาวคริสต์ พุทธเกษตรของพวกอิสลาม  แม้แต่จะเรียกชื่อต่างกันไป  พวกเราทุกคนต้องรู้ว่า  สถานที่เหล่านั้น  ไม่มีการลงมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีก  ไปฝึกวิชาเพื่อทำให้จิตตนเองกลับกลายเป็นจิตมหาบริสุทธิ์ในพุทธเกษตรแต่ละแห่งไปเลย  ไม่มีการจำกัดเวลาด้วย  จะอยู่ที่่นั่นล้านปี หรือแสนล้านปีก็ได้ตามใจ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: พลศักดิ์ 081-6191772 ที่ 16:38 น. วันที่ 10 มี.ค.57
ผมจะเล่าเรื่องสวรรค์ชั้นดุสิต  ที่ไม่มีการกล่าวถึงในตำราให้ฟัง

สวรรค์ชั้นดุสิต มีทั้ง 1. ผู้ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอาศัยอยู่  และมีทั้ง 2.ผู้ที่สำเร็จมรรคผลแล้วอาศัยอยู่ 

1. ผู้ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอยู่  เช่น พระนางสิริมหามายา มารดาพระพุทธเจ้า จากที่ท่านเคยอยู่สวรรค์ขั้นดาวดึงส์  ปัจจุบันก็มาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว  ข่าวล่าสุด พระนางสิริมหามายา ก็กำลังจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์มิติของพระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้า   ตามที่พระนางได้อธิษฐานจิตไว้ว่า จะเป็นมารดาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ในภัทรกัปป์นี้

นอกจากนี้ บรรดาเทพบริวารของพระโพธิสัตว์อรหันต์ต่างๆ เช่น พระเวสสันดร  เทพบริวารเหล่านี้ ก็อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเหมือนกัน ในพื้นที่หรือแดนที่เรียกว่า "ดุสิตตา"   

อนึ่ง  มีผู้เรียก ดุสิตสวรรค์ว่า ดินแดนสุขาวดี  เนื่องจากมีทั้งผู้ที่บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์ และผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุอยู่ในดินแดนเดียวกัน  คือ ดุสิตาเทวภูมิ หรือ ดินแดนสุขาวดีในสังสารวัฏฏ์

 พระโพธิสัตว์อรหันต์ ที่ยังไม่ทิ้งความเมตตากรุณาออกจากใจ  เช่น เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีใครทราบว่า  เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยผู้นี้ ก็คือ พระราหูขาว นั่นเอง  ส่วนเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ที่มี 60 องค์...ไท่ซือเอี้ยทั้ง 60 องค์ ก็เป็นพระราหูเหมือนกัน  เพียงแต่ไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์ เหมือนกับเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย(พระราหูขาว)

ส่วนอสุรินทรราหู ที่เป็นเทพอสูร ที่โดนพระนารายณ์ขว้างจักรใส่จนคอขาด และกายที่ธาตุดินน้ำลมไฟ กลับกลายเป็นดาวราหู  ในขณะที่กายจิตที่เป็นกายเทพอสูร-อสุรินทรราหูก็ยังคงอยู่  และลงมาเกิดเป็นมนุษย์มากชาติทีเดียว

ด้วยหน้าที่ของผู้มีพลังราหู ทำหน้าทีี่ให้สรรพจิตโดยเฉพาะมนุษย์ต้องได้รับผลบุญผลบาปที่คนเองก่อเอาไว้ในสังสารวัฏฏ์  ผู้ที่มีอำนาจสูงสุด คือ พระโพธิสัตว์อรหันต์... เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภนั่นเอง   

ส่วนหน้าที่คุ้มครองดวงชะตาของมนุษย์เป็นหน้าที่ของเทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ยทั้ง 60 องค์

ชีวิตในแต่ละปีนักษัตรหรือภายใต้ไท้ส่วยเอี๊ยแต่ละองค์ที่คนจีนพบว่ามีผลต่อดวงชะตา และจับเคล็ดลับได้ว่า การไหว้เจ้าอย่างตั้งใจและเต็มใจช่วยได้ จึงมีการไหว้เจ้าอย่างดีที่บ้านทั้งในวันไหว้สิ้นปีและวันตรุษจีน แล้วไปไหว้ที่ศาลเจ้าด้วย โดยเฉพาะการไหว้ไท้ส่วยเอี๊ยองค์ประจำปี

ความลับที่คนจีน คนไทย และคนทั่วโลกไม่รู้ ก็คือเบื่้องหลังของเทพเจ้า  มนุษย์ไม่รู้ว่า  เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ยทั้ง 60 องค์ ล้วนเป็นพระราหู มีพลังพระราหู หรือ พลังที่ให้โชคดีกับมนุษย์ และสามารถปัดเป่าวิบากกรรรมเคราะห์ร้ายของมนุษย์ ที่จะส่งผลร้ายในปีนั้นออกไปได้ด้วย   ขแเพียงให้เคารพบูชาท่าน และทำให้ถูกวิธีเท่านั้น
 
ก่อนจะพูดนอกเรื่องอีก  ผมขอกลับเข้าเรื่องดีกว่า

2. ผู้ที่สำเร็จมรรคผลแล้วอาศัยอยู่ ก็ดังที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว เช่น เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย  เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ท่านเป็นพระราหูขาว เป็นพระโพธิสัตว์อรหันต์  เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย ท่านก็อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเหมือนกัน 

พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา  และเป็นปางหนึ่งของพระศรีอริยะเมตตรัย  ปาง ทานบารมี ให้ร่ายกายและโลหิตของท่านเป็นทาน  เพื่อให้บังเกิดพุทธเกษตรของชาวคริสต์ คือ   "สรวงสวรรค์ของพระคริสต์"  เพราะพุทธเกษตรของชาวพุทธมีแล้ว คือ แดนสุขาวดี

ส่วนพุทธเกษตรของพวกอิสลามก็มีเช่นกัน มี 100 ชั้น เช่นเดียวกับแดนสุขาวดีของชาวพุทธ   อัลเลาะห์หรือพระติกขะคัมมะพุทธเจ้า ท่านให้นบีโมฮัมหมัด มานำผู้คนที่เชื่อและศรัทธาในท่าน แต่ละแห่งก็มีระเบียบกฎเกณฑ์ในการเข้าไปอยู่ที่นั่นแตกต่างกัน  ผมคงไม่พูดถึงในที่นี้

แต่ขอให้รู้ว่า พุทธเกษตรของชาวพุทธ พุทธเกษตรของชาวคริสต์ พุทธเกษตรของพวกอิสลาม  แม้แต่จะเรียกชื่อต่างกันไป  พวกเราทุกคนต้องรู้ว่า  สถานที่เหล่านั้น  ไม่มีการลงมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีก  ไปฝึกวิชาเพื่อทำให้จิตตนเองกลับกลายเป็นจิตมหาบริสุทธิ์ในพุทธเกษตรแต่ละแห่งไปเลย  ไม่มีการจำกัดเวลาด้วย  จะอยู่ที่่นั่นล้านปี หรือแสนล้านปีก็ได้ตามใจ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Ponratat Jitthai ที่ 22:51 น. วันที่ 01 เม.ย.61
ยังทันมั้ยครับผมอยากได้ไฟร์โปสเตอร์วัฏสงสาร 31 ภูมิ ครับ. รบกวนหน่อยนะครับพี่ partong@hotmail.com
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red darkness ที่ 12:05 น. วันที่ 23 ส.ค.61
คำสอน 19 อย่างที่ไม่สามารถพบได้ในศาสนาอื่น

๑.พระพุทธศาสนา ปฏิเสธว่า มีผู้สร้างโลก ถือว่า ความเชื่อนี้ไร้สาระ ตรงข้าม โลกนี้ประกอบขึ้นจากเหตุธาตุทั้ง4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ประกอบกันขึ้นมา

๒.พระพุทธศาสนา ไม่ใช่ระบบความเชื่อที่จะใช้คำว่า Religion เพราะศัพท์นี้ หมายถึง ต้องมีความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก

๓.จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา คือ ละกิเลสได้หมดแล้ว หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือวัฏฏสงสาร ไม่ใช่ไปแค่ไปเกิดบนสวรรค์เท่านั้น

๔.พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้รอด สรรพสัตว์ต้องช่วยตนเอง เพื่อหลุดพ้นจากกิเลสและวัฏฏสงสาร

๕.ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้า และสาวก คือ ครูผู้สอนและลูกศิษย์ ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้า และทาสผู้รับใช้

๖.พระพุทธเจ้า ไม่เคยให้สาวกใช้ความเชื่อโดยปราศจากปัญญามานับถือ ตรงข้าม ทรงสอนให้ใช้ปัญญา พิจารณาคำสอนก่อนจะเชื่อ และเห็นจริงด้วยตนเอง และ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องนำคำสอนไปประพฤติและปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยทำให้หลุดพ้น จากการเวียนเกิดเวียนตายได้ นอกจากให้แค่แนะนำ ชี้ทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น

๗.คำสอนพระพุทธเจ้า เป็นสัจธรรมประจำโลก ที่เป็น และมีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบเท่านั้น พระองค์ไม่ใช่เป็นคนสร้างคำสอนขึ้นมา

๘.นรกในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์อย่างนิรันดร์ บุคคลทำบาปแล้ว ไปเกิดในนรก เมื่อพ้นกรรมแล้ว ก็สามารถกลับไปเกิดในภพที่ดีกว่าได้ และ สัตว์ที่ได้ไปเกิดในภพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภพเทวดา ภพมนุษย์ ภพเปรตวิสัย ภพเดรัจฉาน ก็สามารถเวียนกลับไปเกิดในนรกอีกได้ เช่นกัน

๙.พระพุทธศาสนา ไม่ได้สอนแนวคิดเรื่องบาปติดตัว เหมือนที่ศาสนาเทวนิยมสอน แต่สอนเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งมีทั้งกรรมขาว กรรมดำ และกรรมไม่ขาวไม่ดำ

๑๐.พระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์และเทวดาทุกชีวิต มีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ ข้อสำคัญก็คือ ต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติ เพื่อชำระกิเลสให้พ้นไปจากจิตใจ พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษยสามัญธรรมดา ที่หลุดพ้นจากทุกข์ได้ เพราะการประพฤติปฏิบัติมาหลายภพหลายชาติ

๑๑.กฎแห่งกรรมของทุกสรรพสัตว์ เป็นตัวอธิบายว่า เหตุใดคนถึงเกิดมาแตกต่างกัน กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายถึงภพภูมิที่สัตว์พากันไปเกิด

๑๒.พระพุทธศาสนา เน้นให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ ทุกภพภูมิ ทรงสอนให้ละจากการประพฤติชั่วทั้งปวง คือ อกุศลกรรมบท ๑๐ และให้ประพฤติปฏิบัติแต่ กุศลกรรมบถ ๑๐

๑๓.ธรรมะของพระพุทธเจ้า เสมือนแพ หลังจากบำเพ็ญเพียรจนดับทุกข์ได้แล้ว จะอยู่เหนือบุญและบาป ธรรมะทั้งปวงจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น

๑๔.ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในทรรศนะพระพุทธศาสนา การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเจตนา ผู้กระทำจะต้องรับกรรมทั้งสิ้น จนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร การฆ่าในนามศาสนา ยิ่งกระทำมิได้ในพระพุทธศาสนา

๑๕.พระพุทธเจ้าสอนว่า กำเนิดสังสารวัฏ ไม่มีเบื้องต้นและที่สุด ถ้าหากสัตว์ยังดำเนินชีวิตไปตามอำนาจกิเลส
ที่มี อวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ย่อมต้องเวียนเกิดเวียนตายต่อไป

๑๖.พระพุทธเจ้า ทรงเป็นพระสัพพัญญู ( ผู้รู้ความจริงทุกเรื่องที่ทรงอยากรู้ ) และพระพุทธเจ้า มิใช่เทพเจ้าผู้ทรงมีอำนาจล้นฟ้า ดลบันดาลสร้างธรรมชาติต่างๆ ขึ้นมา

๑๗.การฝึกสมาธิ สำคัญมากในพระพุทธศาสนา แม้ว่าศาสนาอื่นๆ ก็มีสอนให้คนมีสมาธิ แต่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอน วิปัสสนา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้รู้แจ้งว่า ทุกสรรพสิ่ง เมื่อมีการเกิด ย่อมมีการดับ

๑๘.หลักคำสอนเรื่อง สุญญตา) หรือ นิพพาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพระพุทธศาสนา ถือเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายทั่วโลกธาตุ ไม่มีสิ่งใด เที่ยงแท้ถาวร มีแต่ปัจจัย ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกัน สรรพสิ่งในโลก จึงตกอยู่ในภาวะอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เหมือนกันหมด พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่งไปตามแนวศาสนาประเภทเทวนิยม หรือ ตามแนววัตถุนิยม ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตาย จนกว่าจะบรรลุธรรม จึงจะดับเย็น เข้าสู่นิพพาน

๑๙.วัฏจักร หรือสังสารวัฏ เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ตราบใดที่สรรพสัตว์ ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ก็จะเวียนว่ายตายเกิด ไปตามภพภูมิต่างๆ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะบรรลุธรรม ดังนั้น ทุกสรรพสัตว์ จึงต้องช่วยตนเอง เพื่อพัฒนาไตรสิกขา ให้หลุดพ้นจากโลภะ โทสะ และโมหะ หรืออวิชชา เพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏให้ได้ ฯ

~ เสียดายไม่ทราบชื่อฝรั่งผู้เขียน แต่ ก็แสดงว่า มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนา มากกว่าคนไทยที่อ้างว่า นับถือพระพุทธศาสนาเสียอีก ขอกราบคารวะ และ ขอชื่นชมด้วยใจจริง... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 07:41 น. วันที่ 25 ส.ค.61
เรื่องเล่าเช้านี้...
ธรรมาหากิน หาเช้ากินค่ำ...

นายแจ้ง เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายมืดทำงานเป็น ร.ป.ภ บริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายแจ็คเปิดโรงงานผลิตน้ำดื่ม กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายแจ้ง นายมืด นายแจ็ค อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย
 
หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หลีเหลียงแดง ที่ 17:26 น. วันที่ 25 ส.ค.61

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง บ้านไร่ ที่ 13:09 น. วันที่ 09 ก.ย.61

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 21:33 น. วันที่ 12 ก.ย.61

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red politics ที่ 17:20 น. วันที่ 18 ต.ค.61
https://youtu.be/avHoRmbguZU
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red Nakorn ที่ 15:51 น. วันที่ 19 ต.ค.61
https://youtu.be/rKx7oMlipV0
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 21:53 น. วันที่ 16 พ.ย.61
ชายคนหนึ่ง ถูกตัดสินประหารชีวิต
ก่อนตายเขาขออนุญาตผู้คุมไปร่ำลาเพื่อน

แล้วรีบตรงไปหา "เพื่อนคนแรก"
ซึ่งรักมากที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ
เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แล้วถามว่า..
ถ้าเขาต้องตายเพื่อนจะทำอย่างไร?

เขาได้รับคำตอบแบบคิดไม่ถึงว่า ...
"ถ้าเธอตาย .. เราก็จบกันแค่นี้"

พอไปหา "เพื่อนคนที่สอง"
ซึ่งมีความสำคัญต่อเขามาก
เพราะเคยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เพื่อนคนนี้มา

แต่พอเล่าเรื่องจบคำตอบที่ได้ ก็คือ ...
"ถ้าเธอตาย .. ฉันก็มีเพื่อนใหม่"

เขาเดินคอตกไปหา "เพื่อนคนที่สาม"
ที่เคยดูแลเอาใจใส่กันมาก่อน
เล่าเรื่องให้ฟังแล้วถามเหมือนเดิม

ได้รับคำตอบว่า..
"ถ้าเธอตาย .. ฉันจะไปส่ง"

สุดท้ายเขาไปหา "เพื่อนอีกคนหนึ่ง"
ซึ่งตนเองไม่ค่อยสนใจใยดีนัก

แต่พอเล่าเรื่องจบกลับได้รับคำตอบว่า...
"ถ้าเธอตาย .. ฉันจะตามไปด้วย"

เขารู้สึกผิดและเสียดายอย่างยิ่ง
ที่ตลอดชีวิตไม่เคยเห็นค่าของเพื่อนคนนี้เลย

ในเรื่องนี้.. ท่านผู้รู้ได้เปรียบเทียบไว้ดังนี้

"เพื่อนคนที่หนึ่ง" เปรียบดั่ง "ร่างกายของเราเอง"
เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ เราจะบำรุงบำเรอมันทุกอย่าง
อยากได้อะไรเป็นต้องหาให้ แต่พอถึงเวลาตาย
เรากับร่างกายก็จบกันแค่นี้

"เพื่อนคนที่สอง" ท่านเปรียบเหมือน "ทรัพย์สมบัติ"
เพราะทั้งชีวิตเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา
แต่พอตายลงสมบัติเหล่านั้นกลับไปอยู่กับคนอื่นแทน

"เพื่อนคนที่สาม" ก็คือ "ญาติพี่น้อง"
เพราะเหตุที่เคยอุปการะเลี้ยงดูกันมา
พอเราตายลง เขาจะทำหน้าที่จัดการศพให้
ทำบุญอุทิศไปให้ เหมือนไปส่งเราได้ในระยะหนึ่ง

ส่วน "เพื่อนคนที่สี่" ซึ่งในขณะมีชีวิต
เรามักไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อสิ้นลมกลับติดตามเราไปตลอด
เพื่อนคนนี้ ก็คือ "บุญกับบาป "

ไม่ว่าจะเป็น..ร่างกาย..ทรัพย์สิน..
หรือญาติพี่น้อง ทุกอย่างสำคัญหมดก็จริง
แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับเรื่องบุญเรื่องบาปด้วย

เพราะเป็นเพื่อนที่ต้องติดตามไปถึงภพหน้า
และควรให้ความสำคัญตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้
เพราะถ้าถึงวันนั้น ต่อให้นึกขึ้นมาได้
แต่เรา .. ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าอยากชำระ ก็ขอให้ชำระกิเลสตัณหา..
ที่มีอยู่ในใจของเรา
อย่าไปชำระบาป ! บาปนั้นชำระไม่ได้
เคยทำบาปไว้ บาปจะตามติดเราไป

ถ้าไม่อยากให้บาปตามติดไป
ไม่อยากรับผลของบาป..
ก็อย่าทำเสียตั้งแต่วันนี้

สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ.

#การให้ธรรมทานชนะซึ่งการให้ทั้งปวง

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red new the future ที่ 09:07 น. วันที่ 20 พ.ย.61
ปกติเวลาเทพบุตร เทพธิดาจะจุติลงมาเป็นมนุษย์ ทุกองค์มีความตั้งใจจะลงมาสร้างคุณงามความดีเพื่อยกภูมิของตนให้สูงขึ้น แต่พอมาเป็นมนุษย์จะลืม และหลงไปในอบายมุขในโลก..ไม่สร้างกรรมดีตามที่ตั้งใจ...ซ้ำกลับต้องตกต่ำลงกว่าที่ตนเคยเสวยสุขอยู่เสียอีก..!! บนสวรรค์เมืองแมนแดนสวรรค์ท่านว่าสุขทุกขณะจิต...ส่วนผู้เสวยบาปต้องลงนรก ลำพังความเดือดร้อนจากไฟนรกก็แสนสาหัส ไม่ต้องถูกลงทัณฑ์ ทรมาน ชาวนรกก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกันอยู่แล้ว... ในนรกท่านก็ว่าเป็นทุกข์ไม่มีเวลาสุข...ทุกขณะจิตเช่นกัน..!!

"..พวกเราเองเป็นอย่างไร สว่างมา สว่างไป หรือ สว่างมา มืดไป หรือ มืดมา สว่างไป หรือ มืดมา มืดไป ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นที่หามาจากโลกนี้ ยศตำแหน่งหน้าที่การงาน คำสรรเสริญติชมทุกสรรพเสียง ความสุขรื่นรมย์ทุกประการ คนรัก สัตว์เลี้ยง สิ่งของ ที่สะสมห่วงหาอาลัย สุดท้ายคืนโลกหมด เหมือนฝันไปจำต้องตื่น เหมือนอายุงานที่จำต้องเกษียณ ประกันชีวิตที่ทำชาตินี้ ควรเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อเอาไปใช้ในชาติหน้าได้จริง..."  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง ณ.นคร ที่ 20:43 น. วันที่ 24 พ.ย.61

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red AwayG ที่ 07:59 น. วันที่ 17 ธ.ค.61
https://m.youtube.com/watch?feature=share&v=XiGJXl1JDKg
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: สังข์ทองแดง ที่ 11:29 น. วันที่ 25 ธ.ค.61
https://m.youtube.com/watch?feature=youtu.be&v=8p0DGOjQ8r0
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red Karma ที่ 18:21 น. วันที่ 03 ม.ค.62
เป็นประโยคที่สั้นและกระชับที่สุดที่ใช้ในการพิจารณาธรรม หากเราเข้าใจและยอมรับในความจริงของประโยคนี้ได้ เราก็จะไม่ต้องทุกข์ใจจากเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นเลย

การที่เรายังมีอาการทุกข์ใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สมดังใจ สิ่งที่หวังไว้ก็ไม่เกิด สิ่งที่เกิดก็ไม่ได้หวัง ยกตัวอย่างเช่น มีคนมาต่อว่า, หกล้ม, รถชน, ยืนจนเมื่อยก็ไม่มีใครลุกให้นั่ง, โบกแท็กซี่แล้วเขาไม่ไป, ซื้อของแล้วโดนโกง, ให้เงินเขายืมแล้วเขาไม่คืน, เจอแต่คนที่ไม่ชอบ, ขโมยเข้าบ้าน,, ทำเงินหาย, โดนขโมยผลงาน, เงินเดือนไม่ขึ้น, โบนัสไม่มี, โดนใส่ร้าย, ถูกนินทา, โดนไล่ออก, กลายเป็นคนพิการ, คนใกล้ชิดเจ็บป่วยจนเดือดร้อน, คนที่รักจากไป ฯลฯซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นผลจากกรรมของเราทั้งนั้น

ในส่วนของทุกข์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรากระทบกับเหตุการณ์เหล่านั้น ทุกข์นั้นเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในเรื่องของกรรม ถึงแม้คำว่า “กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ” จะเป็นประโยคสั้นๆที่ใครก็ท่องได้ จำได้ พูดได้ แต่กลับเป็นประโยคที่เข้าใจและเข้าถึงได้ยากที่สุดในโลก

คนที่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างถ่องแท้จะไม่มีเรื่องอะไรให้ทุกข์ใจเลย เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ได้รับคือสิ่งที่เราทำมา เราไม่มีทางได้รับในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ การที่เราได้รับสิ่งที่ทำมานั้นมันก็ยุติธรรมดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้ายที่เข้ามาในชีวิต มันก็มาจากผลของการกระทำของเราทั้งสิ้น แล้วเรายังจะโทษใครอีก ยังจะเรียกร้องจากใครอีก ยังจะกล้าคิดอีกหรือว่าเรากำลังถูกโชคชะตาเล่นตลก

เหล่าคนผู้มีความเห็นผิดมักจะสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล เช่น เพราะโชคดี เพราะดวงตก เพราะปีชง เพราะคนนั้นเขาไม่ดี เพราะเจ้านายลำเอียง เพราะเศรษฐกิจไม่อำนวย อะไรต่อมิอะไรที่จะอ้างขึ้นมาได้ให้ตัวเองได้สบายใจ โดยป้ายความผิดหรือโยนความรับผิดชอบของเหตุการณ์เหล่านั้นให้พ้นตัว

เขาเหล่านั้นมักจะมีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อเรื่องกรรม มักจะคิดว่าฉันไม่ควรได้รับสิ่งร้ายเหล่านั้น แต่เวลาได้รับสิ่งดีที่ไม่ได้ทำมาในชาตินี้กลับไม่เคยตระหนักหรือทักท้วงอะไร อะไรที่ดีก็ยินดีรับทั้งหมดโดยไม่เคยหาเหตุผล ไม่เคยคิดว่าได้มาอย่างไร แต่เวลาเจอสิ่งร้ายก็จะหาคนผิดทันที มองไปที่คนอื่นทันที คนนั้นไม่ดีอย่างนั้น คนนี้ไม่ดีอย่างนี้ ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ดี ขัดหูขัดตาไปหมด

คนมันเห็นผิดแบบนี้ มันไม่เชื่อกฎแห่งกรรมแบบนี้ ถ้าเราเชื่อจริงๆเราจะไม่สงสัยเลยว่าเราได้รับสิ่งร้ายนั้นเพราะอะไร แม้จะไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่จะชัดเจนในใจว่าฉันทำมาเอง แล้วก็จะสงบใจ ไม่ทุกข์ สงบเสงี่ยมเจียมตัวรับกรรมที่ตัวเองทำไว้ด้วยความยินดี

การที่เราสามารถมีจิตยินดีแม้ว่าจะได้รับสิ่งร้ายอยู่นั้น ก็เพราะรู้ว่ารับกรรมนั้นแล้วก็หมดไป สิ่งร้ายก็หมดไป สิ่งดีที่ทำไว้ก็มีโอกาสส่งผลได้เร็วขึ้น กรรมไม่มีวันหมดไปได้เองอยู่แล้ว ต้องสนองจนเกิดผลเท่านั้นถึงจะหมด ดังนั้นเมื่อเรารู้ชัดแล้วว่าสุดท้ายยังไงก็ต้องโดน เราก็ควรจะรับผลกรรมด้วยจิตใจที่เป็นสุข ดีกว่าที่จะต้องมาคอยรับกรรมอย่างทนทุกข์

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นไม่น่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไม่สมใจเราหวัง ให้รู้ไว้เถิดว่า เรากำลังเริ่มที่จะไม่ยุติธรรมแล้ว เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนั้นคือความยุติธรรมที่สุดแล้ว และนั่นก็คือกฎแห่งกรรม... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 16:25 น. วันที่ 09 ม.ค.62
กรรมดำที่มืดที่สุด
ให้ผลอย่างมาก
ก็ส่งเราไปอยู่ในที่ที่มืดสุดๆ
อย่างเช่นโลกันตนรก
ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่ามีแต่ความทุกข์
มืดคลุ้มเป็นหมอกมัว สัตว์ในโลกันตนรก
ไม่ได้รับรัศมีจากพระจันทร์และพระอาทิตย์เลย

แต่พระองค์ก็ทรงตรัสว่า
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่าความมืดแห่งโลกันตนรก
คือความไม่รู้ตามจริงว่า
กายใจอันเป็นที่ตั้งของอุปาทานทั้งปวงนี้ เป็นทุกข์
ไม่รู้ว่าความอาลัยยึดติดในกายใจนี้ เป็นเหตุแห่งทุกข์
ไม่รู้ว่าพ้นขาดจากการหลงยึดเสียได้ เป็นความดับทุกข์
ไม่รู้ว่าการตั้งมุมมองไว้ถูกตรง เป็นหนทางดับทุกข์

โลกันตนรกเป็นแค่ผลลัพธ์ชั่วคราว
อันเกิดจากการทำกรรมด้วยความไม่รู้
หลงยึดว่านี่เรา นี่ของเรา
นี่น่าจะเป็นของเรา
ศัตรูของเราไม่สมควรอยู่เป็นสุข
คนที่เราเกลียดไม่ควรอยู่ร่วมโลก ร่วมสังคมกับเรา

ความคิดร้ายและบาปกรรมทั้งปวง
จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากมีความรู้แจ้งว่า
นั่นต้นเหตุแห่งทุกข์ นี่ต้นเหตุแห่งสุข
พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ว่า
ความไม่รู้หรือความมีอวิชชานั่นแหละ
มืดกว่าโลกันตนรก
แผดเผายิ่งกว่าอเวจีมหานรก

โลกกันตนรกนั้น
วันหนึ่งจะสิ้นสุดสภาพลงไปเอง
เมื่อหมดแรงส่งของวิบากกรรม
แต่ความไม่รู้หรืออวิชชา
จะไม่มีวันสิ้นสุดสภาพด้วยตัวเองเลย
หากปราศจากเหตุ คือปัญญารู้ทางดับทุกข์

นี่คือความต่างที่น่าเสียวไส้
แค่รู้เข้ามาที่ลมหายใจเดี๋ยวนี้
เห็นว่ามันไม่เที่ยง ไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ตัวคุณ
และนำพาไปสู่การเห็นความไม่เที่ยง
ไม่ใช่ตัวตนอื่นๆที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบัน
ก็นับว่าอยู่ปากทางแห่งความรู้แจ้ง
มีสิทธิ์พ้นจากกรรมดำอันมืดมิดทุกชนิดแล้ว
แต่หากไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านให้ดูอะไรให้เห็น
เราก็จะไม่เห็นต่อไป
และต้องเสี่ยงอยู่กับสิ่งที่น่ากลัว
ยิ่งกว่าโลกันตนรกกันต่อไป... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: สังข์ทองแดง ที่ 10:32 น. วันที่ 17 ม.ค.62
https://youtu.be/KjSf4c7GcK0 ... ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แดง สังกัจจาย ที่ 15:54 น. วันที่ 22 ม.ค.62
https://youtu.be/cXFFwOPn4V8
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 16:52 น. วันที่ 05 ก.พ.62
กบฟุ้งซ่าน ข้างกำแพงวัด (นิทานสอนใจ)

กบฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า…กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน

เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้น ไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย

เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมด ให้หมาวัดไปกิน แล้วเด็กวัดทุกคน ก็ไปช่วยกันล้างจาน ถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัดสบายกว่า

พอหมาวัดกินอาหารเสร็จ ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว อยากเกิดเป็นแมลงเพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น พอดี หันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ

ถึงตอนนี้กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน

คิดได้ว่า เอ้อ!! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย

จงเชื่อมั่นในตัวเอง... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 15:56 น. วันที่ 10 ก.พ.62
สมมุติ...
นายวิน เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายกบ ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายกบ นายวิน นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้.. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 08:23 น. วันที่ 13 ก.พ.62
. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง วินๆ ที่ 22:36 น. วันที่ 22 ก.พ.62

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​กบแดง ที่ 10:05 น. วันที่ 08 มี.ค.62
มารยาทชาวไทย สืบสานจาก"ศีลาจารวัตร"

การบัญญัติมารยาท เป็นกฎเกณฑ์ใช้สืบต่อกันมา ต้นบัญญัติมารยาทต่างๆ ที่เก่าแก่และถือเป็นต้นแบบของมารยาทของชาวไทยปัจจุบัน คือ “เสขิยวัตร” ซึ่งเป็นหมวดพระวินัยในพระพุทธศาสนา

ความสง่างามใน “ศีลาจารวัตร” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า #ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น และพระพุทธองค์ทรงอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ให้มี “ ศีลาจารวัตร” ที่งดงามเรียบร้อย โดยทรงบัญญัติหมวด “พระวินัยเสขิยวัตร” ขึ้น

ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยหมวดนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ สำรวม สง่างาม แก่ผู้ที่มาพบเห็นเข้า #เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไทยต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในประเทศไทย ชนชาติไทยจึงได้คุ้นเคยกับ “ศีลาจารวัตร” อันงดงามของพระภิกษุสงฆ์ จนซึมซับและถ่ายทอดกิริยามารยาทที่นุ่มนวลนั้น มาอบรมสั่งสอนลูกหลานสืบทอดต่อๆ กันมา

“เสขิยวัตร” จึงเปรียบเสมือน #เพชรน้ำหนึ่งที่ทำให้คนไทยพิเศษ มีความอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีปรากฏในชนชาติอื่นมากนัก

จึงสมควรที่ลูกหลานไทยยุคปัจจุบันจะต้องกลับมาทบทวน ฝึกฝนตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชนชาวไทยนี้ไว้... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​วินๆ ที่ 09:31 น. วันที่ 11 มี.ค.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 11:58 น. วันที่ 11 มี.ค.62
#พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้จัก.. สอนลูกจับปลา ไม่ใช่ จับปลาให้ลูกกิน...

ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน สอนฉันจับปลา ฉันมีกินตลอดไป

เราควรจะให้เบ็ดตกปลาแล้วสอนวิธีการหาปลาให้แก่ลูก ไม่ใช่… ให้ปลาลูก

เพื่อให้เขารู้จักการเอาตัวรอดในสังคม และ รู้จักการหากินด้วยตัวของเขาเอง

วันนี้เรามีเรื่องราว ข้อคิดดีๆมาฝากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เพื่อนำข้อคิดกดีๆ นี้ ไปสอนลูกสอนหลาน ในการดำเนินชีวิตที่ดี และ ประสบความเร็จในสภาพสังคมยุคปัจจุบัน

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า…

“ ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอย่าง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

วัยรุ่นคนนั้นได้แต่ฟังแม่เงียบๆ…

“ ลูกต้องรู้จักความลำบาก ไม่งั้นอีกหน่อย เกิดตกยากแล้วจะทำยังไง ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้ยังไง ”

เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก…

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้ เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว

จะเล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากันแล้วลงท้ายให้เงินลูกไป…!

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต

ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ

ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่

มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ

พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้

โดยไม่ยอมใช้ บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

เหตุผลอาจเพราะ พ่อแม่ไม่อยากให้ลูก

ผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง

การให้ทุกอย่างแก่ลูก เหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเอง อยากได้ในวัยเด็ก

แต่มันกลับสร้างนิสัย ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย

ไม่มีเงินก็เป็นปัญหาแบบหนึ่ง มีเงินก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง…!!

บางครั้งและบ่อยครั้งการมีเงินมากอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น

เงินก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

ในสังคมบูชาคนรวย ให้ค่ากันที่ภายนอก และ ต้องการรวยทางลัด

การอบรมสั่งสอนจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทางเดียวที่จะให้ลูกโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้ คือต้องสอนเรื่องวินัยการใช้เงิน

ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนอ่อนแอ

พ่อแม่ต้องมองภาพกว้าง และ มองให้ออก ว่าหากให้มากเกินไป

จะทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า…

ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

คนรวยที่ฉลาด รู้ว่าการได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่าการสูญเสียเงิน

และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

คนที่รวยจากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดก

อาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของการสร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คนรวยแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่ง

ให้องค์กรการกุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน

เพื่อให้ลูกหลานเรียนรู้ที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง

มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า…

ลูกๆ ของเขาจะต้องหาเส้นทางของพวกเขาเอง แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอย่าง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน การให้เงินทองแก่ลูกหลานด้วยจำนวนที่มากพอสบายทั้งชีวิต

เพียงเพราะพวกเขาเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อม เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก เพราะ การให้มากไปอาจทำให้ลูกจับปลาเองไม่เป็น

บัฟเฟตต์จึงให้มรดกแก่ลูกหลาน…

“ มากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย ”

เราต้องสอนค่านิยมชื่นชมบุคคล ที่สร้างตนเองจากศูนย์อย่างสุจริต

รู้คุณค่าของการทำงาน การสร้างตัว ไม่กลัวงานหนัก สิ่งที่ควรให้ลูกมากกว่าเงินก็

คือความเอาใจใส่ นี่อาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าการให้เงินอย่างเดียว

ตามสุภาษิตที่ว่า… “ สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก ”

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 05:33 น. วันที่ 12 มี.ค.62
ระบบดี คนดี ย่อมดีแน่
ระบบดี คนแย่ ต้องแก้ไข
ระบบแย่ คนดี มีทางไป
ระบบแย่ คนไม่ไหว บรรลัยมา

เหล่าข้าราช โกงชาติ อุบาทก์ยิ่ง
นักการเมือง โกงกิน นั้นยิ่งกว่า
เหล่าพ่อค้า โกงภาษี ชิงหมามา
นักวิชา หลักเหลว เลวพอกัน

ทนายดี ทำ"คดี" ไม่มี"ค (ควาย)"
แม้ชีพวาย ยอมตาย กลายเป็นผี
ทนายชั่ว มั่ว"คดี" " ี " ไม่มี
แต่แปลกที่ "ค(ควาย)"นำหน้า น่าอายใจ

บ้างก็ใช้ ทุนพระ บ้างทุนราษฎร์
ยังประกาศ ความดี ความซื่อสัตย์
แต่บ้างใช้ ทุนหลวง บ้างทุนรัฐ
แต่กลับจัด ช่วยคนชั่ว มั่วคนโกง

ยังองค์กร อิสระ ที่หวังพึ่ง
ก็ดันดึง พึ่งไม่ได้ ดังที่หวัง
ทั้งองค์กร ท้องถิ่น ที่ยินฟัง
นั้นก็ยัง กินสินบาท คาดสินบน

คอร์รับชั่นส์ โกงกิน เจียนสิ้นชาติ
กากกะบาท เลือกมา น่าผิดหวัง
ทั้งส.ว. ส.ส. สอพลอพัง
ประชายัง ไร้สมอง กรองคนดี

หวังแต่เอา ตัวรอด เป็นที่ตั้ง
ถึงชาติพัง ยังพึงใจ ได้เป็นฐาน
หว่านเงินเหลือ เผื่อใส่มือ พวกขอทาน
เดียรัจฉาน ยังมีค่า กว่ามากมาย

ศักดิ์ศรีความ เป็นไทย ไปไหนหนอ
แค่สอพลอ เลียหำ ทำหน้าหนา
อิ่มเยี่ยงหมา อดเยี่ยงเสือ ที่เชื่อมา
คงต้องหา ภาษิตใหม่ ไว้ใช้แทน

จริยธรรม อ้างมา เพียงลมปาก
ยุทธศาสตร์ สมานฉันท์ คือภาพสร้าง
ล้างคนจน จากแผ่นดิน สิ้นหนทาง
ถ้าไม่สร้าง คุณธรรม นำการเมือง

ชาติจะเรือง เมืองจะรุ่ง ต้องตามพ่อ
ต้องมุ่งพอ ก่อวินัย ให้ไพศาล
สามัคคี รู้รัก จักยืนนาน
ปณิธาน สานต่อ พ่อนำเอย...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ วินๆ ที่ 05:35 น. วันที่ 12 มี.ค.62
#พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้จัก.. สอนลูกจับปลา ไม่ใช่ จับปลาให้ลูกกิน...

ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน สอนฉันจับปลา ฉันมีกินตลอดไป

เราควรจะให้เบ็ดตกปลาแล้วสอนวิธีการหาปลาให้แก่ลูก ไม่ใช่… ให้ปลาลูก

เพื่อให้เขารู้จักการเอาตัวรอดในสังคม และ รู้จักการหากินด้วยตัวของเขาเอง

วันนี้เรามีเรื่องราว ข้อคิดดีๆมาฝากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เพื่อนำข้อคิดกดีๆ นี้ ไปสอนลูกสอนหลาน ในการดำเนินชีวิตที่ดี และ ประสบความเร็จในสภาพสังคมยุคปัจจุบัน

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า…

“ ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอย่าง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

วัยรุ่นคนนั้นได้แต่ฟังแม่เงียบๆ…

“ ลูกต้องรู้จักความลำบาก ไม่งั้นอีกหน่อย เกิดตกยากแล้วจะทำยังไง ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้ยังไง ”

เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก…

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้ เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว

จะเล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากันแล้วลงท้ายให้เงินลูกไป…!

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต

ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ

ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่

มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ

พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้

โดยไม่ยอมใช้ บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

เหตุผลอาจเพราะ พ่อแม่ไม่อยากให้ลูก

ผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง

การให้ทุกอย่างแก่ลูก เหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเอง อยากได้ในวัยเด็ก

แต่มันกลับสร้างนิสัย ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย

ไม่มีเงินก็เป็นปัญหาแบบหนึ่ง มีเงินก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง…!!

บางครั้งและบ่อยครั้งการมีเงินมากอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น

เงินก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

ในสังคมบูชาคนรวย ให้ค่ากันที่ภายนอก และ ต้องการรวยทางลัด

การอบรมสั่งสอนจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทางเดียวที่จะให้ลูกโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้ คือต้องสอนเรื่องวินัยการใช้เงิน

ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนอ่อนแอ

พ่อแม่ต้องมองภาพกว้าง และ มองให้ออก ว่าหากให้มากเกินไป

จะทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า…

ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

คนรวยที่ฉลาด รู้ว่าการได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่าการสูญเสียเงิน

และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

คนที่รวยจากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดก

อาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของการสร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คนรวยแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่ง

ให้องค์กรการกุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน

เพื่อให้ลูกหลานเรียนรู้ที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง

มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า…

ลูกๆ ของเขาจะต้องหาเส้นทางของพวกเขาเอง แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอย่าง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน การให้เงินทองแก่ลูกหลานด้วยจำนวนที่มากพอสบายทั้งชีวิต

เพียงเพราะพวกเขาเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อม เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก เพราะ การให้มากไปอาจทำให้ลูกจับปลาเองไม่เป็น

บัฟเฟตต์จึงให้มรดกแก่ลูกหลาน…

“ มากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย ”

เราต้องสอนค่านิยมชื่นชมบุคคล ที่สร้างตนเองจากศูนย์อย่างสุจริต

รู้คุณค่าของการทำงาน การสร้างตัว ไม่กลัวงานหนัก สิ่งที่ควรให้ลูกมากกว่าเงินก็

คือความเอาใจใส่ นี่อาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าการให้เงินอย่างเดียว

ตามสุภาษิตที่ว่า… “ สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก ”
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แดง​ สังกระจาย ที่ 14:43 น. วันที่ 13 มี.ค.62
“อย่าไป “บ้ากับชีวิต” ให้มาก
เพราะมันเป็น “สิ่งสมมุติ”
เพราะชีวิตมันไม่มีจริง มันเป็นเพียง..
“การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ”
จงทำหน้าที่ให้ดี โดยไม่มีความทุกข์
ให้สงบ เย็น และ เป็นประโยชน์
เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้อง...
คืนให้ “กลับสู่ธรรมชาติ” ดังเดิม
แม้แต่ร่างกายที่เราเฝ้าดูแลก็ตาม”

พุทธทาสภิกขุ
--------------------

 “อย่าไปหลงในสิ่งที่เรียกว่า“ชีวิต”
เดี๋ยวนี้มันหลงในสิ่งที่เรียกว่า“ชีวิต”
ชีวิตของกู แล้วกูจะให้มันดี ให้มันสวย ให้มันอร่อย ให้มันเจริญรุ่งเรือง มันจึงถูกหลอกได้ตลอดเวลา ถูกหลอกไปทุกสิ่งทุกอย่าง”

พุทธทาสภิกขุ
--------------------

สิ่งที่เรียกว่า “คน”

“บางเวลาก็เป็นเพียงว่าธาตุทั้ง ๖ กอง (ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ) กองกันอยู่

บางเวลาก็ขยับกระดุกกระดิกขึ้นมา เป็น “อายตนะ”

บางเวลาก็ปรุงกันขึ้น เป็นก้อนๆ กลุ่มๆ คือเป็น “ขันธ์” ขันธ์นั่น ขันธ์นี่ ขึ้นมา (รวม ๕ ขันธ์)

บางเวลาก็เกิดเป็น “อุปาทานขันธ์” บ้ากันใหญ่ !!
ยึดมั่นเป็น “ตัวกู” ยึดมั่นเป็น “ของกู”
ตามเรื่องของการปรุงแต่งนั้นๆ

นี่คือ “คน”
คือสิ่งที่เรียกว่า “คน”

พุทธทาสภิกขุ
ธรรมบรรยายเรื่อง “ภาวะพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า “คน”
------------------------------

ความจริงที่สุดก็คือว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย

"ยกเว้นพระโลกนาถเจ้าเสีย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอยู่ สัตว์นั้นว่าโดยปัญญาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งพระสารีบุตรพระอัครสาวกที่หนึ่งได้
     มีปัญญามากถึงอย่างนี้ ยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย
     จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.

      แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น ทรงสละพระราชทรัพย์ตั้งร้อยโกฏิ ทรงเป็นผู้มีความสุขในบั้นปลาย ถึงความเป็นใหญ่แห่งวัตถุเพียงผลมะขามป้อมครึ่งผลด้วยทั้งเรือนร่างนั้นแล แม้เมื่อท้าวเธอทรงสิ้นบุญแล้ว พระองค์ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ต่อมรณะ ก็ต้องมาถึงซึ่งความโศกเศร้า
     จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.

     ท่านผู้มียศใหญ่ทั้งหลาย เป็นท้าวพญาผู้ประเสริฐ เช่น ท้าวมหาสมมติ(มหากษัตริย์) เป็นต้น แม้ท่านเหล่านั้นยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย
     จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า"

คัมภีร์วิสุทธิมรรค
------------------------

ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้

     คิดให้เห็นชัดในขณะนั้นว่า เมื่อตายแล้วตนจะมีสภาพอย่างไร ร่างที่เคยเคลื่อนไหวได้ก็จะหยุดนิ่ง อย่าว่าแต่จะลุกขึ้นไปเก็บรวบรวมเงินทองข้าวของที่อุตส่าห์สะสมไว้เพื่อนำไปด้วยเลย จะเขยิบให้พ้นแดดพ้นมดสักนิ้วสักคืบก็ทำไม่ได้...
     สามี ภริยา มารดา บิดา บุตรธิดา ญาติสนิท มิตรสหาย ทั้งหลาย ที่เคยรักห่วงใยกันนักหนา ก็ไม่มีใครมาอยู่ด้วยเลยแม้สักคน อย่าว่าแต่จะเข้าไปนั่งไปนอนในโลงศพด้วยเลย แม้แต่จะนั่งเฝ้าอยู่ข้างโลงทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่มีใครยอม...
     เมื่อความตายมาถึง ไม่มีผู้ใดจะสามารถถนอมรักษาหวงแหนทะนุบำรุงร่างกายของตนไว้ได้ แม้สมบัติพัสถานที่แสวงหาไว้ระหว่างมีชีวิตจนเต็มสติปัญญาความสามารถ ด้วยเล่ห์ด้วยกลก็ตาม เพื่อใช้ทะนุถนอมรักษาเชิดชูบำรุงร่างของตน ก็ติดกับร่างไปไม่ได้เลย เป็นจริงดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า..."ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้"

สมเด็จพระญาณสังวร
------------------------------

 ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 19:17 น. วันที่ 13 มี.ค.62

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง วินๆ ที่ 05:10 น. วันที่ 14 มี.ค.62

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 15:03 น. วันที่ 14 มี.ค.62
“โพธิสัตว์ : ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา.”

ขยายความ :

ข้อที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “โพธิสัตว์” มีดังนี้ -

๑ “โพธิสัตว์” คือมนุษย์ผู้ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ตั้งใจทำความดีอย่างอื่นๆ เช่นตั้งใจบำเพ็ญประโยชน์ทั่วไปให้เพื่อนร่วมโลก แม้จะบำเพ็ญมากมายเพียงไร ก็ไม่ใช่ “โพธิสัตว์”

๒ การเป็น “โพธิสัตว์” นั้น สำเร็จได้ด้วยการตั้งความปรารถนา และการตั้งความปรารถนานั้นจะสำเร็จได้ผู้ตั้งจะต้องประกอบพร้อมด้วยคุณสมบัติ 8 ประการ ดังนี้ -

(1) ขณะที่ตั้งความปรารถนาต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น (มนุสฺสตฺตํ) เป็นสัตว์เดรัจฉานหรือเป็นเทวดามารพรหมตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(2) แม้เป็นมนุษย์ก็ต้องเป็นเพศชายเท่านั้น (ลิงฺคสมฺปตฺติ) เพศหญิงตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(3) ต้องสามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ในชาติที่ตั้งความปรารถนานั่นเอง (เหตุ) คือผู้นั้นจะปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ไปเลยก็สามารถทำได้ แต่ยังไม่ประสงค์เช่นนั้น ผู้ที่ยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ยังไม่ใกล้ต่อการบรรลุมรรคผลใดๆ ก็ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(4) ได้พบพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่และได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ดังปรารถนา (สตฺถารทสฺสนํ) กาลปัจจุบันนี้พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว เป็นอันหมดโอกาสที่ใครจะตั้งความปรารถนาได้อีกแล้ว เว้นแต่จะรอไปตั้งความปรารถนากับพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป

(5) ในขณะที่ตั้งความปรารถนาต้องอยู่ในเพศภิกษุ สามเณร หรือนักบวชที่เป็นสัมมาทิฐิ (ปพฺพชฺชา) คนที่ยังเป็นฆราวาสครองเรือนอยู่ ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(6) สำเร็จฌานสมาบัติและอภิญญามาแล้ว (คุณสมฺปตฺติ) นี่คือต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและได้บรรลุธรรมอย่างต่ำก็ฌานสมาบัติขั้นโลกิยะ ผู้ไม่เคยปฏิบัติ หรือเคยปฏิบัติแต่ยังไม่ได้บรรลุอะไรเลย ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(7) ต้องประกอบกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งถึงขั้นสละชีวิต (อธิกาโร) คือต้องเป็นผู้บำเพ็ญคุณความดีกรณียกิจอย่างยิ่งยวดถึงขนาดยอมตายเพื่อให้งานสำเร็จ คนกลัวตาย กลัวลำบาก ไม่กล้าเสียสละ ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(8) ปรารถนาพุทธภูมิ คือตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเป็นพระพุทธเจ้า (ฉนฺทตา) คือตัดสินใจแล้วไม่ถอยกลับ ไม่คืนคำ ไม่ลังเล และไม่มีวันเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด

ถ้าทำได้ครบทั้ง 8 ข้อ ผู้นั้นก็จะมีสถานะเป็น “โพธิสัตว์” มีอันที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน มีคำเรียกเฉพาะลงไปว่า “นิยตโพธิสัตว์” คือเป็นพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง

ถ้าขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะตั้งใจจะเป็น “โพธิสัตว์” สักเพียงไร  ความเป็น “โพธิสัตว์” ก็ไม่สำเร็จ นอกจากเรียกตัวเองหรือเรียกกันไปเองว่าท่านผู้นั้นผู้โน้นเป็น “โพธิสัตว์” แต่จริงๆ แล้วหาใช่ไม่

ดูก่อนภราดา!
: พระโพธิสัตว์ บริหารตนเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
: แต่นักการเมือง บริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของตน ... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red​Bodhi ที่ 13:33 น. วันที่ 16 มี.ค.62
. ส.หลก

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แดง เสงี่ยม แดง ที่ 17:27 น. วันที่ 16 มี.ค.62
เมื่อชาวจีนโบราณต้องการอยู่อย่างปลอดภัย
พวกเขาได้สร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา
โดยเชื่อว่าจะไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถปีนมันได้
เพราะสูงมาก แต่ทว่า..!

ภายในร้อยปีแรกหลังการสร้างกำแพงนั้นเมืองจีน
กลับถูกรุกรานถึง 3 ครั้ง !!!

ในแต่ละครั้งกองทัพบกของศัตรูไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง
ทะลวงกำแพงหรือปีนมันเลยแม้แต่น้อย..!

แต่ทว่าในทุกครั้งพวกเขาใช้วิธี
#ติดสินบนยามเฝ้าประตูแล้วเข้าทางประตูนั่นแหละ.

แน่นอนว่าชาวจีนมัวแต่ห่วงเรื่องสร้างกำแพง
จนลืมสร้างคนเฝ้ากำแพง..!

เพราะการสร้างคนต้องมาก่อนการสร้างทุกสิ่ง
และนี่คือสิ่งที่คนหนุ่มสาวของพวกเราทุกวันนี้ต้องตระหนักให้มาก

นักบูรพาคดีคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า: ถ้าท่านต้องการทำลายอารยธรรม
ของประชาชาติหนึ่งประชาชาติใด มีขั้นตอนอยู่ 3 อย่างคือ:

1.ทำลายครอบครัว

2.ทำลายการศึกษา

3.ล้มบุคคลต้นแบบและตัวอย่างที่ดีงามของพวกเขา.

เมื่อพ่อแม่ที่ฉลาด ครูที่จริงใจ และต้นแบบที่ดีหายไป

ใครเล่าจะเลี้ยงดูต้นกล้าเยาวชนให้มีคุณธรรม?? — feeling blessed with พระสุบรรณ สิริจันโท and 48 others at วัดบางธน บ้านคลองปอม... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​กบแดง ที่ 08:49 น. วันที่ 17 มี.ค.62
. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ วินๆ ที่ 08:47 น. วันที่ 18 มี.ค.62
... https://youtu.be/adPFXJY19Sc...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 21:42 น. วันที่ 18 มี.ค.62
https://youtu.be/zakF-tC695g
 ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: เคโระ อ๊บๆ ที่ 16:45 น. วันที่ 19 มี.ค.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 11:57 น. วันที่ 20 มี.ค.62
พระราชดำรัสในหลวง “ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น”
อิ่มเดียว หลับเดียว
ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น (กางเกงขาสั้น) ในยามดึก
เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับ ต่างทำหน้าที่กัน
ตามจุดต่างๆ ไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน
เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาแลtถวายความปลอดภัย แด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี
ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก
ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา

ทรงพระราชดำเนินไปรเวท (เดินเล่น) บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า

ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี...
ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า
ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต
ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า

จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า“ชีวิตมนุษย์เรานี่อิ่มเดียวหลับเดียวเท่านั้น” ทรงเสด็จพระราช ดำเนินผ่านไปจนลับพระองค์

ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร
จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา
จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า“ท่านมหาขอรับ

คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่า อย่างไรขอรับ”

ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า
“โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ” ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ
ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า…..

โยมเฉลิมศักดิ์คำนี้น่ะ
ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อ เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์ ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ ชีวิตเป็นสุข ให้รู้จักคำว่าพอ เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น มนุษย์เรานั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก

นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยาก ได้ให้มันมากขึ้นไปอีก ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุก น้ำปลา หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ นอนในสลัมหรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ

ที่มา : ณ. สติจับใจ​   ส.หลก

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 10:03 น. วันที่ 22 มี.ค.62
คำสอนของ ‘พ่อ‘ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ แรงบันดาลใจ เรื่องการดำเนินชีวิต และการทำงาน

การทำความดี...
'การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจ และเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี’

พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร
๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๕​  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 23:01 น. วันที่ 22 มี.ค.62
พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้จัก.. สอนลูกจับปลา ไม่ใช่ จับปลาให้ลูกกิน...

ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน สอนฉันจับปลา ฉันมีกินตลอดไป

เราควรจะให้เบ็ดตกปลาแล้วสอนวิธีการหาปลาให้แก่ลูก ไม่ใช่… ให้ปลาลูก

เพื่อให้เขารู้จักการเอาตัวรอดในสังคม และ รู้จักการหากินด้วยตัวของเขาเอง

วันนี้เรามีเรื่องราว ข้อคิดดีๆมาฝากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เพื่อนำข้อคิดกดีๆ นี้ ไปสอนลูกสอนหลาน ในการดำเนินชีวิตที่ดี และ ประสบความเร็จในสภาพสังคมยุคปัจจุบัน

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า…

“ ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอย่าง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

วัยรุ่นคนนั้นได้แต่ฟังแม่เงียบๆ…

“ ลูกต้องรู้จักความลำบาก ไม่งั้นอีกหน่อย เกิดตกยากแล้วจะทำยังไง ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้ยังไง ”

เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก…

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้ เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว

จะเล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากันแล้วลงท้ายให้เงินลูกไป…!

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต

ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ

ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่

มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ

พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้

โดยไม่ยอมใช้ บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

เหตุผลอาจเพราะ พ่อแม่ไม่อยากให้ลูก

ผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง

การให้ทุกอย่างแก่ลูก เหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเอง อยากได้ในวัยเด็ก

แต่มันกลับสร้างนิสัย ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย

ไม่มีเงินก็เป็นปัญหาแบบหนึ่ง มีเงินก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง…!!

บางครั้งและบ่อยครั้งการมีเงินมากอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น

เงินก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

ในสังคมบูชาคนรวย ให้ค่ากันที่ภายนอก และ ต้องการรวยทางลัด

การอบรมสั่งสอนจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทางเดียวที่จะให้ลูกโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้ คือต้องสอนเรื่องวินัยการใช้เงิน

ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนอ่อนแอ

พ่อแม่ต้องมองภาพกว้าง และ มองให้ออก ว่าหากให้มากเกินไป

จะทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า…

ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

คนรวยที่ฉลาด รู้ว่าการได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่าการสูญเสียเงิน

และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

คนที่รวยจากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดก

อาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของการสร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คนรวยแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่ง

ให้องค์กรการกุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน

เพื่อให้ลูกหลานเรียนรู้ที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง

มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า…

ลูกๆ ของเขาจะต้องหาเส้นทางของพวกเขาเอง แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอย่าง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน การให้เงินทองแก่ลูกหลานด้วยจำนวนที่มากพอสบายทั้งชีวิต

เพียงเพราะพวกเขาเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อม เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก เพราะ การให้มากไปอาจทำให้ลูกจับปลาเองไม่เป็น

บัฟเฟตต์จึงให้มรดกแก่ลูกหลาน…

“ มากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย ”

เราต้องสอนค่านิยมชื่นชมบุคคล ที่สร้างตนเองจากศูนย์อย่างสุจริต

รู้คุณค่าของการทำงาน การสร้างตัว ไม่กลัวงานหนัก สิ่งที่ควรให้ลูกมากกว่าเงินก็

คือความเอาใจใส่ นี่อาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าการให้เงินอย่างเดียว

ตามสุภาษิตที่ว่า… “ สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก ”   ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 15:00 น. วันที่ 23 มี.ค.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 11:10 น. วันที่ 26 มี.ค.62
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศชาติบ้านเมืองกำลังจะเลือกผู้แทนราษฎร พวกเราเป็นราษฎรจะเลือกผู้แทนให้ดูให้ดีนะลูกหลานนะ อย่าไปเห็นแก่ห้าแก่สิบ เห็นแก่สินจ้างรางวัล เขามาจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาเงินจากเขา ก็เกรงใจเขา ผลที่สุดเอาคนไม่ดีเข้าไปเป็นผู้แทนของเรา ความเดือดร้อนเกิดขึ้น แล้วจะไปโหวกเหวกโวยวายยังไงล่ะทีนี้ เลือกคนไม่ดี

จุดนี้หลวงพ่อก็ไม่อยากจะพูดเพราะเป็นพระสงฆ์ แต่ก็อยู่ในตะกร้าในกะละมังใบเดียวกัน อยู่ในข้องเดียวกัน อยู่ในประเทศชาติเดียวกัน ถ้าไม่แสดงความคิดเห็นเสียเลย ก็ดูเหมือนเฉื่อยชา ไม่รับรู้รับทราบโลกเขาไปถึงไหน แต่เราจะไปก้าวก่ายเกินไป ไปชี้นำชี้แนะมันก็ไม่ถูก มีแต่บอกกล่าวให้เลือกคนดีนะลูกหลานทุกคน อย่าไปเห็นแก่เงินแก่ทองสินจ้างรางวัล เขาจ้างห้าบาทสิบบาทร้อยบาทพันบาทให้ตัดแข้งตัดขาตัวเองก็ตัด ให้ตัดนิ้วมือก็ตัด ให้ตัดลิ้นก็ตัด เพราะเขาจ้าง ก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เราต้องเป็นตัวของตัวเอง จะไปเห็นแก่เงินแก่ทองแค่นั้น พอผลเสียหายเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองจะเป็นยังไง
 
ผู้ที่สมัครเป็นผู้แทนราษฎรก็เหมือนกัน ต้องพร้อมทุกอย่าง เข้าไปพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญรุ่งเรือง ไม่ได้ไปกอบไปโกยไปถอนทุนคืน  เข้าไปเป็นผู้แทนของราษฎร  ไม่ใช่ผู้แทนของรัฐบาล ไม่ใช่ผู้แทนของผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ใช่ผู้แทนของนายอำเภอ ไม่ใช่ผู้แทนของตำรวจ ไม่ใช่ผู้แทนของผู้ใหญ่บ้านกำนัน แต่เป็นผู้แทนราษฎร ราษฎรก็คือพวกเราท่านทั้งหลาย พวกเราจะให้เสียงใครไปก็ต้องกลั่นกรองให้ดีนะ หลวงพ่อมีแต่แนะนำอย่างนี้เท่านั้น ให้เอาคนดีเข้าสู่สภา
 
นโยบายเขา เราก็ต้องฟัง นโยบายไหนเขาบอกในโทรทัศน์เราก็ต้องฟังนโยบายของเขา มีนโยบายอย่างไร นโยบายให้อย่างเดียวใช่ไหม ไม่มีวิธีการหา ไม่รู้จักหาใช่ไหม รู้จักแต่จะใช้อย่างเดียวใช่ไหม สิ่งเหล่านี้ต้องคิดทั้งหมด พวกเราเป็นราษฎรอยู่ในประเทศชาติต้องเอาคนฉลาด แต่ฉลาดแล้วโกงกินก็ไม่เอา ฉลาดแล้วต้องมีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมที่ดี เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง มาปกครองประเทศชาติบ้านเมือง นี่หลวงพ่อพูดในฐานะเป็นหลวงปู่หลวงตา อยากจะให้ลูกหลานทั้งหลายใช้ดุลพินิจ ใช้ความคิดความอ่าน เอาพรรคไหนที่จะพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง เป็นตัวแทนของราษฎร เป็นตัวแทนของเรา เป็นรัฐบาล จากนั้นประเทศชาติบ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข

ถ้าหากว่าเราเอาพวกกเฬวราก เอาแต่พวกที่ตัวเองชอบ คนไหนให้มากก็เอาคนนั้น เราต้องการแต่คนที่แจกเท่านั้นใช่ไหม แล้ววิธีการทำล่ะ วิธีการพัฒนาล่ะ แจกไปแจกมาก็หมด ประเทศก็เจ๊งล่ะทีนี้ คนขี้เกียจ ไม่รู้จักหา มีแต่จะใช้ รู้จักแต่รับ ถ้ารัฐบาลรู้จักแต่ให้อย่างเดียวไม่รู้จักว่าจะลงทุนยังไง ปรับปรุงแก้ไขการดำรงชีพอย่างไร ให้พึ่งตนเองอย่างไร ให้คอยรับอย่างเดียว ผลที่สุดประเทศก็เจ๊ง อย่างที่ในหลวงท่านสอน ให้รู้จักหา ให้รู้จักเก็บ ให้รู้จักใช้ เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราใช้อย่างนี้ ถึงจะอยู่ในสถานที่ใดก็ร่มเย็นเป็นสุข รู้จักประมาณตน...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 17:59 น. วันที่ 27 มี.ค.62
ความอยากเป็นสิ่งมีอำนาจมาก ทำคนให้เสียมามากต่อมากทีเดียว ความอยากส่วนมากมีแต่อยากลงทางต่ำ ไม่อยากขึ้นที่สูง ไม่อยากดิบอยากดี ทั้งๆ ที่ไม่อยากเลวนั่นแหละ การคิด การพูด การทำ ไปด้วยความอยาก หากเป็นเรื่องของความเลวทราม จึงทำให้คนเลวไปด้วยได้ อันใดเลวก็ตามสู้มนุษย์เลวไม่ได้ มนุษย์เลวนี้เลวที่สุดทรามที่สุด และดีก็ไม่มีอะไรดียิ่งกว่ามนุษย์ ถ้าเรามีข้อบังคับ มีกฎเกณฑ์ มีขื่อมีแป มีกฎหมายบ้านเมือง มีศีลธรรมเป็นเครื่องบังคับให้ต่างคนต่างปฏิบัติอยู่ในกรอบแห่งความดีนั้นแล้ว ผู้นั้นๆ ก็เป็นสาระในตนและสังคมนั้นๆ มีสง่าราศีด้วยความดีนั้น ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณา ปฏิบัติตนตามธรรม จะเป็นคนดีไม่มีสิ้นสุด ตัวเราก็เป็นคนดีมีศักดิ์ศรีและเจริญรุ่งเรืองทั้งปัจจุบันแลอนาคต บ้านเมืองก็เจริญด้วยความดีคนดี... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: มืด มโน ที่ 18:09 น. วันที่ 27 มี.ค.62
❇️ #ปกิณกธรรม_หลวงปู่ปานบอกหลวงพ่อ__เรื่องการเงิน_เหตุที่ไม่สะสมทรัพย์❇️

   หลายคนถามว่า "เหตุที่ไม่สะสมทรัพย์นั้นมีความเป็นมาอย่างไร" ได้ตอบให้ทราบว่ามีมาตั้งแต่วันที่อุปสมบท (บวช) วันแรก  เมื่อออกจากโบสถ์  แล้วพักเหนื่อยประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษๆ

   หลวงพ่อปานท่านเรียกเข้าไปหาท่าน  ท่านแนะนำว่า  เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก  อย่าเผลอปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิต

ขออธิบายโดยย่อว่า...
ท่านแนะนำว่า  อย่าสะสมเงินไว้ให้มากเมื่อมีคนถวายมาให้แบ่งส่วนดังนี้
 
๑.ส่วนที่หนึ่ง  ร่วมสังฆทาน  คือเอาเข้าโรงครัว
๒. ส่วนที่สอง  เอาไปเข้าร่วมวิหารทาน คือร่วมการก่อสร้าง
๓. ส่วนที่สาม  เอาไว้ใช้ส่วนตัวเมื่อมีความจำเป็น
๔. ในจำนวนเงินที่เอาไว้ใช้ส่วนตัวนั้น  จงอย่าให้มีเกินพันบาท  ถ้าเกินพันบาทให้ทำบุญเสีย
๕. เงินในปีนี้  จงอย่าให้เหลือถึงปีหน้า
ถ้าเหลือให้คิดว่าปีหน้าเราจะทำอะไรที่มีการใช้จ่ายเกินจำนวนเงินทีเหลือ  และเมื่อถึงปีหน้าจริงๆให้ทำตามที่ตั้งใจไว้

#อารมณ์คิดเมื่อรับเงิน
   เมื่อรับเงินท่านแนะนำว่า  ให้คิดว่าถ้าเราไม่เป็นพระ  ไม่มีใครให้เงินใช้ฟรีๆอย่างนี้  เพราะเราบวชเป็นพระจึงมีคนถวายเงิน  จงอย่าเมาเงินที่ญาติโยมถวายมา  จงใช้อย่างพระ  มีอย่างพระ อย่ามีมากกว่าที่กำหนดให้

   คำแนะนำของท่านมากกว่านี้แต่เห็นว่าจะเฟ้อมากเกินไป  จึงนำมากล่าวเพียงย่อๆเมื่อฟังแล้วก็รับปฏิบัติ  ความจริงทำแบบที่หลวงพ่อปานสอนมาเป็นปกติ  ชินต่อการปฏิบัติเช่นนี้จึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพระอริยะก็ละการสะสมได้

✴️หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 11:21 น. วันที่ 28 มี.ค.62
คำพ่อสอน "ที่หนึ่งในโลก"

"ขอให้ทุกคนช่วยกัน อย่าเบียดเบียนกัน ก็จะทำให้เรายังคงรักษาความสงบได้ จะเรียกว่าตามอัตภาพของเรา คือประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว

เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบแล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้นรู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้"

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 19:22 น. วันที่ 28 มี.ค.62

. ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง คางสั่น ที่ 05:41 น. วันที่ 29 มี.ค.62
" ขัดกาย ทำความสะอาดกาย ต้องทำทุกวัน มันเคลอะได้ทุกวัน ขัดๆเคลอะๆจนตายนั่นล่ะ ไม่มีวันจะสะอาดถาวรได้ ไอ้ซากเนื้อปฏิกูลนี้ ...

แต่  ขัดจิตนี่ ทำความสะอาดจิตนี่ ทำมันทุกๆวัน มันใสขึ้นทุกๆวัน มันใสแล้วใสเลย มันไม่กลับมาเคลอะได้ง่ายเหมือนกาย หากหมั่นทำทุกๆวัน ทำให้เหมือนกับการขัดกาย ที่มันรักกายรักสวยรักงาม ขัดกายถูกาย ...

กายมันอาบน้ำได้ทุกวัน จิตก็อาบน้ำได้ทุกวันเช่นกัน #ศีล #สติ #สมาธิ #นี่ล่ะเครื่องชำระจิต ทำความสะอาดวันต่อวัน เดี๋ยวมันก็พัฒนา ...

วันต่อวัน เปน ชั่วโมงต่อชั่วโมง นาทีต่อนาที วินาทีต่อวินาที วิถีจิตต่อวิถีจิต ...

มันทรงรักษาความหมดจดสะอาดไว้ตลอด จิตมันไม่เคลอะ ไม่เลอะเทอะไปกับโลก ไม่คลุกฝุ่นไปกับกายใจ กับการปรุงแต่งใด ...

มันก็ว่างเปล่า ใสสะอาดตลอดเวลา มันจะได้เห็นการแยกตัว ของกายใจที่มันเที่ยวหาความสรกปรกใส่ตัวมัน กับจิตที่มันใสสะอาด ไม่เก็บไม่กักขยะอะไรไว้ให้มัวหมอง มันแยกกันชัดเจนเช่นน้ำที่กลิ้งในใบบัว ...

แยกดู รู้เช่นนี้บ่อยๆ ปัญญามันก็จะเจริญ ...

ขัดให้สิ่งที่มี หายไปกับความไม่มีไปเลย  ...

#ขัดจนจิตไม่เปนจิตให้มันหมดค่าความเปนจิตไปเลย

#ขัดให้มันใสหมดจดเพื่อเปนพานทองรองรับธรรมอันหมดจดนั่นแล ... "

... ห ล ว ง วิน ก ร ะ โ ด ด ก ร ร ม แ พ ง ... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง คางสั่นสู้ ที่ 05:46 น. วันที่ 30 มี.ค.62
คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานยิ่งใหญ่ ที่เป็นคุณประโยชน์ แท้จริงได้อย่างสำเร็จ พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่​ 9 — feeling blessed with พระอธิการไพบูลย์ ปุญญเถระ and 47 others at วัดทุ่งลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา.
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ หมูแดง ที่ 16:19 น. วันที่ 30 มี.ค.62
ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่

1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา

2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง

3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น

5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา

6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย

7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ

8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง

10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน…

เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชา... ส.สู้ๆ
 
วิน... กบ... หมูแดง... (คางสั่น?)​ ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง) ที่ 08:01 น. วันที่ 01 เม.ย.62


“คนไทยเรานี้ เวลาเกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นเหตุร้าย ก็จะมีคนหลายระดับ เราจะต้องเห็นใจกัน คนที่ยังมีจิตใจอ่อนแอเราก็ให้โอกาสเขาบ้าง การโอดโอยโวยวายคร่ำครวญจะมีบ้าง เราก็เห็นใจและรู้ทัน อย่าไปนึกอะไรมาก ฟังเขาไป เขาจะด่าจะว่า ก็ฟังได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้นำเป็นผู้บริหาร ก็ยิ่งต้องอดทน ต้องให้เขาระบาย ไม่ไปต่อล้อต่อเถียง แล้วก็ปลอบโยนให้สติเขาดีๆ ตามเหตุตามผล แม้แต่เทวดา ก็ยังต้องยอมให้โอกาสคน อย่างที่ว่าฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า

ขอแต่ว่า เมื่อโอดครวญกันแล้วก็อย่าไปจบไปหยุดอยู่แค่นั้น ต้องผ่านขั้นนี้ไป พอระบายอารมณ์แล้ว ก็ตั้งสติ สงบแล้วรีบหันมาทำการแก้ไขด้วยปัญญา แล้วเอาเหตุการณ์ร้ายหรือปัญหามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ปัญหาจะต้องใช้เป็นเวทีพัฒนาปัญญา คือปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราใช้ความคิดพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัยและหาทางแก้ไข เราจะพลิกปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอักษรตัวเดียวจากปัญหาก็เป็นปัญญาไป

คนที่เก่งนั้นเขาเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา และใช้ปัญหาเป็นเวทีพัฒนาปัญญา แล้วก็เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโอกาส เวลาทุกข์ยากนี่เป็นประโยชน์มาก เวลาสุขสำราญต่างหากที่มักทำให้มัวเมาประมาทพระพุทธศาสนาสอนว่า ถ้าความรุ่งเรืองความสำเร็จเกิดขึ้น อย่ามัวเมา ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ เอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

คราวเคราะห์มัวครวญ ยามโชคก็เหลิง เอาแต่หนีเคราะห์และคอยโชค คนอย่างนี้เคราะห์เรียกหา แต่คนเป็นมหาบุรุษได้ ด้วยการผันเคราะห์ให้เป็นโชค และผันโชคให้แผ่ประโยชน์สุข

ในด้านนี้ สังคมไทยเราอาจจะพลาดไปแล้ว เมื่อตอนเราฟุ้งเฟื่อง สบาย มีพรั่งพร้อม แทนที่เราจะเอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ เรากลับไปหลงระเริง มัวเมา ประมาท นี่ท่านเรียกว่า ทำโอกาสให้เป็นเคราะห์ แทนที่จะใช้โอกาสนั้นในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

ทีนี้ถึงเวลานี้เราแย่ลงไปเป็นเคราะห์แล้ว ถ้ามัวไปตีอกชกหัว เศร้าโศก โอดครวญ ก็กลายเป็นซ้ำเติมตัวเอง เคราะห์หนักเข้าไปอีก ถ้ามีสติปัญญา ตอนนี้ได้สติ แล้วใช้ปัญญา ก็ทำเคราะห์ให้เป็นโอกาสเสีย เพราะคราวทุกข์ยากเดือดร้อนนี่แหละ มักเป็นเวลาที่ดีที่สุด คนที่จะเจริญก้าวหน้าได้โดยมากต้องเจอปัญหา จะได้ฝึกตัวเองให้เข้มแข้ง แล้วเคราะห์นี่ก็ช่วยให้ทั้งสังคมทั้งชีวิตคนประสบความสำเร็จมามากมาย

จากการเจอเคราะห์เจอปัญหาแล้ว ถ้าเราตั้งตัวดี มีท่าทีถูกต้อง เราก็จะมีความเข้มแข็ง พยายามต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายแล้วเราจะได้พัฒนาความสามารถ เราจะได้การฝึกฝนตน ฝึกปรือตัวเอง แล้วได้ปัญญาความสามารถมากขึ้นๆ แล้วชีวิตและสังคมก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป

ขอย้ำคติที่ว่าไว้ข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า

“คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส
แต่คนประมาททำโอกาสให้เป็นเคราะห์”

เป็นอันว่า ตอนนี้มีเคราะห์แล้ว ยอมให้มีความเศร้าโศกเสียใจโอดครวญกันชั่วระยะสั้นๆ พอระบายเสร็จแล้วก็ให้รีบตั้งสติ ต่อไปนี้ก็รีบมาดีใจว่าเจอเคราะห์แล้ว ทำมันให้เป็นโอกาส ผันเคราะห์ให้เป็นโอกาส แล้วเราก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป ไม่ต้องกลัว

ฉะนั้น อย่าไปหมดกำลังใจ พระพุทธศาสนาไม่สอนให้เราท้อแท้ ไม่สอนให้เราท้อถอยอ่อนแอ เมื่อเจอปัญหา เจอเคราะห์กรรม เจอภัยอันตรายแล้ว ให้เข้มแข็ง แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการฝึกปรือตัวเองให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป แล้วเราจะมีความชำนิชำนาญยิ่งขึ้นในการที่จะแก้ปัญหา ในการที่จะผจญเคราะห์กรรมภัยอันตรายให้ผ่านก้าวไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสรรค์พัฒนาได้ต่อไป”


สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบนุ้ยแดง บ้านไร่ ที่ 09:48 น. วันที่ 03 เม.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง) ที่ 10:55 น. วันที่ 03 เม.ย.62
นักดนตรีสี่สหาย หรือนักดนตรีแห่งเบรเมน (Town Musicians of Bremen)

เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนิทานที่ได้รับการรวบรวมและถ่ายทอดโดย เจค็อบ ลุดวิจ กริมม์ และ วิลเฮล์ม คาร์ล กริมม์ หรือ สองพี่น้องตระกูลกริมม์ ผู้ที่ทำให้เด็กๆ ได้รู้จักนิทานและเทพนิยายหลายเรื่อง ฮันเซลและเกรเทล, ราพันเซล, ซินเดอเรลล่า และเรื่องอื่นๆ

นักดนตรีแห่งเบรเมน เป็นเรื่องราวการโคจรมาพบกันของสัตว์ 4 ชนิด

ทั้ง 4 ตัวมีปัญหาคล้ายๆ กันคือ เริ่มแก่ สังขารร่วงโรย ทำงานไม่ฟิตเปรี๊ยะเหมือนเก่า

เจ้าลา ตัวใหญ่สุด คิด ว่าอยู่โรงงานต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ลุยไปเมืองเบรเมนจะดีกว่า ไปเล่นดนตรีหาเลี้ยงชีพเอา

ระหว่างนั้นไปเจอเจ้าโฮ่งที่บ่นว่าเรี่ยวแรงไม่ค่อยมี ออกช่วยเจ้านายล่าสัตว์ไม่ไหวแล้ว อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก เสียวๆ ว่าเจ้านายจะยิงทิ้งวันไหนก็ไม่รู้ จึงขอไปกับเจ้าลาด้วย

เดินไปได้ไม่ไกล ไปเจอเจ้าเหมียว หน้าตาบอก บุญไม่รับ ถามไถ่เข้าก็รู้ว่ามีปัญหาคล้ายกัน แก่แล้วไล่จับหนูไม่ทัน คุณนายหญิงไม่ปลื้ม เหมียวจึงขอร่วมขบวนไปตายเอาดาบหน้า

และไม่ทันพ้นประตูไร่ เจอเจ้าไก่ที่กำลังทำใจว่าจะถูกเชือดไปเป็นเมนูบนโต๊ะอาหาร

ลา หมาและแมว จึงชวนไก่หนีไปด้วยกัน

บนเส้นทางไปเมืองเบรเมนยามค่ำคืน ทั้ง 4 ตัวเห็นไฟส่องสว่างมาจากกระท่อมหลังหนึ่ง จึงแวะไปชะโงกดู เห็นกลุ่มโจรกำลังสำเริงสำราญกับอาหารน่ากิ๊น...น่ากิน ชวนให้หิวอยากกินมั่ง

ทั้ง 4 ปรึกษากันว่า น่าจะไล่เหล่าโจรไปซะ จะได้เข้าไปกินอาหารแทน ว่าแล้วก็วางแผนต่อตัวเป็นเงาประหลาด เรียงลำดับตามขนาด

ให้ลาอยู่ล่าง หมาขึ้นไปยืน ต่อด้วยแมว และไก่อยู่บนสุด จากนั้นก็บรรเลงเสียงดนตรีพร้อมๆ กัน ลาร้อง...เบร.. หมาเห่าโฮ่งๆ แมวร้องเมี้ยวๆ หง่าว.. และไก่ขัน..เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก

แน่นอนว่า เป็นบทเพลงที่ไม่ไพเราะเอาเสียเลย เสียงอย่างกับผีป่าที่น่าสะพรึงกลัว แต่กลับได้ผลชะงัด โจรแตกตื่นวิ่งหนีออกไปคนละทิศละทาง

แม้ว่าคืนถัดมาโจรที่ข้องใจกลับมาดูที่กระท่อมนี้อีก แต่ก็ถูกทั้งสี่สหายสั่งสอนซะน่วม โดนแมวข่วน หมดกัด ลาเตะ และไก่แกล้งร้องเสียงโหยหวนไล่ ท่ามกลางความมืดโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร พานให้เข็ดเขี้ยวไม่กล้ากลับมาอีก

สุดท้ายทั้ง 4 สหายก็ยึดกระท่อมหลังนั้นอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยไม่ทันต้องไปถึงเมืองเบรเมน

มีแต่รูปปั้นตั้งไว้ใจกลางเมือง ดึงดูดผู้คนและรายได้เข้าเมืองด้วยเรื่องราวของสี่สหายนักดนตรี ^_^  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หมูกบวิน(แดง)​ ที่ 05:59 น. วันที่ 07 เม.ย.62
การให้ทาน กับ การรบ เป็นของเสมอกัน
( ทานญฺจ  ยุทฺธญฺจ  สมานมาหุ )

"ถ้าเป็นเรื่องทำบุญจริงๆแล้ว มันต้องเป็นเรื่องล้างบาป ต้องเป็นเรื่องบรรเทาเสียซึ่งความยึดมั่นถือมั่น

ดังธรรมภาษิตที่ว่า " ทานญฺจ  ยุทฺธญฺจ  สมานมาหุ = การให้ทานกับการรบนี้เป็นของเสมอกัน "

การให้ทาน กับ การรบพุ่งในสงคราม มันเสมอกันอย่างไร การให้ทานนั้นคือการรบกันกับกิเลส รบกันกับความยึดมั่นถือมั่น

การให้ทานที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพื่อแลกเอาสวรรค์ ไม่ใช่แลกเอาความสวย ความรวย

การให้ทานที่แท้จริงนั้นเป็นการรบพุ่งกับกิเลส รบกับความเห็นแก่ตัว รบกับความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" รบให้กิเลสเหล่านั้นพ่ายแพ้ไป นั่นแหละ เรียกว่า การให้ทาน

ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า " ทานญฺจ  ยุทฺธญฺจ  สมานมาหุ การให้ทานกับการรบนี้เป็นของเสมอกัน หรือเป็นสิ่งเดียวกัน อย่างนี้ก็ได้ "

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมเทศนา หัวข้อเรื่อง "ทำบุญ ๓ แบบ"
---------------------------------

ในบาลีพระไตรปิฎก มีวจนะของพระสารีบุตร ว่า...

   "บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข (หมายถึง สุขที่เจือกิเลส คือ โลกิยสุขหรือสุขในไตรภพ) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่
     แต่บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป"

(ไตรภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมายถึง มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก นั่นเอง)

ที่มา : บาลีพระไตรปิฎก
ขุ. ม. ๒๙/๘๒๕/๕๑๗
---------------------------------

     "บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้ทาน เพราะเหตุแห่งสุขอันก่ออุปธิเพี่อภพใหม่
      แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพใหม่"

อัตตทัณฑสุตตนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย
ขุ. ม. ๒๙/๑๗๗/๕๐๖
 ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หมูกบวิน(แดง) ที่ 05:57 น. วันที่ 09 เม.ย.62
แค่หัวโขน
เปิดกวี บทที่ ประทับใจ
ท่านเขียน ไว้งดงาม ตามเหตุผล
ใช้ทวนย้ำ พร่ำบอก ดวงกมล
ว่าสิ่งที่ เป็นตน จริงหรือไร?...
เป็นรามลักษณ์ ยักษ์ลิง แน่จริงหรือ?
แท้ก็คือ หัวโขน เขาโยนใส่
พอจบบท หมดเรื่อง ถอดเครื่องไป
เดิมเช่นไร ก็เป็น เหมือนเช่นเดิม
ใครคิดอวด ศักดา ว่ายิ่งใหญ่
ประพฤติใน ความกร่าง อย่างฮึกเหิม
พบผู้ด้อย ยิ่งกระหน่ำ เข้าซ้ำเติม
เบ่งตัวใหญ่ กว่าเดิม ไม่เกรงใคร
เมื่อถึงวัน ทัณฑโทษ โลดรุกฆาต
เรือกระดาษ สิ้นศักดิ์ เขาผลักไส
จมกระแส เชี่ยวกลาง ชลาลัย
เหลือเพียงร่าง ทิ้งไว้ ไร้วิญญาณ
มาอย่างไร กลับไป อย่างมือเปล่า
ไร้เดือนดาว ศักดิ์ยศ หมดเรียกขาน
สิ้นทรัพย์ที่ สะสม มาเนิ่นนาน
รักและชัง สิ้นกาล ในทรงจำ
แม้นก่อนตาย คลายอำนาจ วาสนา
ไร้ผลบุญ นำพา อุปถัมภ์
หมดสิ้นฐาน ชูคอ อย่างเคยทำ
ต้องชอกช้ำ เพราะหัวโขน โดนยึดไป... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง หนูสังข์ ที่ 09:48 น. วันที่ 09 เม.ย.62
กวาดวัดวันละนิดจิตแจ่มใส...
กวาดเถอะลูก...กวาดตัวตนให้หมดไป...
กวาดดูใจ...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... ส.สู้ๆ

-หลวงตากบแดง-

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบวินหมู(แดง) ที่ 16:36 น. วันที่ 09 เม.ย.62
พระพุทธศาสนาสรรเสริญ "การฝึกฝนตน"
มนุษย์...เป็นสัตว์ที่ "ต้องฝึก ต้องศึกษา" จึงประเสริฐ

"คนเรานั้นพัฒนาได้ อันนี้เป็นความเชื่อที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนา คือเชื่อว่ามนุษย์นี้เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ อย่างใน "พระพุทธคุณ" ถ้าท่านสังเกต สวดไปจะมีคำว่า "อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ" แปลว่า เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีคนอื่นยิ่งกว่า

ขอให้สังเกตว่า ในคำว่า “ปุริสทมฺม” นั้น ตัว ทมฺม ไม่ใช่ ธมฺม ที่แปลว่า ธรรม ที่เป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม หรือ ธรรม ความดี ความชั่ว เป็น  ท. ไม่ใช่  ธ.

"ทัมมะ" นี้เป็นรูปหนึ่ง เป็นรูปคุณนามของ “ทมะ” ที่กล่าวมาเมื่อกี้ แสดงว่า ทมะ มีความสำคัญ จึงมาปรากฏตัวอยู่ในบทพุทธคุณนี้ด้วย

"ทมฺม" หมายความว่า คนเรานี้เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ฝึกฝนได้ตั้งแต่ยังมีสัญชาตญาณป่าเถื่อน ไปจนกระทั่งสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า อย่างในคาถาเมื่อกี้ว่า "มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ" แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งที่เป็นมนุษย์นี่แหละ พระองค์ฝึกอบรมตนแล้ว เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ท่านบรรยายคุณสมบัติต่อไปอีกหลายอย่าง แล้วลงท้ายว่า แม้แต่ทวยเทพทั้งหลายก็นมัสการ นอบน้อมเคารพบูชา

เป็นอันว่า #พระพุทธศาสนาสรรเสริญการฝึกฝนตน และถ้าจะเทียบศัพท์ปัจจุบันก็เรียกว่า "มนุษย์มีศักยภาพ" พุทธศาสนาเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ อันนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก

แม้แต่ในหลักพระรัตนตรัย ข้อแรกในพระรัตนตรัยก็คือ "พระพุทธเจ้า" ความหมายอย่างหนึ่งของพระรัตนตรัยก็คือ สร้างความมั่นใจให้พุทธศาสนิกชนว่า พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำของเราที่แสดงว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ พระองค์ก็เคยเป็นมนุษย์ปุถุชนมาก่อน แต่ได้ทรงบำเพ็ญบารมีสร้างสมคุณธรรม จนกระทั่งผลที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

ถ้าเราทั้งหลายเชื่อในพระองค์ เชื่อในพระปัญญาที่ตรัสรู้ เราก็จะเชื่อในตนเองด้วยว่าเรานี้ก็มีความสามารถ มีศักยภาพในตัวที่จะฝึกฝนตนเองได้อย่างพระองค์

เราจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาเน้นประวัติการฝึกตนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านมี "คัมภีร์ชาดก" กันมากมาย ๕๕๐ ชาตินั้น จุดมุ่งหมายสำคัญก็เพื่อ..แสดงให้เห็นกระบวนการฝึกหัดอบรมตน หรือ การพัฒนาตนของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เป็นปุถุชน ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วต้องมีกำลังใจ อย่าไปท้อว่าเราไม่สามารถพัฒนาตนได้

แม้แต่จะ "ปรารถนาพุทธภูมิ" เป็น "พระพุทธเจ้า" ก็สามารถเป็นได้ด้วยการบำเพ็ญบารมี หลักพุทธคุณเป็นองค์พระรัตนตรัยข้อที่หนึ่ง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นอันนี้ขึ้นมา

ที่กล่าวมานี้เป็นหลักเป็นฐานเบื้องต้นทีเดียว และพระพุทธศาสนายังสอนหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อีกมากมาย เช่น การจำแนกบุคคลเป็น ๔ ประเภท เป็นดอกบัว ๔ เหล่า เป็นการสอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล

พระพุทธเจ้าก็จะต้องมีญาณหยั่งรู้ความแตกต่างแห่งบุคคล ท่านเรียกว่า "อินทริยปโรปริยัตตญาณ" ญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย ต้องรู้ว่ามนุษย์ยังอยู่ในระดับการพัฒนาตนต่างกันอย่างไร คนไหนควรจะสร้างความพร้อม ทำอินทรีย์ให้แก่กล้าขึ้นไปอย่างไร และทรงมีวิธีการของพระองค์ เพราะทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ยอดเยี่ยม พระองค์จึงทรงหาวิธีมาฝึกให้เขาพร้อม ให้มีอินทรีย์แก่กล้าขึ้นไปโดยลำดับ

หรืออีกข้อหนึ่ง ใน "ทศพลญาณ" เป็น "นานาธิมุตติกญาณ" ญาณหยั่งรู้อธิมุตติ คือความสนใจและแนวโน้มเอียงในบุคคลที่แตกต่างกัน เป็นต้น ซึ่งทำให้พระองค์เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านั้น ในการสั่งสอนให้บรรลุผลสำเร็จ

เป็นอันว่า ในทางพระพุทธศาสนามีความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ หรืออย่างที่ใช้ศัพท์สมัยปัจจุบันว่า "มีศักยภาพอยู่ในตัวที่จะพัฒนาได้"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ "หลักแม่บทของการพัฒนาตน"
---------------------------------------

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก ต้องศึกษา จึงประเสริฐ

     "หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ไตรสิกขา หรือไตรศึกษา (อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา) เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์พิเศษ เราเรียกกันว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ
     หลักพระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก เรียกว่า "ทัมมะ" และเพราะเป็นคนก็เรียกว่า "ปุริสทัมมะ"
     "ทัมมะ" เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และต้องฝึก คำนี้จึงมาอยู่ในพระพุทธคุณ ๙ ประการ ว่า "อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ" พระพุทธเจ้าเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษ (คือ คนที่ต้องฝึก หรือพึงฝึก) ไม่มีใครยิ่งกว่า แสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก
     "ฝึก" คือ ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน ต้องพัฒนา พูดสั้นๆว่า "ต้องศึกษา" นั่นเอง!
     ถ้าไม่ฝึกฝนพัฒนาแล้ว มนุษย์หามีความประเสริฐไม่ เพราะว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่โดยลำพังถ้าไม่มีการฝึกฝนพัฒนาแล้ว สู้สัตว์ชนิดอื่นไม่ได้เลย
     สัตว์ชนิดอื่นอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ เกิดมาจากท้องแม่วันนั้น ก็เดินได้ ว่ายน้ำได้ หากินได้ แต่มนุษย์นั้น เกิดมา ถ้าทิ้ง ก็ตายทันที เลี้ยงมาตั้งปี ยังช่วยตัวเองไม่ได้ อยู่ไม่รอด...
     พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ" ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกแล้วประเสริฐ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ฝึกแล้วจึงประเสริฐต่างหาก พระองค์ไม่เคยตรัสว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐขึ้นมาเฉยๆ มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก หรือมนุษย์ที่ฝึกแล้วจึงเป็นสัตว์ประเสริฐ"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ " สถานการณ์พระพุทธศาสนา ทวนกระแสไสยศาสตร์"    ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: นุ้ยกบแดง ที่ 16:19 น. วันที่ 10 เม.ย.62
วาจาที่ไม่สร้างศัตรู
   เมื่อวันก่อนนี้พูดกันมาถึงศิลข้อ ๓ สำหรับศิลข้อ ๔ คำว่า"มุสาวาทาเวรมณี" แปลว่าข้าพเจ้าจะงดเว้นจากวาจาที่ไม่เป็นความจริง จะพูดแต่เฉพาะความจริง สำหรับวาจานี่ใน "กรรมบถ ๑๐ ท่านแยกออกเป็น ๔ คือ
     ๑.ไม่พูดปด
     ๒.ไม่พูดคพหยาบ
     ๓.ไม่พูดส่อเสียด
     ๔. ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
   คำว่า "พูดปด" ก็หมายถึงว่าพูดคำที่ไม่จริง ทำลายประโยชน์ของคนอื่น
   @คำหยาบ ก็เป็นวาจาที่เสียดแทงใจบุคคลอื่นให้ได้รับความหวั่นไหว ทำให้เขามีอารมณ์หวั่นไหว
   @ พูดส่อเสียด คือยุแยงตะแคงแสะให้เขาแตกร้าวกันกล่าวโทษคนโน่นกล่าวโทษคนนี้ หาทางใก้เขาเป็นศรัตรูกันให้ได้
   @ พูดเพ้อเจ้อ หมายถึงว่าพูดวาจาที่ไม่เป็นสุภาษิต (คำว่าสุภาษิตก็หมายความว่าวาจาที่เป็นประโยชน์) หาเรื่องราวที่เป็นสาระไม่ได้
    เป็นอันว่าถ้าเราจะทรงความเป็นพระโสดาบัน ก็ต้องพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาตัวเราเป็นเครื่องวัด นี่ในเรื่องของศิล พระพุทธเจ้าบอกว่าคนไม่ควรพูดปดซึ่งพลาดจากความเป็นจริง เราก็มานั่งนึกถึงตัวเราว่าถ้าเราต้องการเรื่องการงานเรื่องผลประโยชน์ ถ้ามีเพื่อนของเรามาตั้งหน้าตั้งตาโกหกมดเท็จให้เราฟังอยู่ตลอดเวลา เราก็หลงเชื่อว่าเป็นความจริง ถ้อยคำอย่างนี้เราต้อวการไหม เอาตัวเราเป็นเครื่องวัด
   ถ้าเขาพูดคำหยาบวาจาสามหาวทำให้เราสะเทือนใจอย่างนี้เราต้องการไหม ถ้าใครเขามายุเราให้แตกร้าวกับคนที่เรามีความรัก และมีความเคารพนับถือ อย่างนี้เราจะพอใจไหม และบุดคลบางคลมาพูดกับเราหาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้ ทพเวลาให้สิ้นไปเปล่าอันนี้เราชอบใจไหม นี่ฟังเรื่องของพระพุทธเจ้าแล้วก็คิดตาม ความจริงเป๋นของไม่ยาก เป็นของธรรมดา
    นี่ย้อนมาถึงตัวเราว่า " ทพไมพระพุทธเจ้าทรงแนะนพให้เรารักษาศิล ก็เพราะว่าพระองค์ทราบว่าคนและสัตว์ทั้งฌลกมีความต้องการเสมอกัน ต่างคนต่างก็ต้องการถ้อยคำที่เป็นสัตว์จริง เป็นวาจาที่อ่อนหวาน เป็นวาจาที่สร้างความสามัคคี เป็นวาจาที่ประกอบไปด้วยประโยชน์".... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง)​ ที่ 17:10 น. วันที่ 12 เม.ย.62
ชาวพุทธที่แท้ต้องยืนหยัดในความเป็นพุทธ ไม่ใช่ไปนับถือศาสนาอื่นปะปน แต่ใช่ว่าการเป็นพุทธหรือการเป็นศาสนิกชนอื่น จะเป็นการไปเหยียดหรือดูแคลนศาสนาอื่น แต่เราจำเป็นต้องยืนหยัดในความเป็นพุทธ
      การเป็นพุทธที่แท้ ไม่ใช่ว่าเราพบเจอศาสดาอื่น จะยอมรับหรือเคารพเฉกเช่นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาพุทธ แต่แม้เราไม่ได้นับถือศาสนาอื่น ก็ใช่ว่าเราจะไปเหยียดหยาม ดูแคลนศาสนาอื่น ต้องเคารพสิทธิของแต่ละคน
           เครื่องชี้วัดว่าใครเป็นพุทธแท้หรือไม่ สามารถลองใช้มาตรฐานของ ดร.อัมเบดการ์  อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย และเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย ท่านถูกยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย" อีกด้วย ท่านยังเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย ท่านได้นำชาวอินเดียราว 500,000 คนเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเมื่อปี 2499
           คำปฏิญาณ 22 ข้อเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2499 ของ ดร.อัมเบดการ์ เป็นดังนี้:
           1. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
           2. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระราม พระกฤษณะ เป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
           3. ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
           4. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
           5. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้น คือคนบ้า
           6. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดูต่อไป
           7.ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
           8. ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างไป
           9. ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
           10. ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
           11. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยครบถ้วน
           12. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ โดยครบถ้วน
           13. ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
           14. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
           15. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
           16. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
           17. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
           18. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา
           19. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
           20.ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่แท้จริง
           21. ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
           22. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
           ในข้อที่ 1-6, 8 และ 19 นั้นเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เราต้องชัดเจนระหว่างพุทธกับพราหมณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้ปะปนกัน หรือกลายเป็นการให้พราหมณ์ครอบงำพุทธ ส่วนในข้อที่ 7, 11-18, 20-22 เป็นการประกาศตนเป็นพุทธที่แท้จริงโดยยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และข้อที่ 9 และ 10 ก็เป็นการยืนหยัดในหลักการของศาสนาพุทธแท้ที่เห็นคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
           ในประเทศไทย คงมีบางคน บางกลุ่มที่ปากอ้างว่าเป็นชาวพุทธ แต่ที่แท้ (แอบ) นับถือศาสนาพราหมณ์อย่างฝังลึก เพียงใช้พระและกิจกรรมสวดมนต์เป็นดั่ง "เครื่องมือ" ในการอ้างว่าตนเป็นพุทธเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าพวกเขาปฏิบัติกิจต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดจนตายตามหลักของศาสนาพราหมณ์ไม่ใช่หลักของศาสนาพุทธแต่อย่างใด คนกลุ่มนี้น่ากลัวเพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้นำขบวนในศาสนาพราหมณ์พยายามบิดเบือนและทำลายล้างศาสนาพุทธจนแทบจะเหี้ยนไปจากอินเดีย
           เราต้องยืนหยัดในความเป็นพุทธ และขณะเดียวกันก็ต้องจับตาพวกศาสนาพราหมณ์ที่แทรกซึมเข้ามาครอบงำศาสนาพุทธ และเผยแพร่ความคิดที่ไม่ใช่พุทธ หรือที่ต่อต้านพุทธศาสนา... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ขุนวิน(กบแดง) ที่ 17:38 น. วันที่ 12 เม.ย.62
 นมตฺถุ. รตนตยสฺส ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย "***

มิตรปฏิรูป. คือ มิตรเทียม ๔ จำพวก

๑, คนปลอกลอก.  ๓, คนหัวประจบ

   ๒,คนดีแต่พูด.  ๔, คนชัดชวนในทางฉิบหาย

มิตร ๔ จำพวกนี้  ไม่ใช่มิตร  เป็นแค่คนเทียมมิตร มิตรไม่ควรคบ ฯ

    คำว่า มิตร แปลว่าเพื่อน คือผู้มีเหยื่อใยดีมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ถ้าเป็นมิตตปฏิรูปท่านหมายถึงมิตรเทียม ๔ คนจำพวกข้างต้นนั้น มิใช่มิตร จึงไม่ควรคบหาสมาคมด้วย

   ๑, คน(มิตร)ปลอกลอก มีลักษณะ ๔
๑), คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
   ๒), เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓), เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจเพื่อน
   ๔), คบคนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัวฯ

๒, คน(มิตร)ดีแต่พูด  มีลักษณะ ๔

   ๑),เก็บเอาของที่ล่วงแล้วมาปราศัย
๒), อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศัย
   ๓), สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
๔), ออกปากพึ่งมิได้

๓,คน(มิตร)หัวประจบ มีลักษณะ ๔

๑), จะทำชั่วก็คลอยตาม
    ๒),จะทำดีก็คล้อยตาม
๓), ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
   ๔),ลับหลังนินทา ฯ

๔,คน(มิตร)ชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะ ๔
   ๑), ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒), ชักชวนเที่ยวกลางคืน
   ๓), ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔),ชักชวนแนะนำให้เล่นการพนัน ฯ

มิตรแท้ ๔ จำพวก

๑), มิตรมีอุปการะ 
    ๒), มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๓), มิตรแนะปรัโยชน์
    ๔), มิตรมีความรักใคร่

มิตร ๔ จำพวกนี้ เป็นมิตรแท้ ควรคบหาสมาคมด้วย

๑, มิตรมีอปุการะ มีลักษณะ ๔
๑), ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
   ๒), ป้องกันมรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓),เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักของเพื่อนได้
   ๔), เมื่อมีธุระ  ช่วยกันออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่
เพื่อนออกปากขอ ฯ

๒, มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔
   ๑), ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒), ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
    ๓), ไม่ละทิ้งเพื่อนยามเพื่อนวิบัต
๔),แม้ชีวิตตนก็สละแทนได้

๓, มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ ๔
   ๑), ห้ามเพื่อนมิให้หลงผิดทำความชั่ว
๒),แนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี
   ๓),ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔),บอกแนะนำทางสวรรค์ให้

๔, มิตรมีความรักใคร่  มีลักษณะ ๔
๑),เพื่อนรับความทุกข์. รับความทุกข์ด้วย
   ๒), เพื่อนรับความสุข รับความสุขด้วย
๓),โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน
   ๔), รับรองคนที่สรรเสริญเพื่อน ฯ

" ข้อพึงสังเกตุ :  ลักษณะมิตรเทียม  จะแสวงหาแต่ผลประโยชน์จากเราทุกวิธีวิถีถางที่มีโอกาสในการปลอกลอกพูดอ้างเหตุผลมาให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ. ประจบประแจงให้คล้อยตาม  และชักชวนในทางอบายมุข ฯ

   ลักษณะมิตรแท้. มีลักษณะตรงกันข้าม มีแต่จะช่วยเหลือเพื่อน เพื่นสุข สุขด้วย เพื่อนทุดข์ ทุกข์ด้วย เพื่อนอด อดด้วย ไม่ละทิ้งไม่หนีในเพื่อนยามวิบัติ  สามารถเสี่ยงชีวิตแทนได้ ห้ามคอยให้สติตักเตือนเพื่อนในทางที่ชั่ว. แนะนำแต่ทางเกิดประโยชน์และยกย่อมเพื่อทุกวิถีทาง ฯ "

  " ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา ขอชนทั้งหลายจงเป็นผู้มีความเคาระในพระธรรม ,
จิรํ ติฏฐตุ  สทฺธมฺโม โลกสฺมึ ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นในโลกตลอดกาลนาน "

(แล้วคนใกล้ตัวเป็นมิตรทุกวันนี้ที่คลุกคลีจัดเข้าในมิตรประเภทไหนกันละ)... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: เสงี่ยมแดง​ บุญสกันต์ ที่ 20:30 น. วันที่ 12 เม.ย.62
ใครจะมาทำลายพระพุทธศาสนาของประเทศศรีลังกา ไม่ได้ เป็นเพราะไร มาอ่านกันครับ
ใครที่อยากเห็นสถานที่ของพระพุทธเจ้า ควรไปอินเดีย
แต่ถ้าใครอยากเห็นพระพุทธศาสนาหรือวิธีดำรงชีวิตตามวิธีพุทธ ควรไปศรีลังกา

ศรีลังกาทัศนาวิถีพุทธไร้ของขลัง

ประเทศศรีลังกาเป็นเมืองพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทั่วโลกยอมรับว่า เป็น "วิถีพุทธ" คือนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็น "วิถีชีวิต" คือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา และ "วิถีปฏิบัติ" คือ ปฏิบัติจน DNA ของความเป็นชาวพุทธเข้าไปสู่จิตใจอย่างเป็นรูปธรรม ชาวพุทธศรีลังกา เป็นชาวพุทธโดยสายเลือด ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามสำเนาทะเบียนบ้าน จึงมีความรัก ความหวงแหน และความผูกพันในพระพุทธศาสนามาก

สาเหตุที่ชาวพุทธศรีลังกาหวงแหนพระพุทธศาสนามาก เพราะครั้งหนึ่งเคยถูกเบียดเบียนบีบคั้นจากศาสนาอื่น ถูกย่ำยีทำลายหัวใจด้วยการทำลายสิ่งที่เคารพนับถือนั้นคือ "พระเขี้ยวแก้ว" เมื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของต่างศาสนาทำให้ชาวพุทธศรีลังการักและหวงแหนพระพุทธศาสนามาก วิถีชีวิตชาวพุทธในลังกายังเป็นพุทธที่บริสุทธิ์ สวดมนต์ไหว้พระ สมาทานศีลเองทุกวัน ไม่มีพุทธพานิชย์ ไม่มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ชาวพุทธศรีลังกาไม่ติดยึดในเรื่องเครื่องรางของขลัง

มีงานใดๆ ไม่ว่าจะงานศพ งานสำคัญทางศาสนา พระสงฆ์และชาวพุทธศรีลังกาจะไม่เน้นการสวดมนต์หรือทำแต่พิธีกรรม มีงานอะไรก็ตามจะเน้นการบรรยายธรรม สนทนาธรรม ปาฐกถาธรรม เน้นการปลูกฝังทางสติปัญญามากกว่าพิธีกรรม พ่อแม่ครอบครัวจะเป็นตัวอย่างที่ดี คือ รักษาศีลให้ลูกหลานดู กตัญญูให้ลูกหลานเห็น สุขสงบเย็นให้ลูกหลานสัมผัสได้ วันพระวันอาทิตย์ พ่อแม่จะพาลูกหลานไปวัด สวดมนต์ สมาทานศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ภาวนา การบูชาพระของชาวพุทธศรีลังกา ไม่เน้นการจุดธูปเทียนให้แสบจมูก แต่จะนำแต่ดอกไม้ไปวางเรียงหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะอย่างสวยงาม

ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นหน้าที่ในการทำนุบำรุงปกป้องพระพุทธศาสนา ใครไปยืนหันหลังถ่ายรูปกับพระพุทธรูป ชาวพุทธศรีลังกาจะมาตะเพิดไล่ทันที ถือว่าไม่ให้ความเคารพ ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนามิใช่ให้แต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ปกป้อง คณะสงฆ์ศรีลังกาจะเข้มแข็ง เพราะมีกระบวนการกลั่นกรองคนที่เข้ามาบวชอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ใครนึกจะบวชก็บวชได้ คนที่จะบวชต้องมาอยู่วัดดูนิสัยใจคอกันเป็นปีๆ ต้องศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจนเข้าใจ เมื่อเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว จึงจะนำมาบวชกับประธานสงฆ์ของวัดนั้นๆ ซึ่งแต่ละวัดก็จะมีสังฆสภา คอยพิจารณากลั่นกรองว่าจะให้ใครบวชไม่ให้บวช เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะตัดสินกันในสังฆสภา พระมีน้อยประมาณ 3,000 รูป แต่มีคุณภาพจริงๆ

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาที่แท้ไม่มีนิกาย ไม่มีมหายาน ไม่มีเถรวาท ไม่มีวัชรยาน ไม่มีธรรมยุตไม่มีมหานิกาย มีแต่ศิษย์ตถาคต คือลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเหมือนกัน ขอให้แต่ละท่านแต่ละคนทำหน้าที่ของตนที่มีที่เป็นให้สมบูรณ์ ให้ถูกต้อง เพราะบุคคลใดก็ตามปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง บุคคลนั้นชื่อว่าปฏิบัติธรรม นี่คือ มุมมองของศรีลังกาที่ข้าพเจ้ารู้จัก วันนี้นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสันติศึกษาจึงลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา สิ่งหนึ่งที่สุดยอด คือ " เข้าวัดกันแบบครอบครัว "
 
ทั้งนี้เพราะยุทธศาสตร์สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสมณทูต ณ ศรีลังกา ได้ยึดการเผยแผ่ 4 ประการ คือ " วิชายอด จรณะเยี่ยม เปี่ยมด้วยกรุณา ยื่นดวงตาให้กับชาวโลก " ซึ่งในราว พ.ศ. 236 เป็นต้นมา... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง เภสัชกร ที่ 20:48 น. วันที่ 12 เม.ย.62
นำข่าวดีเกี่ยวกับศาสนาพุทธมาให้อ่าน  ทำไมคนอังกฤษถึงทยอยนับถือพระพุทธศาสนา?:

คนอังกฤษมักจะศึกษาพระพุทธศาสนากันเงียบๆ คนอังกฤษชอบอ่านหนังสือ ดังนั้น จะเห็นหนังสือพระพุทธศาสนาขายดีมากในอังกฤษ นอกจากนั้น คนอังกฤษจำนวนมากยังซุ่มทำสมาธิภาวนากันเป็นประจำ แม้กระทั่งสส.ในรัฐสภาก็นัดฝึกสมาธิกันทุกอาทิตย์

หน้าตึกบริติชมิวเซียม ไม่ห่างจากรัสเซลสแควร์เท่าใดนัก จะมีร้านขายหนังสืออยู่ร้านหนึ่งมีชื่อว่า Oriental Bookshop ร้านนี้เปิดมาหลายชั่วอายุคน มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก

สมัยผมเรียนอยู่ลอนดอน ผมเป็นขาประจำร้านหนังสือร้านนี้ ผมพักอยู่หออินเตอร์ซึ่งเป็นหอรวมของนักศึกษามหาวิทยาลัยลอนดอนและอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินรัสเซล แสควร์ ผมแวะไปร้านนี้ประจำ  เจ้าของร้านเห็นว่าผมเรียนมาทางอินเดียศึกษาจึงคุยด้วยอย่างสนิทสนมเพราะแกก็สนใจพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยเฉพาะสายพระป่าแกนับถือมาก

วันหนึ่ง เจ้าของร้านเล่าให้ผมฟังว่าเกือบจะศตวรรษมาแล้ว มีบาทหลวงใหญ่ของลอนดอนท่านหนึ่ง เดินเข้ามาที่ร้านหนังสือนี้แล้วตวาดใส่ปู่ของเจ้าของร้านในปัจจุบันว่า 'พวกคุณมาขายทำไมหนังสือพระพุทธศาสนา? รู้มั้ย พระพุทธศาสนาเป็นลัทธิเดียรถีย์กลุ่มหนึ่งที่ไม่เคารพพระเจ้า' ว่าแล้วก็บอกพิษภัยของลัทธิศาสนาประเภทอเทวนิยมอย่างพระพุทธศาสนาต่างๆ นานา

เจ้าของร้านก็ฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็พยายามอธิบายแบบถนอมน้ำใจว่า

'ถูกแล้วครับ พระพุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม  เป็นอันตรายต่อศาสนาเทวนิยมอย่างศาสนาคริสต์เรามาก อันนี้ ผมเห็นด้วย แต่จะไม่เป็นการดีหรอกหรือครับถ้าเราจะอ่านหนังสือทางพระพุทธศาสนาให้ละเอียดเพื่อให้รู้เขารู้เรา และจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่ศาสนาของเรา'

บาทหลวงท่านนั้นพยักหน้า พูดออกมาว่า 'เออจริง' เจ้าของร้านเห็นดังนั้นจึงรีบคะยั้นคะยอให้บาทหลวงท่านนั้นซื้อหนังสือของตนเอง บาทหลวงที่ว่าก็เลยควักกระเป๋า ขึ้นมาแล้วจ่ายเงินไปหลายร้อนปอนด์ซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาหลายเล่ม รวมทั้งเรื่องราวกรรมฐานในประเทศไทยและพม่าด้วย เสร็จแล้ว ก็หอบหนังสือปึกใหญ่กลับไปอ่านที่บ้านด้วยวัตถุประสงค์หลักคือ 'ให้รู้เขารู้เรา'

วันดีคืนดี แกก็กลับมาซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาอีก บอกว่า 'น่าสนใจอ่าน ยังไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาดีพอ' เจ้าของร้านดีใจมากที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นแถมซื้อทีละมากๆ

หลังจากอ่านหนังสือพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นอเทวนิยมอยู่เป็นปี บาทหลวงท่านนั้นเปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงแต่เป็นขาประจำซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาอยู่บ่อยๆ เขายังเปลี่ยนไปเป็นพุทธมามกะและข้อสำคัญ ยังเป็นกรรมการพุทธสมาคมประจำกรุงลอนดอนที่นายคริสตมาส ฮัมฟรีย์ก่อตั้งขึ้นอีกต่างหาก เสียดาย ผมจำชื่อแกไม่ได้

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ผมฟังครับ แม้ว่าคำบรรยายอาจจะแตกต่างไปบ้าง แต่เนื้อหาหลักๆ ประมาณนี้แหละครับ ที่เหลือท่านก็ไปคิดเอาเอง

ถ้าจะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป พระสงฆ์มีกิจอยู่ ๒ อย่างที่จะต้องพัฒนาตัวเอง ๑.เรียนคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้แตกฉาน หากจะเลือกสายปริยัติ อธิบายปรัชญาหรือตรรกะของพระพุทธศาสนาได้อย่างแตกฉาน ๒.ปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ถึงแก่นถ้าจะเลือกสายปฏิบัติ

ถ้าพระสงฆ์เก่งอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ แล้วฝรั่งมาเจอ จอดทุกป้ายแน่ แต่ถ้าไม่เป็นสักอย่าง อย่าไปเป็นพระธรรมทูตอยู่ต่างประเทศเลย อายเขา ท่านจะทำได้แค่ช่วยนำประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้คนไทยเท่านั้น... ส.สู้ๆ

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: พระพิฆ(หมูแดง)​ ที่ 16:47 น. วันที่ 13 เม.ย.62
เมื่อไหร่ที่พระศรีอารย์จะลงมาตรัสรู้

#พระมาลัยพบพระศรีอารย์(ขณะนี้ทรงเป็นเทวดาอยู่ชั้นดุสิต)

"แล้วพระองค์จะลงไปตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไรเล่า มหาบพิตร?"

"อีกไม่นานหรอก พระคุณเจ้า เมื่อครบถ้วน5,000ปี สิ้นศาสนาของพระพุทธโคดมแล้ว ตอนนั้น พวกสัตว์ทั้งหลายจะมืดมัว ไม่รู้จักทำบุญกุศลจริต มีแต่จะกระทำกรรมอันบาปหนา หยาบช้า ไม่รู้จักละอายต่อบาป แม่กับลูกจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยา พี่สาวกับน้องชาย พี่ชายกับน้องสาว ทั้งพี่ป้าน้าอา ลุงหลาน จะสมสู่อยู่กินกันเป็นสามีภรรยากัน ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะหนาขึ้นมาก อายุของสัตว์ก็จะน้อยลง ตราบจนเหลือ 10 ปี. เด็กเกิดได้ 5 ปี ก็จะแต่งงานกันแล้ว และตอนนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นเข้า ก็จะเข้าใจว่าเป็นเนื้อปลา จับอะไรได้เป็นต้นว่าท่อนไม้ผุ ก็จะกลับกลายเป็นอาวุธหอกดาบไป แล้วจะไล่ทิ่มแทงกันล้มตายเป็นอันมาก พ้นที่จะประมาณได้ ฝ่ายพวกคนที่มีสติปัญญานั้น รู้ว่าถึงวันนั้นคืนนั้น จะเกิดมิคสัญญี ฆ่าปันกันและวุ่นวายหนักหนา คนที่ดีมีวิชา ก็จะไปซ่อนเร้นอยู่ตามซอยห้วยซอกเขา

#ครั้นมนุษย์พวกบ้าดีเดือดทั้งหลาย
ฆ่าฟันกันตายหมดแล้ว คนพวกนั้น
ก็จะพากันออกจากที่ซ่อน ครั้นมาพบปะกันเข้า ก็จะพากันสวมกอดซึ่งกันและกัน ต่างหันหน้าเข้าปรึกษากันว่า ความฉิบหายที่เกิดแก่พวกเราในครั้งนี้ ก็เพราะผู้คนประมาท ก่อแต่บาปกรรมอันหยาบช้า แต่นี้ไปเบื้องหน้า เราจงอุตส่าห์กระทำความดี เว้นเสียจากฆ่าสัตว์ ประหัตประหารกันและกัน ลักขโมยของกัน ผิดผัวผิดเมียกัน พูดเท็จ และดื่มสุราเมรัย งดเว้นเสียจากการพูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากความโลภ ความโกรธ ความเห็นผิด จากทำนองคลองธรรม เมื่อคนมีสติปัญญาปรึกษากันดังนั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญบุญกุศล มีให้ทานรักษาศีลเป็นต้น คนพวกนั้น ครั้นมีลูก ลูกมีอายุได้ 3 ปี ต่อมามีหลาน ก็จะมีอายุมากขึ้นไป 5 ปี และเจริญขึ้นโดยลำดับ ตราบเท่าอายุของมนุษย์ เจริญขึ้นได้อสงไขยหนึ่งแล้ว

ความแก่และความตาย ก็มิได้บังเกิดมี คราวนั้น #คนทั้งหลายก็กลับประมาทอีก เมื่อเกิดความประมาทขึ้น อายุของพวกเขา ก็เสื่อมถอยลงมา เหลือเพียงแปดหมื่นปี ตอนนั้น ฝนจะตกทุกๆ 15 วัน และส่วนมาก มักจะตกตอนใกล้รุ่ง ทำให้มนุษย์มีความชุ่มชื่นเจริญใน และพื้นดินอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำลำคลองมีกระแสน้ำไหลขึ้นข้างหนึ่ง ไหลลงข้างหนึ่ง เต็มเปี่ยมเพียบฝั่งไม่พร่อง ไม่ล้น อยู่อย่างนั้นเสมอ ดอกไม้ต่างชนิด ผลิดอกบานสะพรั่งตลอดกาล บ้านเรือนจะปลูกอยู่ใกล้ๆ กัน พอไก่บินถึง ปราศจากโจรผู้ร้าย บริบูรณ์ด้วยน้ำ และข้าวปลาอาหาร ผัวเมียจะไม่รู้จักทะเลาะวิวาทกัน ผู้ชายไม่ต้องทำไร่นาค้าขาย ผู้หญิงก็ไม่ต้องทอหูกปั่นฝ้าย ผ้าที่จะนุ่งห่ม ก็ล้วนแต่เป็นของทิพย์ อำมาตย์ข้าราชการ จะตั้งอยู่สุจริตธรรม ไม่เบียดเบียนอาณาประชาราษฎรให้เดือดร้อน พระมหากษัตริย์ ก็จะไม่มีกริ้วโกรธ ถือลงโทษพระราชอาญา มีพระทัยรักใคร่กรุณาแก่ประชาชน

#พวกสัตว์ที่เป็นศัตรูกันทั้งหลาย เช่น กากับนกเค้า แมวกับหนู งูกับพังพอน หมีกับไม้สาค้อ ก็จะแผ่เผื่อเมตตาจิตต่อกัน เลิกเป็นคู่เวรคู่กรรมกันต่อไป เครื่องใช้ไม้สอย มีสมบูรณ์ทุกอย่าง แผ่นดินก็จะราบเรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม คนทั้งหลายมีรูปร่างสวยงามเหมือนกันหมด ไม่มีคนใบ้ คนบ้า หูหนวก ตาบอด ง่อย เปลี้ย เสียขา เลย ทุกคนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เห็นกันเข้าก็มีไมตรีรักใคร่กัน ในครั้นนั้น ชายจะมีภรรยารักคนเดียว สตรีก็จะมีสามีคนเดียว ไม่มีการล่วงประเวณีกัน และคนในยุคนั้น จะมีความผาสุกสมบูรณ์มาก ไม่ต้องทำมาหากิน ใช้สอยแต่เครื่องทิพย์ มีกิจอยู่แต่นั่งนอนฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ไพเราะยิ่งหนักหนา ทุกคนล้วนมีสมบัติเหมือนกันหมด ไม่มีคนกำพร้าอนาถา ไม่มีคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ จะได้วิวาทแก่งแย่งชิงเอาบ้านเรือนไร่นาของกันและกันนั้น ไม่มีเลย และยุคนั้น พืชข้าวกล้าเพียงเม็ดเดียว ถ้าตกลงพื้นดิน แล้วก็งอกขึ้นเป็นต้นเป็นลำปล้อง หน่อ และเป็นกอใหญ่ๆ ออกไปได้ร้อยเท่าพันทวี ทั้งหมดที่เป็นดังนี้ ก็เพราะข้าพเจ้า ได้สั่งสมบารมีไว้มาก

#ในศาสนาของข้าพเจ้า ไม่มีคนบ้าใบ้ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยพูดเท็จล่อลวงคนอื่น
-ไม่มีคนตาบอด เพราะข้าพเจ้ามองสมณะผู้มีศีลและยาจกทั้งหลาย ด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่สงสาร
-ไม่มีคนง่อยเปลี้ย เพราะในเวลาทำบุญให้ทาน ข้าพเจ้าจะยืดตัวตรงเสมอ
-ไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะข้าพเจ้าเคยถวายยาเป็นทาน
-ไม่มีมารผจญ เพราะข้าพเจ้า ไม่เคยทำให้สัตว์ตกใจ
-ในศาสนาของข้าพเจ้าจะมีแต่คนรูปร่างงดงาม เพราะข้าพเจ้าให้สิ่งของที่รัก เป็นทานแก่สมณพราหมณ์ และยาจกวณิพกเสมอ
-คนในศาสนาของข้าพเจ้า ได้ไปสวรรค์ทุกคน เพราะข้าพเจ้าเคยให้ช้างม้า ราชรถ ยวดยานพาหนะเป็นทาน
-ในศาสนาของข้าพเจ้า แผ่นดินราบเรียบเสมอ เพราะข้าพเจ้าแผ่เมตตาจิต ไปยังสัตว์ทั้งหลายเสมอ
-คนในศาสนาของข้าพเจ้ามั่นคงสมบูรณ์ด้วยความสุข เพราะข้าพเจ้าให้ทานแก่ขอทาน ด้วยทรัพย์สิ่งของเงินทอง ตามที่เขาปรารถนาโดยทั่วถึง

ข้าแต่พระคุณเจ้า #ข้าพเจ้าบำเพ็ญบารมีมาช้านนาน
ถึง 16 อสงไขยแสนกัปป์ บารมี 30 ทัศ นั้น ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาอย่างพร้อมมูลแล้ว ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย โดยจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาลบริบูรณ์ด้วยสมบัติ

พระบิดานั้น ทรงพระนามว่า สุพรหมพราหมณ์ เป็นปุโรหิต ของ พระเจ้าสังขจักรพัตราธิราช
พระชนนี นามว่า นางพราหมณ์วดีพราหมณี
อัครสาวกเบื้องขวา นามว่า พระอโสกเถระ
อัครสาวกเบื้องซ้าย นามว่า พระสุพรหมเถระ
อัครสาวิกาเบื้องขวา นามว่า ปทุมาเถรี
อัครสาวิกาเบื้องซ้าย นามว่า สุมนาเถรี
อุบาสกพุทธอุปัฎฐาก 2 คน นามว่า สุทัตตคหบดี และ สังฆหบดี
อุบาสิกาพุทธอุปัฏฐาก 2 คน นามว่า ยสปวดี และ สังฆอุบาสิกา

ไม้ที่ตรัสรู้ คือ ไม้กากะทิง ขนาดลำต้น จากพื้นไปถึงคาคบ 120 ศอก จากคาคบ ขึ้นไปถึงยอด 120 ศอก มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ยาวได้กิ่งละ 120 ศอก รวม 480 ศอก มีดอกเท่ากงจักรถ แต่ละดอกนั้น มีเกสรได้ทะนานหนึ่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปไกลถึง 500 โยชน์
#ตอนที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะมี พระกายสูงได้ 88 ศอก จากพื้นพระบาท ถึง พระชานุ 22 ศอก จากพระชานุ ถึง พระนาภี 22 ศอก จากพระนาภี ถึง รากขวัญ 22 ศอก จากพระรากขวัญ ถึง พระอุณหิส 22 ศอก พระชนมายุได้ 8 หมื่นปี...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง) ที่ 15:03 น. วันที่ 14 เม.ย.62
ว่าด้วยเรื่อง .. เวลา ๐
.
เวลาได้มา คือ เวลาแห่งความไม่ประมาท
เวลาเสียไป คือ เวลาแห่งการเรียนรู้สัจจะ

เวลาถูกชม คือ เวลาแห่งการฆ่าความหลงตนเอง
เวลาถูกด่า คือ เวลาแห่งการมองมุมต่าง

เวลาสำเร็จ คือ เวลาแห่งความปล่อยวาง
เวลาล้มเหลว คือ เวลาแห่งการลุกขึ้นสู้

เวลาร่ำรวย คือ เวลาแห่งการเสียสละ
เวลายากจน คือ เวลาแห่งการฝึกปรือความเพียร

เวลาอยากได้ คือ เวลาแห่งการเห็นกิเลส
เวลาเบื่อหน่าย คือ เวลาแห่งการเห็นความจริง

เวลาอยู่ท่ามกลางผู้คน คือ เวลาแห่งการรับฟัง
เวลาอยู่ลำพัง คือ เวลาแห่งการวิเคราะห์ตนเอง

เวลารื่นเริง คือ เวลาแห่งการสำรวม
เวลาเงียบงัน คือ เวลาแห่งความเบิกบานยินดี

เวลาได้ยศ คือ เวลาแห่งการวางตนให้ต่ำ
เวลาเสื่อมยศ คือ เวลาแห่งการยกใจให้สูง

เวลาสุข คือ เวลาแห่งการเพ่งสังเกต
เวลาทุกข์ คือ เวลาแห่งการบ่มเพาะปัญญา

เวลาทำงาน คือ เวลาแห่งการขัดเกลากิเลส
เวลาพักผ่อน คือ เวลาแห่งการทำความสงบ

เวลามีชีวิต คือ เวลาแห่งการเตรียมตัวตาย
เวลาตาย คือ เวลาแห่งการมีชีวิตใหม่

เวลามีเวลา คือ เวลาที่ต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
เวลาหมดเวลา คือ เวลาที่ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบนุ้ยแดง​ บ้านไร่ ที่ 05:48 น. วันที่ 15 เม.ย.62
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมะกับอธรรมนั้น ให้ผลไม่เสมอกัน ธรรมะให้ผลเป็นความสุขความเจริญ อธรรมนั้นให้ผลเป็นความทุกข์ ความเดือดร้อน แต่บุคคลที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่เข้าใจถึงผลแตกต่างของสองสิ่งนี้ ก็มัวเมาอยู่ในความสุข ประเภทที่เกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม เช่น ความสุขด้วยความเพลิดเพลิน ด้วยการดื่มการกินการเล่น การเฮฮาสนุกสนานด้วยประการต่างๆ เขาเข้าใจว่า นั่นเป็นยอดของชีวิต เป็นความสุขที่เขาปรารถนา

คนประเภทนั้นเป็นคนที่หลงผิด ชีวิตก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าของตนไป น่าสงสารน่าเห็นใจบุคคลประเภทอย่างนี้ เป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะต้องช่วยกัน เพื่อจูงคนเหล่านั้น ให้พบกับสิ่งที่เป็นความหมายอันแท้จริงของชีวิต ถ้าเราจะสามารถไปจูงเขาเหล่านั้น ให้เกิดความรู้สึกนึกคิดในทางที่ถูกที่ชอบ ให้ดำเนินชีวิตในชีวิตใน ทางที่ตรงตามคำสอนในทางพระศาสนา การกระทำของเรานั้น เรียกว่าเป็นมหากุศล เป็นกิจที่ควรแก่การสรรเสริญ เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำกันบ่อยๆ

เรื่องการชักจูงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้เข้าทางธรรมะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกัน เรามีเพื่อนมีมิตร ถ้าเรารักเขาเราก็ต้องชักจูงเขา เข้าสู่แนวแห่งธรรมะ ถ้าเราไม่ชักจูงเพื่อนฝูงมิตรสหายเข้าสูธรรมะ ความเป็นเพื่อน มันก็ไม่มีราคาอะไร ความเป็นเพื่อนเป็นมิตรนั้น จะมีค่าตรงที่คอยแนะนำ ชักจูงเข้าหาทางดีทางชอบ เพื่อนคนใด มาแนะนำชักจูงเราให้เดินไปในทางหายนะ นั่นมิใช่เพื่อนแท้ของเรา เป็นพญามารที่ปลอมเข้ามาในสภาพของเพื่อน มาเพื่อจะทำลายเรา ให้เสียหายตกต่ำ เราควรจะหลีกจากคนเช่นนั้นให้ห่างไกล ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอันขาด แต่ว่าเพื่อคนใด ที่คอยชี้คอยแนะ คอยบอกทางถูกทางชอบให้แก่เรา เป็นคนที่เรียกว่า คอยเตือนอยู่ตลอดเวลา เราควรดีใจ ที่ได้พบเพื่อนเช่นนั้น เพราะเพื่อนเช่นนั้นเป็นเพื่อนแท้ของเรา เป็นเพื่อนที่คอยให้สติให้ปัญญาแก่เรา เราควรจะคบเพื่อนคนนั้นไว้ให้ยืดยาวต่อไป การคบคนเช่นนั้นเป็นประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยเป็นอันขาด...  ส.สู้ๆ


หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง) ที่ 07:55 น. วันที่ 17 เม.ย.62
เหตุแห่ง..การวิวาท บาดหมาง แย่งชิง
มาจาก"ความอยาก" ที่ไม่รู้จัก"พอ"

"สิ่งที่ชาวโลกต้องการเอามาให้เต็มมีอยู่ ๒ อย่าง คือ "ลาภ"กับ"เกียรติ" ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสอยู่เสมอว่า สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ "ตัวเรา"(เกียรติ) กับ "ของเรา"(ลาภ)
     
ในทางจิตวิทยา ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น"บิดาแห่งจิตวิทยา" ได้แก่ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ได้บัญญัติต้นเหตุแห่งพฤติกรรมของมนุษย์ว่ามาจาก"กามารมณ์" อันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า"ของเรา" แต่ แอดเลอร์ ผู้เป็นศิษย์ของฟรอยด์แย้งว่า มาจาก"ความต้องการเป็นคนสำคัญ" อันนี้ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า"ตัวเรา" อาจารย์กับศิษย์มองเห็นคนละด้าน (ความจริงถูกทั้งสองคนแต่ถูกคนละด้าน) เมื่อเอามารวมกันแล้ว ก็เป็นความสมบูรณ์ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งบัญญัติ"ความยึดถือ"อันเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมทั้งมวลของมนุษย์ลงในสิ่ง ๒ สิ่ง คือ "ตัวเรา"(อัตตา) กับ "ของเรา"(อัตนียา)
     
เมื่อเกิดความต้องการขึ้น เพื่อแสวงหาให้ได้มาในสิ่ง ๒ ประการ คือ "ลาภ"(ของเรา) กับ "เกียรติ"(ตัวเรา) ชาวโลกผู้ไม่รู้ย่อมไปแสวงหาด้วยการเอาตามอำนาจของ"ความอยาก"(ตัณหา)
     
เมื่อถูกผลักดันไปด้วยความอยาก จะทำให้เกิดความ"ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ" ได้ก็เหมือนไม่ได้ เพราะได้แล้วไม่เอา จะไปเอาสิ่งที่ยังไม่ได้อยู่ร่ำไป ทำให้เหน็ดเหนื่อยกระหืดกระหอบอยู่ตลอดเวลา

เมื่อตนเองไม่พอก็เป็นเหตุให้มีการแย่งชิงกับผู้อื่น ซึ่งมีความไม่พอเหมือนกัน ทำให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งการทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ถึงกับมีการฆ่าแกงกันในที่สุด จนกลายเป็นสงครามมหาสงคราม

ทั้งหมดนี้มาจาก"ความอยาก" ที่ไม่รู้จัก"พอ" ตัวเดียว."

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายเรื่อง "สุญญตาธรรม" ... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง กิงนภัทร์ ที่ 16:25 น. วันที่ 19 เม.ย.62
ถ้าใครต่อสู้.....
ต้านทานกับความอยากได้
หรือว่า หักห้ามใจได้ดี "อดทน" สู้กับตัณหาได้
จิตจะมีกำลังเร็ว เนี่ยมันมีผลนะ
หรือใครที่พยายามจะ "มีวินัย" ในตัวเอง
....ก็ทำให้จิตมีกำลัง....
ถ้าขาดวินัยในตัวเอง หละหลวมเนี่ย
จิตไม่ค่อยมีกำลังหรอก
เพราะว่า มันแพ้ ต่อ อำนาจของตัณหา
ตัณหา มันก็ปรุงแต่งจิตได้มาก
ทำให้จิตเราไหลไปกับตัณหาอยู่เรื่อย
แต่ถ้าเราทน เราต้านทาน เราฝืนมัน
กำลังของตัณหาก็จะเบาลงๆ
กำลังของจิตเราก็จะเข้มแข็งขึ้น
อยู่เหนือมันได้... ส.สู้ๆ

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ สังข์ทอง ที่ 18:32 น. วันที่ 19 เม.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: คางคกแดง ที่ 16:39 น. วันที่ 20 เม.ย.62
อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์ของผู้เป็นอริยะ มี 7 ประการ ได้แก่
 

1. ศรัทธา ความเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ

2. ศีล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย

3. หิริ ความละอายแก่ใจที่จะทำชั่ว

4. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลของการทำชั่ว

5. พาหุสัจจะ ความเป็นคนคงแก่เรียน

6. จาคะ ความเสียสละ แบ่งปัน

7. ปัญญา ความฉลาดรู้บาปบุญคุณโทษ

 

อริยทรัพย์ จัดเป็นทรัพย์ภายใน ไม่ใช่ทรัพย์ภายนอกเหมือน ทรัพย์สินเงินทอง แต่ดีกว่าทรัพย์ภายนอกเพราะเป็นทรัพย์ติดตัวไม่มีใครลักขโมยเอา ไปได้ ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องสร้างเครื่องป้องกัน และ ติดตามไปได้ทุกหนทุกแห่งโดยไม่ต้องแบกหามไป ที่สำคัญคือสามารถนำส่งให้ถึงสุคติได้ เป็นเหตุให้บรรลุนิพพานได้...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบ​ ศรแดง ที่ 06:02 น. วันที่ 21 เม.ย.62
เหตุที่พุทธสูญสิ้น ที่อินเดีย"
โดย...(ป. อ. ปยุตฺโต)

๑.ใจกว้างจนลืมหลัก เสียหลักจนถูกกลืน
ชาวพุทธใจกว้าง แต่ศาสนาอื่นเขาไม่ใจกว้างด้วย บางทีก็กว้างเลยเถิดไป จนลืมหลัก ไม่มีหลัก ไม่ยืนหลักของตัวไว้ เลยกลายเป็นกลมกลืนกับเขา จนศาสนาของตัวเองหายไปเลย เป็นเหตุสำคัญให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไป (คำสอนฮินดูปลอมปน+มุสลิมปราบฆ่าเผาวัดตำรา-บังคับเปลี่ยนศาสนา)

๒.จุดที่เสื่อม คือ ชาวพุทธลืมหลักกรรม
ไม่เอาการกระทำของตัวเองเป็นหลัก ไปหวังพึ่งเทพเจ้า-ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์ ไม่กระทำด้วยตนเอง ก็งอมืองอเท้า มันก็มีแต่ความเสื่อมไป

๓.เฉยมิใช่ไร้กิเลส แต่เป็นเหตุให้พระศาสนาสิ้น
ภัยกระทบกระเทือนส่วนรวม ชาวพุทธไม่น้อยที่วางเฉย ไม่เอาเรื่อง แล้วเห็นลักษณะนี้เป็นดีไปว่าไม่มีกิเลส ในทางตรงข้าม ถ้าไปยุ่งก็ว่ามีกิเลส อันนี้ อาจจะพลาดจากคติพุทธศาสนาไปเสียแล้ว และจะกลายเป็นเหยื่อเขา คติที่ถูกต้องนั้น สอดคล้องกับหลักความจริงที่ว่า “พระอรหันต์ หรือ ท่านผู้หมดกิเลสนั้น เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนสมบูรณ์แล้ว หมดกิจที่จะต้องทำเพื่อตนเองแล้ว จึงมุ่งแต่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ขวนขวายในกิจของส่วนรวมอย่างเต็มที่”

๔. การฝากศาสนาไว้กับพระอย่างเดียว (ฆราวาสทอดธุระ)
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน" เหมือนโจรผู้ร้ายเข้ามาปล้นบ้านของเรา แทนที่จะรักษาทรัพย์สมบัติของเรากลับยกสมบัตินั้นให้โจรไปเสีย...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: บุญทิ้ง​ สังข์ทอง ที่ 20:22 น. วันที่ 21 เม.ย.62
หลายคนถามว่า "เหตุที่ไม่สะสมทรัพย์นั้นมีความเป็นมาอย่างไร" ได้ตอบให้ทราบว่ามีมาตั้งแต่วันที่อุปสมบท (บวช) วันแรก  เมื่อออกจากโบสถ์  แล้วพักเหนื่อยประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษๆ

   หลวงพ่อท่านเรียกเข้าไปหาท่าน  ท่านแนะนำว่า  เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก  อย่าเผลอปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิต

ขออธิบายโดยย่อว่า...
ท่านแนะนำว่า  อย่าสะสมเงินไว้ให้มากเมื่อมีคนถวายมาให้แบ่งส่วนดังนี้
 
๑.ส่วนที่หนึ่ง  ร่วมสังฆทาน  คือเอาเข้าโรงครัว
๒. ส่วนที่สอง  เอาไปเข้าร่วมวิหารทาน คือร่วมการก่อสร้าง
๓. ส่วนที่สาม  เอาไว้ใช้ส่วนตัวเมื่อมีความจำเป็น
๔. ในจำนวนเงินที่เอาไว้ใช้ส่วนตัวนั้น  จงอย่าให้มีเกินพันบาท  ถ้าเกินพันบาทให้ทำบุญเสีย
๕. เงินในปีนี้  จงอย่าให้เหลือถึงปีหน้า
ถ้าเหลือให้คิดว่าปีหน้าเราจะทำอะไรที่มีการใช้จ่ายเกินจำนวนเงินทีเหลือ  และเมื่อถึงปีหน้าจริงๆให้ทำตามที่ตั้งใจไว้

#อารมณ์คิดเมื่อรับเงิน
   เมื่อรับเงินท่านแนะนำว่า  ให้คิดว่าถ้าเราไม่เป็นพระ  ไม่มีใครให้เงินใช้ฟรีๆอย่างนี้  เพราะเราบวชเป็นพระจึงมีคนถวายเงิน  จงอย่าเมาเงินที่ญาติโยมถวายมา  จงใช้อย่างพระ  มีอย่างพระ อย่ามีมากกว่าที่กำหนดให้

   คำแนะนำของท่านมากกว่านี้แต่เห็นว่าจะเฟ้อมากเกินไป  จึงนำมากล่าวเพียงย่อๆเมื่อฟังแล้วก็รับปฏิบัติ  ความจริงทำแบบที่หลวงพ่อปานสอนมาเป็นปกติ  ชินต่อการปฏิบัติเช่นนี้จึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพระอริยะก็ละการสะสมได้...  ส.สู้ๆ

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: บุญจริง​ สุวัณโณ ที่ 21:20 น. วันที่ 23 เม.ย.62
คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานยิ่งใหญ่ ที่เป็นคุณประโยชน์ แท้จริงได้อย่างสำเร็จ พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่​ 9​...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ หนูสังข์ ที่ 08:10 น. วันที่ 26 เม.ย.62
#พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าในหลวงรัชกาล ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี
#ปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเที่ยงธรรม
"..รู้จักตัวเอง รู้จักความถูกต้อง รู้จักศีลธรรม หรือความเมตตาธรรม เพราะปัญหามีตลอด หน้าที่ของท่านคือทำงาน และต้องแก้ปัญหา เพื่อให้บ้านเมืองและส่วนรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสิริมงคลก็จะเกิดขึ้นแก่ตัวเอง และส่วนรวม..."

#ความคัดตอนใน
พระราชดำรัส "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร "
พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด นำอัยการประจำกอง จำนวน ๑๔๘ คน เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่  ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงVSวินแดง ที่ 08:14 น. วันที่ 27 เม.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: เคโระ​ แดงแจ้ง ที่ 19:52 น. วันที่ 30 เม.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบแดง​ ที่ 07:41 น. วันที่ 01 พ.ค.62
กบฟุ้งซ่าน ข้างกำแพงวัด (นิทานสอนใจ)

กบฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า…กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน

เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้น ไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย

เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมด ให้หมาวัดไปกิน แล้วเด็กวัดทุกคน ก็ไปช่วยกันล้างจาน ถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัดสบายกว่า

พอหมาวัดกินอาหารเสร็จ ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว อยากเกิดเป็นแมลงเพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น พอดี หันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ

ถึงตอนนี้กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน

คิดได้ว่า เอ้อ!! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย

จงเชื่อมั่นในตัวเอง...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบแดง​ บุญจริงๆ ที่ 18:38 น. วันที่ 02 พ.ค.62
สมมุติ...
นายวิน เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายกบ ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายกบ นายวิน นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบแดง​ จิตเภท ที่ 11:47 น. วันที่ 03 พ.ค.62
" ขัดกาย ทำความสะอาดกาย ต้องทำทุกวัน มันเคลอะได้ทุกวัน ขัดๆเคลอะๆจนตายนั่นล่ะ ไม่มีวันจะสะอาดถาวรได้ ไอ้ซากเนื้อปฏิกูลนี้ ...

แต่  ขัดจิตนี่ ทำความสะอาดจิตนี่ ทำมันทุกๆวัน มันใสขึ้นทุกๆวัน มันใสแล้วใสเลย มันไม่กลับมาเคลอะได้ง่ายเหมือนกาย หากหมั่นทำทุกๆวัน ทำให้เหมือนกับการขัดกาย ที่มันรักกายรักสวยรักงาม ขัดกายถูกาย ...

กายมันอาบน้ำได้ทุกวัน จิตก็อาบน้ำได้ทุกวันเช่นกัน #ศีล #สติ #สมาธิ #นี่ล่ะเครื่องชำระจิต ทำความสะอาดวันต่อวัน เดี๋ยวมันก็พัฒนา ...

วันต่อวัน เปน ชั่วโมงต่อชั่วโมง นาทีต่อนาที วินาทีต่อวินาที วิถีจิตต่อวิถีจิต ...

มันทรงรักษาความหมดจดสะอาดไว้ตลอด จิตมันไม่เคลอะ ไม่เลอะเทอะไปกับโลก ไม่คลุกฝุ่นไปกับกายใจ กับการปรุงแต่งใด ...

มันก็ว่างเปล่า ใสสะอาดตลอดเวลา มันจะได้เห็นการแยกตัว ของกายใจที่มันเที่ยวหาความสรกปรกใส่ตัวมัน กับจิตที่มันใสสะอาด ไม่เก็บไม่กักขยะอะไรไว้ให้มัวหมอง มันแยกกันชัดเจนเช่นน้ำที่กลิ้งในใบบัว ...

แยกดู รู้เช่นนี้บ่อยๆ ปัญญามันก็จะเจริญ ...

ขัดให้สิ่งที่มี หายไปกับความไม่มีไปเลย  ...

#ขัดจนจิตไม่เปนจิตให้มันหมดค่าความเปนจิตไปเลย

#ขัดให้มันใสหมดจดเพื่อเปนพานทองรองรับธรรมอันหมดจดนั่นแล ... "

... ห ล ว ง ก​ บ​ ก ร ะ โ ด ด ก ร ร ม แ พ ง ... ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบ​ แกงส้ม ที่ 12:49 น. วันที่ 06 พ.ค.62
#คำทำนายหลวงปู่สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว
#ยุคชาววิไล กราบนมัสการองค์หลวงปู่สมเด็จพระพนรัตวัดป่าแก้วด้วยเศียรเกล้า
ลูกมีความสงสัยว่าประเทศชาติบ้านเมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคชาววิไลได้อย่างไรเจ้าคะ ?,...
เพราะเห็นการเมืองไทยยังวุ่นวายเหมือนเดิม !!!,...
:
วิสัชนา

เริ่มจากพฤษภาคมนี้,... เป็นต้นไป
จะเริ่มต้นยุคชาววิไล,... รังสรรค์
พระทศธรรมนำไทย,... ให้น้อมนำ
จะครองราชโดยธรรม,... สวัสดี

สิ้นสุดยุคปรองดอง,... ของพระคุณ
ยุคพระเดชจะเกื้อหนุน,... รัศมี
กฏหมายจะศักดิ์สิทธิ์,... ฤทธิ์ทวี
ทั่วโลกสดุดี,... พระจอมไตร

ทหารไทยจะเข้มแข็งด้วย แรงฤทธิ์
คำสั่งจะศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งหาไหน
กฏระเบียบตัดผมสั้น กันทั่วไป
ตั้งแต่นายพลใหญ่,... ถึงทหารเกณฑ์

ใครทำผิดอย่าคิดว่า,... จะหนีรอด
ฟ้าจะผ่าตลอด,... ให้พึงเห็น
มหาชนจะอวยชัย,... ใต้ร่มเย็น
พระทรงชัยจะให้เห็น,... ด้วยฤทธๅฯ

นักการเมืองปลิ้นปล้อน,,.. จะดับสูญ
พวกจาบจ้วงทวงบุญคุณ,... จะหายหน้า
ที่ปากร้ายให้ปลดรูป,... “พระราชา”
จะถึงคราวิบัติซ้ำ,... กรรมตามทัน

สีเสื้อจะสลาย,... หายแบ่งข้าง
ประชาต่างยึดพระองค์,... ดำรงมั่น
แม้สีส้มที่เกิดใหม่,... จะตายกลางครัน
ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน,... อีกหลายปี

ประเทศไทยจะกลายเป็นแดน ศิวิไล
ทั่วโลกจะหลั่งไหล,... มาเยือนถึงที่
เป็นอู่ข้าว อู่น้ำ,... ครองปฐพี !!!,...
ในยามที่โลกเข้าสู่,... “ยุคสงคราม”

จบคำทำนาย,... ของหลวงปู่ !!!,...
จงตรองดูด้วยปัญญา,... ที่มาถาม
หมดยุคพ่อพระราม ๙,... เฝ้าห้ามปราม
ยุคพระรามที่ ๑๐ ไซร้,... ท่านไม่รีรอ

ผิดเป็นผิด,... อย่าคิดว่าจะปรานี
จงกลับตัวเป็นคนดี,... กันเถิดหนอ
อย่ารอวันที่-“ฟ้าผ่า”,... น้ำตาคลอ
หลวงปู่จะขอบิณฑบาต,... อาจสายไป
—————————————...  ส.หลก

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ แกงส้ม ที่ 06:13 น. วันที่ 07 พ.ค.62
9 คำสอน ที่เยียวยาจิตใจได้ดี และมีผู้คนจดจำได้มากที่สุด ของท่านพุทธทาส ภิกขุ

1. ความเข้าใจผิด
เข้าใจผิดว่า ทำดี ต้องได้ดี ทำบุญต้องได้บุญ
ที่ถูก คือ ทำดีไม่ได้อะไร ได้แค่ละกิเลส ทำบุญ ได้แค่สบายใจ

2. เข้าใจผิดว่า ดีกับใคร คนนั้นต้องดีตอบ
ที่ถูก คือ เรามีหน้าที่ดี ใครจะดีกับเรา ไม่ดีกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา

3. เข้าใจผิดว่า ให้อะไรใคร ต้องได้กลับคืน
ที่ถูก คือ การ “ให้” คือ ยินดีเสียสละ ให้แล้วคาดหวัง..ไม่ใช่การให้ อ้างบุญคุณไม่ได้

4. เข้าใจผิดว่า แก่แล้วทำอะไรก็ได้
ที่ถูก คือ แก่แล้วต้องยิ่งสำนึก ทำชั่วไม่ได้ เวลาเหลือน้อย

5. เข้าใจผิดว่า ต้องทำเพื่อความมั่นคงของชีวิตในภายหน้า
ที่ถูก ความมั่นคงไม่มีในโลก ตายได้ทุกเมื่อ

6. เข้าใจผิดว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญที่สุด เราสำคัญที่สุด
ที่ถูก คือ ไม่มีความต้องการนั่นแหละสำคัญที่สุด ไม่มีเราต่างหากสำคัญที่สุด

7. เข้าใจผิดว่า เข้าวัด ใจสงบ
ที่ถูก คือ วัดอยู่ในใจ ใจสงบจบข่าว

8. เข้าใจผิดว่า ความสบายเลือกได้
ที่ถูก คือ เกิดมาก็ทุกข์แล้ว มันเลือกไม่ได้ ไม่มีใครสบายตลอดชาติ

9. เข้าใจผิดว่า สิ่งของ คนของเรา ตัวตนของเรา เราต้องยึดไว้ รักษาไว้
ที่ถูก คือ ไม่มีอะไร หรือใครให้ต้องยึด ต้องรักษา ทุกอย่างไม่ใช่ของเราและที่สุดแล้วก็ไม่มี

ท่านพุทธทาส ภิกขุ
(พระธรรมโกศาจารย์)...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง หวานหนู ที่ 17:33 น. วันที่ 07 พ.ค.62
กราบสาธุ​ #พระสยามเทวาธิราช​ (องค์​จริง)​เป็นบุญ​ตาที่ได้เห็น
ตำนานพระสยามเทวาธิราช 
พระสยามเทวาธิราช​ เป็นเทวรูป หล่อด้วยทองคำสูง 8 นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระ องค์พระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า "ที่สถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช" เรือนแก้วเก๋งจีนนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองนี้ เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้อง มุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ มีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

"...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้น ๆ ศตวรรษที่ 19 ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพัก ๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ 1 แล้ว ถึงรัชกาลที่ 2 ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขายใน พ.ศ. 2363 โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก 2 ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Crawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. 2365

ถึงรัชกาลที่ 3 อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2368 ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Roberts) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2375 มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. 2381 และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir James Brooke) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัก (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2393 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง 4 ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่น ๆ ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ 3 ว่า

‘..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน...’

ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ผนวชเป็นพระภิกษุถึง 27 ปี พอเสวยราชย์ได้ 4 ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้
เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ 1) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด 8 นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม "พระสยามเทวาธิราช" แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้ ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ 4 ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนักต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ 7 จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง และในเวลาปีใหม่ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของกรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น..

..อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ.."

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะเป็นประจำวัน เครื่องสังเวยที่ถวายเป็นประจำนั้น จะถวายเฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ก่อนเวลาเพล โดยจะมีพนักงานฝ่ายพระราชฐานชั้นใน เป็นผู้เชิญเครื่องตั้งสังเวยบูชา เครื่องสังเวยประกอบด้วย ข้าวสุกหนึ่งถ้วยเชิง หมูนึ่งหนึ่งชิ้น พร้อมด้วยน้ำพริกเผา ปลานึ่งหนึ่งชิ้นพร้อมด้วยน้ำจิ้ม ขนมต้มแดงและขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล ผลไม้ตามฤดูกาลสองอย่าง และน้ำสะอาดอีกหนึ่งถ้วย โปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเลียนแบบพระสยามเทวาธิราชแต่แปลงเค้าพระพักตร์ให้เหมือนสมเด็จ พระชนกาธิราช เพื่อทรงสักการะ พระบรมรูปองค์นี้ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูน ที่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด และอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้

พระราชพิธีบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ตามประเพณีกำหนดไว้ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติแบบโบราณ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จแทนพระองค์มาทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะพระสยามเทวาธิราช และมีละครในจากกรมศิลปากรรำถวาย

เพจ:  ต​ำ​นาน​เล่าขาน​พระ​ผู้ทรง​ฌาน​อภิญญา​ครู​บ​า​อาจารย์​ผู้​เรือง​วิชา​อาคม
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หวานหนู หมูแดง ที่ 18:40 น. วันที่ 07 พ.ค.62

มาสะสมบุญ สร้างบารมีด้วยกันน่ะ..คนดี
ด้วยการปฏิบัติธรรมตลอดทั้งวันทั้งคืน และติดตามฟังธรรมเรื่อง...

“สันโดษ”สุขง่าย
“ไม่สันโดษ”ไม่สุขสักที
“สันโดษ” และ “ไม่สันโดษ” อย่างไร ต้องเข้าใจและปฏิบัติให้ถูก

“ขอยกเรื่องสันโดษเป็นตัวอย่าง เพราะสันโดษเป็นตัวหนุนการเจริญสมาธิอย่างสำคัญ ที่จริงไม่ใช่หนุนเฉพาะสมาธิเท่านั้น แต่หนุนการปฏิบัติธรรมทุกอย่าง รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่การงานในชีวิตประจําวัน

สันโดษนี้เราจะปฏิบัติไปทำไม? คนที่สันโดษจะมีลักษณะที่สุขง่ายด้วยวัตถุน้อย มีวัตถุแค่ไหนก็สุขได้หมด

ตรงข้ามกับคนที่ไม่สันโดษ ซึ่งไม่รู้จักมีความสุข เพราะสุขไม่ได้ด้วยวัตถุที่มี หมายความว่า ความสุขอยู่ที่สิ่งที่ยังไม่ได้ คนไม่สันโดษ คือจะสุขด้วยสิ่งที่ยังไม่มี เพราะฉะนั้นก็ยังไม่สุขสักที เพราะสุขด้วยสิ่งที่ยังไม่ถึง ยังไม่ได้ ส่วนคนที่สันโดษ ก็คือสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย แล้วสุขด้วยสิ่งที่มี อะไรมีแล้ว ก็สุขได้ทั้งนั้น

แต่ความสุขก็ไม่ใช่ผลที่ต้องการของสันโดษ ถ้าใครไปเข้าใจว่า สันโดษเพื่อความสุข หรือสันโดษแล้วจะได้มีความสุข ก็ผิดอีก กลายเป็นสันโดษนอน คือจะเป็นสันโดษแบบสมาธิ ที่ไม่ส่งผลต่อในกระบวนการของไตรสิกขา ที่ทำให้นั่งนิ่งเสวยความสุข

สันโดษก็เหมือนกัน สันโดษแบบที่ว่าสุขง่ายด้วยวัตถุน้อยแล้วจบที่ความสุข ก็นอนสบาย ทีนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร ฉันสุขแล้วพอ ก็หยุด ไม่ส่งผลต่อไปในกระบวนการของไตรสิกขา ใช้ไม่ได้ ไตรสิกขาต้องเดินหน้า

สันโดษจะส่งผลอย่างไรในกระบวนการของไตรสิกขา โยมต้องมีคำตอบว่า มันส่งผลต่อไปอย่างไร

ความสุขเป็นเพียงผลพลอยได้ของสันโดษ มันเป็นผลที่พ่วงมาในตัวเอง พอเราสันโดษ เราก็มีสุข เพราะสันโดษก็คือพอใจและช่วยทำให้จิตสงบ ไม่กระวนกระวาย ไม่เร่าร้อน

ตอนนี้ถ้าใช้เป็น มันก็มากลับเป็นตัวเสริมอีก พอเราสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย ใจเราสบายสงบแล้ว ไม่ทุรนทุราย เราก็พร้อมที่จะเอาใจมาอยู่ในกระบวนการปฏิบัติ

สันโดษที่ส่งผลในกระบวนการปฏิบัติคืออย่างไร ตอนนี้ก็นอกเรื่องไปนิดหนึ่ง คือ ออกจากเรื่องสมาธิมาพูดเรื่องสันโดษ

มาดูคนไม่สันโดษก่อน คนไม่สันโดษจะมีความสุขด้วยวัตถุที่ยังไม่ได้ เขาก็ต้องตะลอนวิ่งหาสิ่งที่ยังไม่มี เมื่อเขาวิ่งหาวัตถุที่ยังไม่มีเพื่อจะมีความสุข เขาก็ไม่สุขสักที

๑. ความสุขจากวัตถุ เขาก็ยังไม่มี

๒. เขาต้องวิ่งพล่านหาความสุข

ก. ใช้เวลาหมดไปกับการที่จะหาวัตถุมาเสพ

ข. ใช้แรงงานหมดเปลืองไปกับการหาสิ่งเสพ

ค. ครุ่นคิดอยู่แค่ว่าจะหาอะไรมาเสพ พรุ่งนี้จะไปเสพอะไรที่ไหน จะบริโภคอะไรให้มีความสุข

เป็นอันว่า สำหรับคนที่ไม่สันโดษ เขาจะใช้เวลา ใช้แรงงาน และใช้ความคิดหมดเปลืองไปกับการพยายามหาวัตถุมาเสพ แล้วเวลา แรงงาน และความคิด ก็ไม่พอที่จะหาสิ่งเสพมาบำรุงความสุข

เมื่อเวลาไม่พอ ก็เบียดบังเวลาทำการทำงานทำหน้าที่ของตัว เพื่อเอาเวลานั้นไปหาสิ่งเสพบำรุงสุข

การจะได้สิ่งเสพ ก็ต้องใช้เงินทอง เงินทองไม่พอ ก็จะต้องไปเบียดบังทำทุจริตเพื่อเอาเงินไปหาซื้อสิ่งเสพ

ยิ่งกว่านั้น ที่สำคัญคือ เวลาทำงานใจก็ไม่อยู่กับงาน ใจก็คิดแต่จะไปหาสิ่งเสพ เพราะยังไม่ได้ความสุขที่ต้องการ ก็ทำงานด้วยความฝืนใจ ทุกข์ทรมานใจในการทำงาน และไม่มีสมาธิ

ตกลงว่า ความสุขจากวัตถุ ก็ยังไม่ได้ แล้วเวลาทำงาน ก็ทำด้วยความทุกข์ทรมานใจ เวลา แรงงานและความคิดก็หมดเปลืองไปกับการพยายามหาสิ่งเสพ แล้วยังล่อให้ทำทุจริตอีกด้วย หมดเลย คนไม่สันโดษมีแต่เสีย

คนสันโดษเป็นอย่างไร? คนสันโดษสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย มีอะไร แกก็สุขได้ทันที ความสุขจากวัตถุก็ได้แล้ว ที่สำคัญก็คือ แกไม่ต้องเอาเวลา แรงงานและความคิดไปใช้ในการพยายามวิ่งแร่หาความสุขจากการเสพ เวลาแรงงานและความคิดจึงมีอยู่เหลือเฟือ

เมื่อเวลา แรงงาน และความคิดที่ออมไว้ได้ มีอยู่มากมาย ก็เอาเวลาแรงงานและความคิดนั้นมาทุ่มเทให้กับการทำสิ่งที่ดีงาม ที่ทางพระท่านเรียกว่ากุศลธรรม

ถ้าเป็นชาวบ้านญาติโยม ก็เอามาใช้ทำงานทำการ ทำหน้าที่ ทำประโยชน์

ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็เอาเวลาแรงงานและความคิดนั้นมาใช้ในการเล่าเรียนศึกษาปฏิบัติค้นคว้าสั่งสอนเผยแผ่ธรรม

ถ้าเป็นนักปฏิบัติก็อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่ธรรมได้เต็มที่

รวมแล้ว เราก็บำเพ็ญกิจหน้าที่ของเราได้เต็มที่ แล้วยังมีความสุขจากการทำงานหรือการปฏิบัติหน้าที่นั้นอีก เพราะเรารักงาน ชอบงาน มีความพอใจในกุศลธรรม ในการทำสิ่งที่ดีงาม เราทำงานปฏิบัติหน้าที่ไป เราก็มีความสุข

สุขจากวัตถุเสพ เราก็ได้ สุขจากการทำงานทำการ เราก็ได้ แล้วเรายังมีเวลาแรงงานและความคิดเหลือเฟือที่จะมาทำงาน ทำสิ่งที่ดีงามสร้างสรรค์อีก ดีทุกอย่าง

จุดที่ต้องย้ำก็คือ สันโดษจะพลาดตอนที่ไม่มีจุดหมาย กลายเป็นสันโดษด้วนลอย มันด้วนและลอยตอนที่ว่า สันโดษแล้วจะได้ความสุข ก็เลยนอนสบาย ถ้าอย่างนั้นก็เป็นสันโดษขี้เกียจ ใช้ไม่ได้

สันโดษที่ว่าส่งผลในกระบวนการไตรสิกขา โยมจะเห็นว่า พอเราสันโดษถูกต้อง ก็จะส่งผลทำให้เรายิ่งพร้อมที่จะบำเพ็ญกุศลธรรม เพราะเรามีเวลาแรงงานและความคิดเหลือเฟือ เราก็เอาเวลาแรงงานและความคิดนั้นมาทุ่มเทให้กับการทำกิจหน้าที่ ทำความดีงามสร้างสรรค์ บำเพ็ญกุศลธรรม ก้าวหน้าไปในไตรสิกขา

นี่แหละสันโดษที่ถูกต้อง ส่งผลต่อไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสสันโดษที่ไหน พระองค์จะไม่ตรัสไว้ด้วนๆ พระองค์จะตรัสต่อ เช่นในหลักธรรมชุดหนึ่งเรียกว่า อริยวงศ์ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่า (ที.ปา.๑๑/๒๓๗/๒๓๖)

๑. ภิกษุสันโดษในจีวร

๒. ภิกษุสันโดษในอาหารบิณฑบาต

๓. ภิกษุสันโดษในที่อยู่อาศัย

๔. ภิกษุยินดีในการละอกุศลธรรมและบำเพ็ญกุศลธรรม

นี่คือ ๓ ข้อต้น มาหนุนข้อสุดท้าย พอสันโดษแล้ว ภิกษุก็มีเวลา แรงงาน และความคิด ที่จะมาบำเพ็ญข้อที่ ๔ เช่น จะเจริญสมาธิและวิปัสสนา หรือจะเล่าเรียนปริยัติ จะเผยแผ่ธรรม ก็อุทิศตัวได้เต็มที่

สันโดษนี้ ถ้าไม่ตรัสไว้กับการบำเพ็ญกุศลธรรมและละอกุศลธรรม พระพุทธเจ้าก็จะตรัสไว้คู่กับความเพียร ในหลักธรรมชุดไหนมีสันโดษ หลักธรรมชุดนั้นจะมีความเพียรด้วย อันนี้เป็นหลักทั่วไป เพราะมันจะมาหนุนกัน คนที่สันโดษ ก็พร้อมที่จะเพียร

ยิ่งกว่านั้น พระพุทธเจ้ายังตรัสสำทับไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ให้ไม่สันโดษในกุศลธรรม

โยมต้องจำไว้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแต่สันโดษ ถ้าถามว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราสันโดษใช่ไหม? โยมต้องตอบว่า ต้องแยกแยะก่อน ยังไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าไปตอบว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราสันโดษ ก็ยังไม่ถูก เพราะพระพุทธเจ้าสอนทั้งสันโดษและไม่สันโดษ การตอบให้ถูกในกรณีอย่างนี้ ท่านเรียกว่า วิภัชชวาท คือ ต้องจำแนกแยกแยะออกไป คือ ถ้าเขาถามว่า “พระพุทธเจ้าสอนให้สันโดษใช่ไหม?” เราก็ตอบว่า “ใช่ก็มี ไม่ใช่ก็มี”

ที่ว่า “ใช่” คืออย่างไร? คือ พระพุทธเจ้าสอนให้เราสันโดษในวัตถุเสพ หรือในวัตถุบำรุงบำเรอ

ที่ว่า “ไม่ใช่” คืออย่างไร? ท่านไม่ให้สันโดษในกุศลธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะพระองค์ไม่สันโดษในกุศลธรรม พระองค์จึงตรัสรู้ ดังที่ตรัสไว้ว่า (องฺ.ทุก.๒๐/๒๕๑/๖๔)

“ภิกษุทั้งหลาย เรารู้เข้าถึงคุณของธรรม ๒ อย่าง คือ

๑. ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย

๒. ความไม่ระย่อในการบำเพ็ญเพียร

…ดังนี้แล โพธิญาณอันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท.”

พระพุทธเจ้าทรงบรรยายถึงการที่พระองค์ทรงไม่สันโดษและมีความเพียร ถ้าพระพุทธเจ้าสันโดษ พระองค์ก็ไม่ได้ตรัสรู้

พระองค์เสด็จไปยังสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ที่เล่าไปแล้ว ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ แล้วไปสำนักอุททกดาบส รามบุตร ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ จบสมาบัติ ๘ ถ้าพระองค์สันโดษ พอใจ ก็จบเท่านั้น อยู่แค่สมาธิ ก็ไม่ตรัสรู้

แต่พระพุทธเจ้าทรงไม่สันโดษ ไม่อิ่ม ไม่พอในกุศลธรรม ถ้าไม่บรรลุจุดหมาย ก็ไม่หยุด เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงออกจากสำนักของพระอาจารย์เหล่านั้น แล้วไปบำเพ็ญเพียรต่อ ทรงก้าวสู่ปัญญา จนถึงโพธิ จึงตรัสรู้ พระองค์จึงตรัสไว้ว่า ที่พระองค์ได้ตรัสรู้นี้ ได้เห็นคุณค่าของความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย

ถ้าเราสันโดษในวัตถุเสพ มันก็จะมาหนุนให้เราไม่สันโดษในกุศลธรรมได้เต็มที่ เราก็จะเอาเวลา แรงงานและความคิดมาทุ่มเทในการเพียรพยายามบำเพ็ญกุศลธรรม ทำการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามยิ่งขึ้นไป

จึงเห็นได้ชัดว่า สันโดษในวัตถุเสพ ก็เพื่อให้พร้อมที่จะเพียร และให้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ก็เพื่อให้มุ่งหน้าไปในความเพียร เป็นอันว่า ทั้งสันโดษ และไม่สันโดษ ก็เพื่อหนุนความเพียร”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต)
ที่มา : ปาฐกถาธรรม แสดงที่ วัดธัมมาราม นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จากหนังสือ “สมาธิแบบพุทธ”
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ หนูหวาน ที่ 15:22 น. วันที่ 08 พ.ค.62
ใครไม่ชอบเราเป็นปัญหาของเขา อย่าเอามาเป็นปัญหาของเรา

คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนก้อนหิน

คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนหาดทราย

คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนสายน้ำ

แล้วคุณละเป็นเปรียบเหมือนรอยจารึกอะไร

เมื่อใครสักคนไม่ชอบหน้าเรา เกลียดเรา ปฎิบัติไม่ดีกับเรา

เรามักตอบโต้กลับด้วยการโกรธ โมโห หรือ เก็บมาคิดจนเป็นทุกข์

เมื่อเราโกรธใครสักคน และ ไม่ยอมสลัดความโกรธนั้นออกไปจากใจ

แต่กลับปล่อยให้ความโกรธนั้น เติบโตในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ

บางคนกอดความโกรธไว้กับตัว วางไม่ลง ปลงไม่เป็น

เธอไม่ยอมปล่อยวาง ในที่สุดอารมณ์โกรธก็อยู่เหนือปัญญา

เปรียบได้กับรอยขีดบนก้อนหิน คนแบบนี้เป็นคนที่มีความทุกข์มากที่สุด

บางคนสามารถขจัดความโกรธโดยใช้เวลาอันสั้น

เหมือนกับเราเอาไม้ขีดลงบนหาดทราย ทิ้งไว้สักพัก

คลื่นก็ซัดมาลบรอยขีดให้หายไป เหลือแต่ผืนทรายที่วางเปล่า

คนที่ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอารมณ์ของความโกรธนานๆ

คือ คนประเภทรอยขีดบนหาดทราย โกรธไม่นานก็จางหาย

ใช้เวลาแค่ชั่วครู่ในการปล่อยวาง แบบนี้ก็เป็นสุขได้เร็วขึ้น

อีกประเภทคือ คนที่ไม่เคยยึดติดในอารมณ์โกรธ หรือ ขุ่นเคืองใครๆ

คนแบบนี้คือคนที่โชคดี และ น่าอิจฉาที่สุด เมื่อมีอารมณ์ขุ่นมัว

คุณก็มีสติรู้ทันความโกรธของตัวเองว่ามันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ

พอรู้ทันคุณก็ปล่อยวางทันที ก็เหมือนเราเอาไม้ขีดลงบนผิวน้ำ

รอยขีดนั้นไม่คงอยู่ แต่จะถูกสายน้ำกลืนหายไปในชั่วพริบตา

คนที่มีอารมณ์ขุ่นมัว มีความคิดด้านลบแล้วมีสติ

สามารถปล่อยวางความรู้สึกแย่ๆได้อย่างฉับพลัน

คือคนประเภทรอยขีดบนสายน้ำ… คนประเภทนี้มีความสุขที่สุดในโลก

เคล็ดลับ เมื่อมีสิ่งไม่ดีมากระทบให้เรามีอารมณ์ขุ่นมัว

ใช้วิธีการโยกย้ายอารมณ์โกรธ คือ เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

เอาจิตใจไปจดจ่อกับสิ่งอื่นๆ ไม่ไปคิดเสริมเติมแต่งให้อารมณ์นั้นๆ

ไป ซักผ้า หรือ ล้างห้องน้ำ เข้าครัวทำอาหาร อ่านหนังสือ

รดน้ำต้นไม้ จัดห้องนอน,ห้องทำงานใหม่ ออกกำลังกาย

การที่ใครไม่ชอบเรา เป็นปัญหาของเขา อย่าเอามาเป็นปัญหาของเรา

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบซะทุกอย่าง ไม่มีใครได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

หากมะม่วงลูกที่อยู่ในมือเรามันช้ำเพียงเล็กน้อย

เพราะถูกกระทบจากการขนส่ง แทนที่เราจะโยนมะม่วงลูกนั้นทิ้ง

แต่เราก็ควรจะตัดเอาด้านที่ช้ำนั้นทิ้งไป

และ เลือกทานส่วนที่ดีซึ่งมีอยู่มากมาทาน

เพียงแค่เห็นมะม่วงช้ำนิดเดียวเราก็โยนมันทิ้งไปทั้งลูก

เป็นการตัดสินใจที่หุนหันพันแล่นเกินไป

ฉะนั้นเธอก็จะไม่ได้รู้รสชาติของมะม่วงว่ามัน หวาน หอม อร่อย แค่ไหน

เปรียบเหมือนกับคนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่มีใครสมบูรณ์แบบตามที่เราต้องการ

และ เราก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบตามที่ใครๆต้องการ

เกิดเป็นคนต้องทนให้เขาด่า จะทำดีแค่ไหนเขาด่าหมด

ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง

เอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ

เอาชนะความชั่ว ด้วยความดี

เอาชนะความตระหนี่ ด้วยการให้

เอาชนะความเท็จ ด้วยความจริงใจ

Cr. ข้อคิดดีๆจาก : ท่าน ว. วชิรเมธี
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หวานหนู หมูแดง ที่ 04:09 น. วันที่ 11 พ.ค.62
ข้อคิดจาก ท่าน ว.วชิรเมธี อย่ามัวแต่ทำงานหนัก หาเงิน

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ให้ข้อคิดว่า ชีวิตที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่การทำงานหนัก หรือ มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น เรากำลังลืมไปว่า เรายังมีครอบครัว เรายังมีพ่อ มีแม่ มีสุขภาพ และ ความสำเร็จด้านอื่นๆอีก

คนทำงานที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แล้วไม่ดูอะไรทั้งสิ้น คิดถึงแต่เรื่องงาน แล้วไม่สนอะไรเลย ผลก็คือ วันหนึ่งพอตัวเอง ป่ ว ย ถึงขนาดที่ว่าไม่มีเวลาไปหาหมอ แต่ต้องฝืนทำงานต่อ เพราะไม่มีเวลาจริงๆ

สุดท้ายคนเหล่านี้ จะมีเวลาเป็นของตัวเองอย่างแท้จริงในโรงพยาบาลเท่านั้น พร้อมทั้งยกตัวอย่าง คนสมัยก่อนทำงานเพื่อหาเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่เฒ่า แต่คนในยุคทุนนิยมบริโภค ทำมาหากินเพื่อสะสมทรัพย์สินแข่งกัน บางคนก็มีมากจนเกินพอใช้แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุด

สุดท้ายก็ต้องเอาเงินเก็บที่หามาได้มากมาย มาไว้เพื่อใช้รักษาตัว ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ต้องระวัง อย่าทำงานจงหลงลืมการดูแลร่างกาย

ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดก็คือ “ตัวคุณเอง ร่างกายของคุณ สุขภาพของคุณเอง “

เมื่อในวัยทำงานคุณเคยใช้ “สุขภาพของคุณ” แบบเปลืองมากๆ “เพื่อให้ได้เงินมา”

พอมาถึงตอนปลายของชีวิตแล้ว คุณจะพบว่า…

– มีเงินร้อยล้านพันล้าน

ไม่ช่วยให้หายจาก โ ร ค เ บ า ห ว า น ที่สะสมมาเป็น10ปีหายไป

– มีบ้านหลังใหญ่

ไม่ช่วยให้ความทรมานจาก โ ร ค เ ข่ า เ สื่ อ ม หมดไป

– มีรถหรูราคาแพง

ไม่ช่วยให้ โ ร ค ม ะ เ ร็ ง รักษาได้

เรียงลำดับแบบง่ายๆ ลงมาจะพบว่า “เงิน เวลา สุขภาพ”

แบบนี้เรียกว่าเข้าใจผิด ยังใช้ชีวิตแบบประมาทอยู่

ระดับความสำคัญแบบที่ถูกต้อง มันจะต้องเป็น

“สุขภาพ เวลา แล้วค่อย เงิน”

มันไม่แปลกที่วันนี้ คุณจะโหมทำงานอย่างหนัก…!!

แต่ก็มีขอบเขตที่จะหยุด เพื่อรักษาสุขภาพให้สมดุล

สิ่งที่แปลกคือ คนส่วนใหญ่ยังโหมทำงานอย่างหนักโดย

ไม่สนอะไร นอกจาก “เงิน เงิน แล้ว ก็ เงิน”ทั้งๆที่รู้ว่า

ตอนจบคุณก็รู้ว่าเป็นไง รวยหรือไม่รวย ยังไม่รู้ไม่แน่นอน

แต่ ความ แ ก่ ความ ต า ย และ สุขภาพที่ถดถอยลงทุกวัน มาแน่นอน

คนที่ประสบความสำเร็จแท้จริงแล้ว ไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะที่สุด

แต่เป็นคนที่ใช้ ” สุขภาพ เวลา ไปแลก เงิน” ได้คุ้มค่าและดีที่สุด

และ มีเวลา และ สุขภาพ เหลือมากพอที่จะใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก

ในแบบที่มีเงิน และ คุณภาพชีวิตที่ดี ไปพร้อมๆกันได้... ส.สู้ๆ



Cr. ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : ท่าน ว.วชิรเมธี — feeling blessed wi
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบแดง​ บุญ​จริง ที่ 09:37 น. วันที่ 17 พ.ค.62
ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการนี้ มีมาใน “โคตรมีสูตร” อังคุตตรนิกาย เป็นถ้อยคำที่ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี ถือกันว่าเป็นหลักสำคัญ มีข้อความที่น่าสนใจเป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่งคือ เป็นหลักธรรมที่ทรงเลือกสรรมา ในลักษณะเป็นเครื่องตอบแทนคุณแก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นมารดาอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นว่า การปฏิบัติอย่างใดจะเป็นไปถูกต้องตามหลักแห่งการดับทุกข์หรือไม่ ก็ควรใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ เป็นเครื่องตัดสินได้โดยเด็ดขาด ฉะนั้น จึงเป็นหลักที่แสดงถึง ใจความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาอยู่ในตัว หลักเหล่านั้น คือ...ถ้าธรรม(การปฏิบัติ)เหล่าใด...

๑. เป็นไปเพื่อ ความกำหนัดย้อมใจ
๒. เป็นไปเพื่อ ความประกอบทุกข์ (คือทำให้ลำบาก)
๓. เป็นไปเพื่อ สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อ ความอยากใหญ่ (คือไม่เป็นการมักน้อย)
๕. เป็นไปเพื่อ ความไม่สันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อ ความคลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน
๘. เป็นไปเพื่อ ความเลี้ยงยาก
พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ (สัตถุศาสน์ คือ คำสอนของพระศาสดา)

แต่ถ้าเป็นไปตรงกันข้ามจึงจะ เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ คือ...

๑. เป็นไปเพื่อ ความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อ ความไม่ประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อ ไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อ ความอยากน้อย
๕. เป็นไปเพื่อ ความสันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อ ความไม่คลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อ ความพากเพียร
๘. เป็นไปเพื่อ ความเลี้ยงง่าย

มีอธิบายว่า
คำว่า “ความกำหนัดย้อมใจ” ได้แก่ ความติดใจรักยิ่งขึ้นๆ ในสิ่งที่มาเกี่ยวข้องหรือแวดล้อม ถ้าการปฏิบัติหรือการกระทำ หรือแม้แต่การพูด การคิดอย่างใด ทำให้บุคคลผู้นั้นมีความติดใจรักในสิ่งใดๆแล้ว ถือว่าเป็นการปฏิบัติผิด ตัวอย่างเช่น การดูหนังดูละคร เป็นต้น มันทำให้เกิดความย้อมใจอย่างที่กล่าวนี้ ด้วยอำนาจของ ราคะ เป็นต้น ซึ่งจะเทียบดูได้กับจิตใจของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในความสงบ หรือแม้แต่อยู่ในที่สงัด จะเห็นได้ว่าเป็นการแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม พึงอาศัยตัวอย่างนี้เป็นเครื่องเทียบเคียง จับความหมายของคำๆนี้ให้ได้ ทั้งในทารูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่สุด ตัวอย่างแห่งธรรมารมณ์ เช่น การชอบคิดฝัน ถึงสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ก็ย่อมทำจิตให้ถูกย้อมด้วยราคะมากขึ้นๆ เป็นต้น

คำว่า “เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์” หมายถึงการทำตนเองให้ลำบากด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์ ด้วยความเข้าใจผิด ในกรณีที่ไม่ควรจะมีความลำบากหรือลำบากแต่น้อยก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าพิศวงว่า คนเราไม่ชอบความลำบากด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วทำไมจึงไปทำสิ่งที่ตนจะลำบาก ทั้งนี้ ก็เพราะอำนาจของ “โมหะ” คือ ความหลงเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความเข้าใจผิดกลับตรงข้าม แม้ในกรณีที่เป็นเรื่องของการอยากดี อยากเด่น อยากมีชื่อเสียง เป็นต้น ก็มีมูลมาจากโมหะอยู่นั่นเอง กรณีที่เป็นการประชดผู้อื่น หรือ ถึงกับประชดตัวเองก็ตาม ย่อมสงเคราะห์เข้าในข้อนี้ ซึ่งมีมูลอันแท้จริงมาจากความหลงสำคัญผิดอย่างเดียวกันนั่นเอง โดยส่วนใหญ่ได้แก่ การปฏิบัติที่เรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การทรมานตนอย่างงมงาย

คำว่า “สะสมกองกิเลส” หมายถึง การเพิ่มพูน โลภะ โทสะ โมหะ โดยรอบด้าน ผิดจากความกำหนัดย้อมใจตรงที่ ข้อนี้หมายถึงเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องสนับสนุนการเกิดของกิเลสทั่วไป และให้ทวียิ่งขึ้นด้วย การสะสมสิ่งซึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกิเลสอยู่เป็นประจำ ในกรณีของคนธรรมดาสามัญ บางอย่างอาจจะไม่จัดเป็นการสะสมกองกิเลส แต่จัดเป็นการสะสมกิเลสอย่างยิ่ง สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยตรง เช่น พวกบรรพชิต หรือในบางกรณีก็จัดว่า เป็นการสะสมกองกิเลส ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต เช่น การมีเครื่องประดับ หรือเครื่องใช้ชนิดที่ไม่มีความจำเป็นแก่การเป็นอยู่ แต่เป็นไปเพื่อความลุ่มหลง หรือความเห่อเหิมทะเยอทะยานประกวดประขันกันโดยส่วนเดียว เป็นต้น เป็นการขยายทางมาของกิเลส ให้กว้างขวาง ไม่มีที่สิ้นสุด

คำว่า “ความอยากใหญ่” หมายถึง การอยากเกินมาตรฐานแห่งภาวะ หรือสถานะ หรือกำลังสติปัญญาของตน เป็นต้น ส่วนความไม่สันโดษ ไม่ได้หมายถึงความอยากใหญ่ เช่นนั้น แต่หมายถึงความไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้มาแล้ว หรือมีอยู่แล้ว ซึ่งทำให้มีความรู้สึกเป็น คนยากจนอยู่เนืองนิจ เป็นทางให้เกิดความอยากใหญ่หรือกิเลสอย่างอื่นต่อไปได้ หรือในทางตรงกันข้าม ทำให้เกิดการทำลายตัวเอง จนถึงกับฆ่าตัวตายก็ได้ โดยภาษาบาลี ความอยากใหญ่ เรียกว่า “มหิจฺฉตา” ความไม่สันโดษเรียก “อสันตุฎฐิ” โดยพยัญชนะหรือโดยนิตินัย เราอาจจะแยกได้ว่าเป็นคนละชั้น คนละตอน หรือคนละอย่าง แต่โดยพฤตินัยย่อมเป็นไปด้วยกัน จนถึงกับหลงไปได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

คำว่า “ความคลุกคลี” หมายถึง การระคนกันเป็นหมู่ เพื่อความเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่งจากการกระทำอันนั้น ความเพลิดเพลิน จากการคลุกคลีนี้มีรสดึงดูดในทางธรรมารมณ์เป็นส่วนใหญ่ และก็มีความยั่วยวน ไม่แพ้อารมณ์ที่ได้รับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะเหตุฉะนั้นเอง คนเราจึงติดใจรสของการที่ได้ระคนกันเป็นหมู่นี้ ทำให้จิตใจลุ่มหลง มีลักษณะเหมือนกับจมไม่ลง ทำให้ความคิดความอ่าน ดำเนินไปอย่างผิวเผิน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการคิดอย่างแยบคายหรือลึกซึ้ง แต่พึงทราบไว้ว่าการประชุมกันเพื่อศึกษาเล่าเรียน ปรึกษาหารือ กิจการงานอันเป็นหน้าที่ เป็นต้นนั้น ท่านไม่เรียกว่าการคลุกคลีกันเป็นหมู่ในที่นี้ แต่อีกทางหนึ่งท่านยังหมายกว้างไปถึงว่า การถูกกิเลสทั่วไปกลุ้มรุม ด้วยสัญญาอดีต ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เคยผ่านมาแล้วแต่หนหลัง แม้นั่งคิดฝันอยู่คนเดียว ก็กลับสงเคราะห์ไว้ในคำว่า การคลุกคลีในหมู่อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะมีมูลมาจากความอาลัยในการระคนด้วยหมู่

คำว่า “ความเกียจคร้าน” และคำว่า “เลี้ยงยาก” มีความหมายชัดเจนแล้ว การปฏิบัติทำความดับทุกข์เป็นเรื่องใหญ่และยึดยาว จึงต้องอาศัยความเพียร ความเลี้ยงง่าย จึงจะเป็นเหตุให้ไม่ต้องมีภาระเรื่องอาหารมากกว่าที่จำเป็น ซึ่งทำให้เสียเวลา และเสียวัตถุมากไปเปล่าๆ โดยที่อาจจะนำไปใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้

ลักษณะทั้ง ๘ นี้ แต่ละอย่างๆเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์ โดยตรงก็มี เป็นเพียงอุปสรรคก็มี และเป็นการปฏิบัติผิดโดยตรงก็มี จึงถือว่าไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ต่อเมื่อปฏิบัติตรงกันข้ามจาก ๘ อย่างข้างต้น จึงจะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ นี้นับว่าเป็นหมวดธรรมที่เป็นอุปกรณ์แห่งการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์อย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นหลักสำหรับยึดถือ หรือให้ดำเนินไปถูกทาง”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี” ธรรมบรรยายในพรรษา ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐
---------------------------------

หลักการที่เป็นมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยคำสอนว่า..ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่?

     "หลักการสำหรับใช้วินิจฉัยคำสอน และการประพฤติปฏิบัติทั่วไป ว่าถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งเรียกว่า "หลักตัดสินธรรมวินัย"
    หลักตัดสินพระธรรมวินัยนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ "พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี" ครั้งหนึ่ง และแก่ "พระอุบาลีเถระ" ครั้งหนึ่ง

     ที่ทรงตรัสแก่พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี มี ๘ ข้อ ใจความว่า...
    "ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
๑.สราคะ ( ความติดใคร่ย้อมใจ )
๒.สังโยค ( ความผูกรัดมัดตัวอยู่ในวังวนแห่งทุกข์ )
๓.อาจยะ ( ความพอกพูนกิเลส )
๔.มหิจฉตา ( ความมักมากอยากใหญ่ )
๕.อสันตุฏฐี ( ความไม่รู้จักพอ )
๖.สังคณิกา ( ความมั่วสุมคลุกคลี )
๗.โกสัชชะ ( ความเกียจคร้าน )
๘.ทุพภรตา ( ความเป็นคนเลี้ยงยาก )
     ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์(คำสอนของพระศาสดา)

     ส่วนธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ
๑.วิราคะ ( ความคลายออกเป็นอิสระ )
๒.วิสังโยค ( ความเปลื้องตนจากวังวนแห่งทุกข์ )
๓.อปจยะ ( ความไม่พอกพูนกิเลส )
๔.อัปปิจฉตา ( ความมักน้อย ไม่มากอยากใหญ่ )
๕.สันตุฏฐี ( ความสันโดษ )
๖.ปวิเวก ( ความสงัด )
๗.วิริยารัมภะ ( ความเร่งระดมความเพียร )
๘.สุรภตา ( ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย )
     ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์"
    ( ที่มา : วินย. ๗/๕๒๓/๓๓๑ )

ที่ทรงตรัสแก่ พระอุบาลีเถระ มี ๗ ข้อ ใจความว่า...
    " ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ
๑.เอกันตนิพพิทา ( ความหน่ายหายติดได้สิ้นเชิง )
๒.วิราคะ ( ความคลายออกเป็นอิสระ )
๓.นิโรธ ( ความดับกิเลสได้ ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น )
๔.อุปสมะ ( ความสงบที่กิเลสระงับราบคาบไป )
๕.อภิญญา ( ความรู้ประจักษ์ตรงต่อความจริงจำเพาะ )
๖.สัมโพธะ ( ความตรัสรู้หยั่งเห็นความจริงเต็มพร้อม )
๗.นิพพาน ( ภาวะดับทุกข์หายร้อนเย็นสนิท )
    ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัยเป็นสัตถุสาสน์( คำสอนของพระศาสดา )
    ( ที่มา : องฺ.สตฺตก.๒๓/๘๐/๑๔๖ )

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : หนังสือ "กรณีธรรมกาย" หน้า ๓๘-๔๐...  ส.สู้ๆ


หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง)​ ที่ 12:28 น. วันที่ 19 พ.ค.62
“…ความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ที่จะยึดมั่นในผลสำเร็จของงานและในความถูกต้องเป็นธรรม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับนักพัฒนาบริหาร เพราะความมีจิตใจมั่นคงในผลสำเร็จของงาน จะทำให้มุ่งมั่นที่จะกระทำต่อเนื่องไปโดยไม่ลดละ จนบรรลุผลเลิศ ส่วนความมั่นคงในคุณธรรมนั้น จะสร้างเสริมคุณสมบัติที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นได้มากมาย เช่นว่า จะทำให้เป็นคนสุจริต ไม่ทำ ไม่พูดำไม่คิดในสิ่งที่เป็นความชั่ว ความตำทรามทุกอย่าง ทำให้มีความจริงใจในกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับกำจัดความกินแหนงแคลงใจบาดหมางแตกแยกกัน และช่วยสร้างเสริมความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เกิดขึ้น ทำให้มีความหนักแน่นในความคิดจิตใจ สามารถพิจารณาเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ให้เห็นเหตุเห็นผลโดยแจ่มแจ้ง และหาทางปฏิบัติที่ถูกต้องเที่ยงตรงได้เหล่านี้ ถือว่าเป็นอุปกรณ์เครื่องประกอบและเกื้อหนุนวิชาการให้แน่นหนักสมบูรณ์ ช่วยให้นักพัฒนาบริหารสามารถใช้หลักวิชาได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง มั่นใจ บริสุทธิ์ใจ และได้ผลแน่นอนเต็มเปี่ยมตามเป้าหมาย…”

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ำวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๔

ร่างกายและจิตใจที่พร้อม     .สมบูรณ์
ย่อมจะทำประโยชน์เกื้อกูล   .ชาติได้
สังคมเศรษฐกิจได้เพิ่มพูน    .เจริญสุข
อย่าปล่อยประชาชนให้        .เสื่อมด้อยทั้งกายใจ
 
ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง ปากน้ำ ที่ 21:09 น. วันที่ 19 พ.ค.62
ผู้ชี้ทาง ทาง และ ผู้เดินทาง

"พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง พระธรรมคือตัวทางและการเดินทาง พวกเราที่เป็นสาวกของพระองค์ก็เดินทาง เป็นผู้เดินทางตามท่าน...ทำให้จิตนี้เจริญขึ้นไปอยู่ในภาวะที่กิเลสคือข้าศึก หรือความทุกข์คือข้าศึกนี้ครอบงำไม่ได้ นี่เรียกว่าเป็นจุดหมายของการเดินทาง. และว่าเป็นสิ่งที่เดินแทนกันไม่ได้; และว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องไปซื้อบัตรเบิกทางจากใคร เพราะฉะนั้น พระเจ้าพระสงฆ์องค์ไหน จะขายบัตรเบิกทางไปสวรรค์ นิพพาน นั้นไม่ต้องซื้อ คือเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งนั้น"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายเรื่อง"การเดินทาง"... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง)​ ที่ 18:24 น. วันที่ 21 พ.ค.62
การเห็น “สุญญตา” ความตายจะไม่มี
มีแต่..สังขาร..การปรุงแต่ง ตามกฎของธรรมชาติ

"สิ่งที่สามารถทำจิตให้ไม่กลัวความตายเด็ดขาดจริงๆนั้น ต้องเป็นเรื่อง สัจจธรรม หรือ ปรมัตถธรรม โดยตรง และถึงขั้นที่สุดด้วย ฉะนั้น จึงตกเป็นหน้าที่ของ "สัมมาทิฏฐิ" ชั้นที่เป็นโลกุตตรปัญญา ที่สามารถมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ " สุญญตา " ( ความว่าง ) ได้อย่างชัดแจ้ง การเห็นอนัตตาของกายและใจ จะทำให้เห็นความ"ไม่มีตัวตน"ที่ถาวร มีแต่"นามธรรม"(=จิตใจ) อันเป็นธรรมชาติคู่กับ"รูปธรรม"(=ร่างกาย) ซึ่งก็ไม่มีตัวตนอันแท้จริงเหมือนกัน ชีวิตจึงเป็นเพียงกระแสของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ไหลเรื่อยไป จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย.
      การเห็นสุญญตา กล่าวคือ การเห็น นาม และ รูป หรือสิ่งทั้งปวงว่าเป็นของ"ว่างจากตัวตน"โดยสิ้นเชิง จะทำให้เห็นความ"ไม่มีการเกิด"ของอะไรๆทั้งสิ้น ไม่มีใครเกิดมาเสียตั้งแต่แรก แล้วจะมีใครตายได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ความตายจึงไม่มี
      การเห็นสุญญตาทำให้ไม่มีตัวคนเรา หรือตัวตนของใครเลย มีแต่ " สุทฺทธมฺมา ปวตฺตนฺติ : ธรรมชาติล้วนๆไหลไป "
      จิตไม่มีความรู้สึกยึดว่า เราเกิดขึ้น เรามีอยู่ เราดับไป
      ฉะนั้น "ความตายจึงไม่มี" สำหรับจิตที่มองเห็นสุญญตาอย่างถูกต้อง.

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยาย หัวข้อเรื่อง "ตายก่อน ก่อนตาย ชีวิตที่ชนะ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย"
----------------------------------

ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย

ปรัศนี:  มีผู้กล่าวว่า ท่านอาจารย์สอนว่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นั้นเป็นมิจฉาทิฎฐิ ดังนี้ ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรครับ?

พุทธทาส: เฮ้ย! เล่นไม่ซื่อ เล่นสกปรกแล้ว เราไม่ได้ว่าโว้ย! พระพุทธเจ้าว่านะ พระพุทธเจ้าท่านว่านะ อย่าไปพูดว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด มันไม่มีใครเกิด มันมีแต่สังขารการปรุงแต่งตามกฎของธรรมชาติ
     ทีนี้ เขาไปสมมติให้ไปเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตาย เป็นเกิด มันเป็นกิริยาปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงของสังขาร ธาตุ ขันธ์ อะไรนี้ ไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นอย่างนั้นๆ แล้วชาวบ้านนั้นก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก เขาไปสมมติว่า กิริยาอย่างนี้เรียกว่าเกิด กิริยาอย่างนี้เรียกว่าตาย ทีนี้ เขามีความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน มีตัวมีตนมาก่อนแล้ว ก็เรียกว่า ตนมันเกิด ตนมันตาย เป็นความเกิดความตายของตน
     ทีนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้แล้ว ก็สอนว่านั้นมันเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติล้วนๆ สุทฺธัมฺมา ปวตฺตนฺติ ธรรมชาติล้วนๆเท่านั้นมันเป็นไป อ้ายธรรมชาติล้วนๆนี้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน. ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นไปคือมันเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของกฏอิทัปปัจจยตา เป็นต้น ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล แล้วมันก็ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด
     รู้พุทธศาสนาอย่างเด็กๆก็จะรู้ว่ามีคนตายมีคนเกิด ถ้ารู้พุทธศาสนาอย่างเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว ก็จะเห็นตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า มันไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันก็ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด มีแต่กิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลงของสังขารที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย
     ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดก็ไม่ใช่คนนะ เป็นสังขารที่กำลังดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัย ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่คน มันอยู่อย่างอาการที่ว่ามันปรุงแต่งกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ จึงนั่งอยู่อย่างนี้ ถ้ามันจะปรุงแต่งในลักษณะที่ตาย มันก็เป็นการปรุงแต่งอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่มีคนอยู่ที่นี่ หรือมีคนตาย หรือมีคนเกิด นี่คือหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มิจฉาทิฎฐิ.
     การที่บอกว่ามีแต่สังขาร ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงถือว่าไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นั่นนะไม่ใช่มิจฉาทิฎฐิ นั่นแหละ คือสัมมาทิฏฐิ"
           
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ "ดอกโมกข์" ฉบับพิเศษ พุทธทาสวจนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๙
-----------------------------------------

สุญญตา  โลกว่าง  จิตว่าง"

     "พระพุทธเจ้าตรัสว่า 'โลกนี้ว่าง เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรถือว่าเป็น "ตัวตน" หรือ "ของตน" เป็น"ตัวเรา" หรือ "ของเรา"....

จิตที่ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน ของตน หรือกำลังไม่ยึดถืออะไรว่าเป็น "ตัวตน-ของตน" นี้ ขอเรียกว่า "จิตว่าง" เพราะไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้

มีคำอธิบายใน "ธัมมัปปโชติกา ภาค ๑" ว่า
   "ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตตฺตา สุญฺญโต"
   (แปลว่า) ชื่อว่า "สุญญตา" เพราะว่าว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ เพราะจิตในขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาเห็นว่าโลกว่าง

ด้วยเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนว่า "จงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ" เหมือนอย่างทรงสอนโมฆราช ใน"โสฬสปัญหา" ว่า...
     "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต = ดูก่อน โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอไป" เมื่อเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง จิตก็ไม่มีความยึดถืออะไรด้วย"อุปาทาน" ความว่างอย่างนี้ของจิตเราเรียกว่า "สุญฺญตา"

ฉะนั้น เราได้ใจความครั้งแรกว่า"โลกนี้ว่าง" เพราะว่างจาก "ตัวตน" "ของตน" ได้ใจความถัดมาว่า "จิตว่าง" เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ โดยเหตุที่จิตนี้ได้มองเห็นว่าโลกนี้ว่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าตัวตนของตน นี่คือ ความหมายของคำว่า "สุญญตา"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายเรื่อง "สุญฺญตา หัวใจของพุทธศาสนา"
-----------------------------------

สุญญตา

"คำว่า "สุญญตา" ที่หมายความถึง "ความว่าง" อันเป็นลักษณะเฉพาะของปรากฏการณ์ทั้งปวงนั้น มีที่มาในคำว่า "อตฺตสุญฺญตา, อตฺตนิยสุญฺญตา, นิจฺจภาวสุญฺญตา" ดังนี้ เป็นต้น

หมายถึง ความว่างจาก"ตัวตน", ความว่างจาก"ของของตน", ความว่างจากภาวะที่เที่ยงแท้ถาวร, อันเป็นความว่างซึ่งส่ออยู่ที่สิ่งทุกสิ่งอันมีปรากฏการณ์ต่อสัตว์โลก."

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากธรรมบรรยาย "สุญญตา" บรรยายในพรรษาประจำปี ๒๕๐๓
------------------------------------

ความว่าง  สุญญตา

"พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้วิธีหนึ่งว่า ให้พิจารณาแยกสิ่งทั้งปวงออกเป็นธาตุต่างๆ เมื่อแยกออกได้จริงๆก็จะเห็นว่า ไม่มีสิ่งอะไรซึ่งเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงๆเลย เหมือนอย่างต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งรวมอย่างหนึ่ง เมื่อดูลงไปว่าต้นไม้อยู่ที่ไหน ดูแยกออกไปๆ ก็จะไม่พบว่าอะไรเป็นต้นไม้ มีแต่สิ่งที่แยกทั้งนั้น ยิ่งแยกออกไปก็ยิ่งไม่พบอะไร กลายเป็น“ความว่าง”(สุญญตา) ได้ตรัสสอนมณนพผู้หนึ่ง(โมฆราช) ไว้ว่า 
        “สุญญโต  โลกํ  อเวกฺขสฺส  โมฆราช  สทา  สโต ” 
        ดูก่อน! โมฆราช เธอจงมีสติ พิจารณาเห็นโลก เป็นของว่าง ทุกเมื่อเถิด”

สมเด็จพระญาณสังวร
ที่มา : พระนิพนธ์ เรื่อง “โลกและชีวิต ในพุทธธรรม”
--------------------------------------

ความสำคัญของ “สุญญตา” คือเล็งถึงนิพพานโดยตรง

“ลักษณะของ“สุญญตา” คือ ลักษณะแห่งความว่างจาก“ตัวตน” อันเป็นลักษณะของสิ่งทั้งปวง ซึ่งเมื่อผู้ใดรู้แล้ว เห็นแล้ว จะทำให้ถอนความยึดถือว่า.."ตัวตน" หรือ "ของตน"
ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้...
   
สุญญตา เล็งถึงนิพพานโดยตรง เพราะนิพพานเป็นของว่างจาก"ตัวตน" หรือ เมื่อจิตลุถึงนิพพานนั้น หมายถึง เมื่อจิตลุถึง ความว่างจาก "ตัวตน" นั่นเอง.”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อ “ความสำคัญของเรื่องสุญญตา” เมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๐๓

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ บ้านไร่ ที่ 08:52 น. วันที่ 23 พ.ค.62
เวลานี้ สังคมไทยเปรียบเหมือนไก่ในเข่ง กระทบกระทั่งกัน จิกตีกันวุ่นวาย
จะแก้ปัญหาของสังคมไทย ต้องสืบสาวให้รู้และแก้ให้ตรงกับเหตุปัจจัย

“ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไรนั้น จะต้องยอมรับก่อนว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มด้วยการรู้เหตุปัจจัย เหตุปัจจัยแห่งปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันมีมาก แต่พูดโดยย่อแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. เหตุปัจจัยในวงกว้างของส่วนรวม

2. เหตุปัจจัยในวงแคบของแต่ละคน

ประการแรก
มองในวงกว้างของส่วนรวม ปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันนี้มีมาก และเหตุปัจจัยก็มีมาก แต่ปัจจัยที่เป็นตัวการใหญ่อย่างหนึ่ง คือ คนไทยขาดจุดหมายรวมของชาติ หรือขาดอุดมการณ์ของสังคม คือขาดจุดหมายร่วมกัน ที่จะรวมใจและรวมความคิดของผู้คนในสังคมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

เราอาจจะพูดว่าให้ทุกคนมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว แต่ก็พูดกันไปลอยๆ คำว่าประโยชน์ส่วนรวมนั้นไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเอาอะไรและจะไปทางไหน ไม่รู้ว่ารับผิดชอบต่อสังคมที่จะเดินไปทิศทางไหน แม้แต่จุดหมายรวมอย่างหยาบ เช่น ในขณะที่โลกนี้อยู่ในยุคของการแข่งขัน แต่ละประเทศต้องพยายามเอาชนะผู้อื่น...แต่ในประเทศไทย จุดหมายรวมซึ่งทุกคนมีจิตสำนึกตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องทำให้ได้มีบ้างไหม ประเทศไทยคิดหรือชวนกันคิดบ้างไหมว่าเราจะเป็นหนึ่งด้านไหนในเอเชียหรือในโลก

ถ้าเรามีจุดหมายที่ทุกคนตระหนักและมีจิตสำนึกคิดหมายใฝ่ฝันอยู่ตลอดเวลา ใจคนที่รวมเป็นอันเดียวนี้จะทำให้กิจกรรม พฤติกรรม ภูมิปัญญาต่างๆ มาระดมรวมกันเข้าทำให้เกิดผลสำเร็จได้ การสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น และปัญหาต่างๆ มากมายจะเบาบางไปเอง โดยไม่ต้องหนักแรงสูญเสียเวลาในการแก้ไข...ในเมื่อไม่มีจุดหมายรวมอันใหญ่ที่ทุกคนใส่ใจคิดหมายร่วมกันว่าจะทำให้ได้ แต่ละคนก็เลื่อนลอย แล้วก็มัวแต่ครุ่นคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่ กลายเป็นว่าเราไม่มีแรงที่จะไปแข่งขันกับสังคมอื่น ก็เลยต้องแข่งตีกันเอง

เวลานี้ สังคมไทยเปรียบเหมือนไก่ในเข่ง ในเทศกาลตรุษจีนเขาจะเอาไก่เป็ดใส่เข่งไปขึ้นเขียง เพื่อทำเป็นเครื่องไหว้เจ้าในวันตรุษจีน แล้วคนก็ได้กินด้วย ไก่ทั้งหลายแต่ละตัวในเข่ง มองไปทางไหนก็เห็นแต่พวกเดียวกัน แล้วก็กระทบกระทั่งกัน จิกตีกันวุ่นวาย จนกระทั่งในที่สุดก็ไปขึ้นเขียงตายไปด้วยกันทั้งหมด

สังคมที่ไม่มีจุดหมายรวมใหญ่ที่จะรวมสายตาให้มองไกลออกไปข้างนอกนั้น แต่ละคนก็จะจ้องมองแต่พวกตัวเอง มองกันไปมองกันมาก็มีแง่ที่จะกระทบกระทั่งกันแล้วก็ขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันไป ในที่สุดก็จะมีสภาพเป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด ตั้งแต่ระดับใหญ่ที่สุดในประเทศลงมา จนถึงเล็กที่สุด จริงหรือไม่ขอให้พิจารณาดู

สังคมไทยขณะนี้ยอมรับหรือไม่ว่าเราขาดจุดหมายรวม ถ้าสังคมไทยมีจุดหมายร่วมก็จะรวมจิตใจของคนทั้งชาติไว้ด้วยกัน ความก้าวหน้าจะทำได้มาก ทั้งในแง่ที่เป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดผลสำเร็จและในการแก้ปัญหาไปด้วยพร้อมในเวลาเดียวกัน และเมื่อมีงานสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันแล้ว ปัญหาเล็กๆ ปลีกย่อยก็จะลดน้อยหายไปเอง เรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องแก้ไข หรือแก้ไขด้วยการละลายปัญหา หมายความว่า ปัญหามีมากมาย เพราะคนไม่มีอะไรจะทำ ถ้ามัวแก้ปัญหาแต่ละอย่าง ก็จะวุ่นวายจมอยู่กับการแก้ปัญหานั่นแหละ ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ถ้าเรามีกิจกรรมหรืองานสร้างสรรค์สักอย่างที่ทุกคนพร้อมใจกันทำ คนทั้งหลายก็จะมาใช้เวลาหมดไปกับการทำงานสร้างสรรค์จนลืมที่จะสร้างปัญหา เลยกลายเป็นว่าปัญหาหมดไปเอง โดยไม่ต้องแก้ไข

ประการที่สอง
มองอย่างแคบที่ตัวคนแต่ละคน เมื่อมองในวงแคบจะเห็นว่าปัญหาต่างๆ มาจากตัวคนแต่ละคนนี่เอง และที่ตัวคนแต่ละคนนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคุณภาพของคน คุณภาพของคนมีเท่าไรก็สร้างสังคมได้เท่านั้น คุณภาพของคนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาคน อะไรเป็นตัวพัฒนาคนก็คือการศึกษา ปัจจุบันนี้ก็ยอมรับกันทั่วไปและเน้นกันมากในเรื่องการพัฒนาคน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคนนั้นยังมีปัญหาที่ว่า กระบวนการพัฒนาคนนั้นเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจุดเน้นคือต้องพัฒนาคนเพื่อสร้างคุณภาพคน แต่เราจะพัฒนาคนที่จุดไหน คุณภาพของคนควรเป็นอย่างไรเป็นต้น ก่อนที่จะพัฒนาคนก็ควรจะรู้ว่าจะให้คนเป็นอย่างไร

สังคมไทยก็อยากจะบรรลุความสำเร็จในการแข่งขัน ซึ่งเป็นค่านิยมของยุคนี้คือการมีชัยชนะ คนที่จะมีชัยชนะได้ต้องมีความเข้มแข็ง ถ้าเราหันมามองดูคุณภาพของคนไทยที่อยู่ในระบบแข่งขันนี้ว่าจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ เช่นดูว่ามีความเข้มแข็งพอไหม เราก็จะมองเห็นจุดตัดสินได้พอสมควร

ถ้าคนไทยจะชนะการแข่งขันในเอเชียหรือในโลกก็ตาม คนไทยจะต้องมีคุณภาพข้อที่หนึ่ง คือต้องมีความเข้มแข็ง ปัจจุบันคนไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ เมื่อดูไปเรากลับมองเห็นในทางตรงข้ามว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังอ่อนแอ และดูจะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ถ้าสังคมไทยอ่อนแอแล้วจะไปแข่งขันกับสังคมอื่นได้อย่างไร ฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่จะต้องทำให้ได้คือ ต้องพัฒนาคนไทยให้มีความเข้มแข็งขึ้นมา”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ เรื่อง “ธรรมกับไทย ในสถานการณ์ปัจจุบัน”
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง)​ ที่ 05:45 น. วันที่ 26 พ.ค.62
ไสยศาสตร์” ดีอย่างไร?
“พุทธศาสน์” ว่าอย่างไร?
....สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
....( ป. อ. ปยุตฺโต )

“ การสะเดาะเคราะห์นี้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความเชื่อถือในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องไสยศาสตร์ หรือเรื่องอำนาจดลบันดาล ซึ่งเวลานี้แพร่หลายมากในสังคมไทย เราควรจะวิเคราะห์ดูข้อดีข้อเสีย

คนที่สะเดาะเคราะห์นั้น สิ่งที่ได้อย่างหนึ่งก็คือความสบายใจ ทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้น หรืออาจจะมีความหวัง และคนก็มองว่าการสะเดาะเคราะห์และเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจดลบันดาลทั้งหลายนี้เป็นเรื่องศาสนา ก็เลยมีผู้พูดกันว่า ศาสนานั้นมีความหมายว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่วยปลอบประโลมจิตใจ บำรุงขวัญ มองในแง่นี้ก็เป็นประโยชน์อยู่ แต่ต้องพิจารณาหลายชั้น

เรื่องของไสยศาสตร์ และความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้ ทางพระพุทธศาสนาให้มองในแง่ของการปฏิบัติ คือไม่สนใจในเรื่องที่ว่าจริงหรือไม่จริง คนทั่วไปมักจะเถียงกันในแง่ว่าจริงหรือไม่จริง แต่พระพุทธศาสนาสอนในแง่ว่าความเชื่อและการปฏิบัติในเรื่องจำพวกนี้มีคุณมีโทษอย่างไรมากกว่า เพราะถ้าเถียงกันว่าจริงหรือไม่จริงนี่ไม่รู้จักจบ และไม่มีใครแพ้ชนะเด็ดขาด นอกจากนั้นถึงแม้ถ้าเป็นจริง แต่ถ้ามีโทษมากกว่าคุณ ก็ไม่ควรเอาด้วย

ข้อพิจารณาที่สำคัญก็คือมองในแง่คุณและโทษ ในแง่นี้ทางพระพุทธศาสนาให้มองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเป็นกลางๆ คือมองทั้งแง่ดีและแง่เสีย ทั้งแง่คุณและแง่โทษ

เมื่อเช้าก็ได้พูดถึงเรื่องการอ้อนวอนเทพเจ้าไปนิดหน่อย โดยยกตัวอย่างเรื่องมหาชนกมาให้ฟังว่า เมื่อเรือแตกกลางทะเล คนทั้งหลายมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญบ้าง อ้อนวอนขอให้เทพเจ้าช่วยบ้าง ก็ตายกันหมด แต่มหาชนกเอาเวลาระหว่างนั้น มาใช้สติปัญญาพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โดยเตรียมตัวให้พร้อมที่จะว่ายน้ำทะเล จึงรอดมาได้

เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องการอ้อนวอนเทวดานี้ มีประโยชน์อะไรบ้าง

๑. อย่างที่บอกเมื่อกี้ คือช่วยปลอบประโลมใจ บำรุงขวัญ ขณะที่จิตใจกำลังเร่าร้อนกระวนกระวายก็ทำให้สงบลงได้ ในขณะที่ตื่นกลัวหวาดผวาก็อาจจะทำให้นอนหลับลงไปได้แล้วก็อยู่ด้วยความหวัง

๒. ต่อจากปลอบประโลมขวัญก็เกิดกำลังใจ ขณะที่ท้อแท้หดหู่พอทำพิธีแล้วก็อาจจะเกิดกำลังใจขึ้นมาบ้าง

๓. แล้วต่อไปก็คือถ้ามีความเชื่อมากก็อาจจะทำให้เกิดความมั่นใจ เมื่อมั่นใจก็ทำให้เกิดความเข้มแข็ง เช่นมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อบูชาแล้วเกิดความมั่นใจก็เข้มแข็งขึ้นมา

ที่ว่ามานี้ก็เป็นประโยชน์ ส่วนที่จะได้ผลสำเร็จจริงหรือไม่ก็เถียงกันไปอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ไม่เด็ดขาด ไม่จะแจ้งลงไป

ที่พูดในแง่ปลอบประโลมใจ บำรุงขวัญ เกิดกำลังใจ ตลอดจนให้เกิดความมั่นใจนั้น เรามองดูก็เป็นคุณประโยชน์ แต่จะต้องมองอีกด้านหนึ่ง คือด้านเป็นโทษบ้าง

ด้านเป็นโทษ มีอะไรบ้าง คนเราเวลามีทุกข์มีภัยก็แสวงหาหนทางที่จะหลุดพ้นไป มีปัญหาก็หาทางแก้ไข แต่พอเกิดความรู้สึกอุ่นใจสบายใจขึ้นมาก็ชักจะนอนใจ หรืออาจจะรอคอยด้วยความหวัง ก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวาย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความประมาท นี้เป็นข้อแรกที่ต้องระวัง

ทีนี้การเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจดลบันดาล และไสยศาสตร์ มีลักษณะที่ร่วมกันคือ

๑. ใช้ศรัทธา เอาความเชื่อเป็นหลัก คือ ไม่เกิดจากการรู้ความจริง ตัวเราเองไม่รู้ความจริงของเรื่องนั้นสิ่งนั้น

๒. เมื่อเป็นความเชื่อ ก็ต้องพึ่งอาศัยสิ่งที่อยู่นอกตัว คือขึ้นต่ออำนาจดลบันดาล รออำนาจนอกตัว ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาช่วย

๓. สิ่งอื่นหรืออำนาจดลบันดาลภายนอกนั้นมาทำให้เรา โดยเราไม่ต้องทำเอง และเราทำเองไม่ได้

นี้เป็นจุดที่สำคัญ เรามองไม่เห็นกระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผลว่ามันสำเร็จได้อย่างไร เมื่อเราเชื่ออย่างนี้แล้ว เราอาจจะเกิดกำลังใจ เกิดความอุ่นใจ ปลอบประโลมใจ เสร็จแล้วเราก็เลยเบาใจ สบายใจแล้วก็ไม่ดิ้นรนขวนขวาย

ทีนี้โทษก็เกิดขึ้น ตอนที่ว่าอุ่นใจสบายใจนั้น ความอุ่นใจสบายใจไม่ได้เกิดจากการรู้เห็นชัดๆ ว่ามันจะสำเร็จได้อย่างไร เพียงแต่เชื่อว่าจะสำเร็จ ตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่รอ ก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวาย เมื่อไม่ได้แก้ไขปัญหา ต่อไปปัญหานั้นก็อาจจะร้ายแรงขึ้นมา อย่างน้อยก็ง่อนแง่นเพราะตัวเองไม่รู้ และมันไม่ได้อยู่ในอำนาจของตัวเอง

พุทธศาสน์ว่าอย่างไร?

ตอนนี้ก็มาพิจารณาหลักการในทางพุทธศาสนาโดยมองเทียบจากข้อเสียของไสยศาสตร์

หนึ่ง เราควรจะทำการให้สำเร็จผลที่ต้องการด้วยความเพียรพยายามของตนเอง คือ ให้สำเร็จด้วยการกระทำ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จด้วยการกระทำของเรา เราจะเห็นเหตุเห็นผลจะแจ้ง คือมองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลในการกระทำกับผลที่สำเร็จตามมา ไม่เหมือนกับผลที่เกิดจากผู้อื่นทำให้ และผู้อื่นที่ว่านั้นเป็นอำนาจเร้นลับที่เราไม่เห็นเลย ไม่สามารถรู้จะแจ้งลงไปว่าผลจะเกิดหรือไม่เกิด ได้แต่เชื่อได้แต่รอไป ฉะนั้น การเชื่อในการกระทำนี่เด็ดขาดกว่า นี่หนึ่งแล้ว

สอง คนที่ไปหวังพึ่งสิ่งภายนอกดลบันดาลหรือทำให้นั้นไม่พัฒนาตนเอง เพราะไปฝากให้ท่านทำให้แล้ว ก็รอซิ ปัญหานั้นตัวเองไม่ได้คิดแก้ไข รอผลดลบันดาลให้ ตัวเองไม่ได้คิดไม่ได้ทำก็ไม่ได้พัฒนาตนเอง

คนเรานี้จะพัฒนามีความเก่งกล้าสามารถขึ้นได้ ก็ด้วยการที่ว่า ได้ฝึกได้หัดได้ทดลองได้ทำได้คิด เมื่อปล่อยปัญหาให้อำนาจภายนอกช่วยไปแล้ว ไม่ได้คิดไม่ได้แก้ไข มัวไปหวังพึ่งท่านอยู่ ตัวเองก็ไม่พัฒนา สติปัญญาความสามารถในการกระทำก็ไม่ได้ฝึกปรือ ก็เลยไม่มีอะไรดีขึ้นในตนเอง เสียสองแล้วคือไม่มีการพัฒนาตนเอง

สาม การที่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นต่ออำนาจภายนอกที่เรามองไม่เห็นนั้น เราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ขาดอิสรภาพ หมดอิสรภาพ พึ่งตนเองไม่ได้ นี่ประการที่สาม

การพัฒนาตนเองจะมาสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองได้ เมื่อเราพัฒนาตนเองฝึกปรือตนเอง ต่อไปเราก็สามารถพึ่งตัวเองได้ เป็นอิสระแก่ตัวเอง พระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ลูกศิษย์สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ยอมให้มามัวรอพึ่งแม้แต่พระองค์เอง พระองค์ต้องการให้ทุกคนเป็นอิสระ ให้เขาพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องมาขึ้นต่อพระองค์ พระพุทธเจ้าช่วยคนให้เขาพึ่งตัวเองได้ ทรงช่วยให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ช่วยให้เขาอ่อนแอแล้วได้แต่คอยรอให้พระองค์ช่วย และ

สี่ ที่พูดไปแล้วก็คือทำให้เกิดความประมาท เพราะไปรอหวังพึ่ง รอให้ท่านช่วย เราก็ปล่อยเวลาไปไม่ได้ทำอะไร มัวแต่อุ่นใจเลยไม่ลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหา

สำหรับข้อเสียนี้ เมื่อ

– มองในแง่แต่ละคน เฉพาะหน้าก็ปล่อยปละละเลยทำให้ปัญหาหมักหมมไม่ได้แก้ ในระยะยาว ถ้าเคยตัวอย่างนี้ก็เลยมีนิสัยไม่ดิ้นรนขวนขวาย ชอบรอหวังพึ่ง อยู่ด้วยความหวัง เรียกว่ามีนิสัยประมาท

– มองในแง่สังคม เมื่อคนทั่วไปเชื่อกันอย่างนี้ ก็ไม่มีการดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหาและทำการสร้างสรรค์ สู้สังคมที่เขามีความเดือดร้อนไม่มีใครช่วยเหลือเลยก็ไม่ได้ สังคมแบบนั้น เมื่อถูกภัยบีบคั้นคุกคาม แล้วหาทางแก้ไขตัวเอง ดิ้นรนไปมาก็ทำให้เจริญเข้มแข็งขึ้นมาได้ ในแง่นี้นับว่าเป็นโทษมาก

ทีนี้เราก็ดูว่าโทษกับคุณนี่คุ้มกันไหม เมื่อมองในระยะยาวและในแง่สังคมส่วนรวม แม้แต่ถ้ามันจะได้ผลจริงบ้าง ก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนาท่านจึงวางหลักการไว้ว่า

หนึ่ง ให้ทำการให้สำเร็จด้วยความเพียรของตัวเองตามเหตุตามผล

สอง ให้ใช้เรื่องนั้น ปัญหานั้น สิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งที่ต้องเผชิญนั้นเป็นเครื่องมือหรือเป็นเวทีในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง คนเราจะต้องศึกษา ต้องเรียนรู้พัฒนาตนเอง จะได้มีชีวิตที่ดีงามยิ่งขึ้น ถ้ามองในแง่ชีวิตคน ชีวิตก็จะดีขึ้น มองในแง่สังคม สังคมก็เจริญก้าวหน้าพัฒนาขึ้น

สาม อย่างที่ว่าแล้ว ให้รู้จักพึ่งตนเอง จะได้มีอิสรภาพ และพึ่งตนเองได้

สี่ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ต้องรอให้มีอะไรมากระตุ้น หรือมีภัยมาบีบคั้นคุกคาม เราก็ลุกขึ้นกระตือรือร้นขวนขวาย ไม่ประมาทอยู่เสมอ
ความไม่ประมาทนี่สำคัญมาก ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงเน้นเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่จะปรินิพพานก็ตรัสว่า

“เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาท”

พูดง่ายๆ ว่า จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

เพราะฉะนั้น ในพระพุทธศาสนานี้ เรื่องของการพึ่งอำนาจดลบันดาลภายนอก หรือลัทธิรอผลดลบันดาลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไสยศาสตร์ หรือการพึ่งอำนาจเทพเจ้าอะไรก็ตาม พระพุทธศาสนาจึงไม่สนับสนุน ไม่ใช่ว่าท่านว่าไม่จริง แต่โทษมันมากกว่าคุณ มันทำให้เสียหลักสี่ประการที่ว่านี้ ถ้าใครจะถามเรา ก็บอกได้เลยว่ามันขัดหลักพุทธศาสนา ๔ ประการ

๑. ขัดหลักการกระทำการให้สำเร็จด้วยความเพียรพยายาม ตามเหตุตามผล

๒. ขัดหลักการฝึกฝนพัฒนาตนเอง

๓. ขัดหลักการพึ่งตนเองและมีอิสรภาพ

๔. ขัดหลักความไม่ประมาท

การเชื่อถือวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ทำให้คนหลงเพลิน คอยรอ และก็อาจจะงอมืองอเท้าไม่ทำอะไร ทำให้ปล่อยปละละเลยกิจที่ควรทำ แล้วก็ทำให้ตกอยู่ในความเสื่อม ชีวิตและสังคมแบบนี้จะเสี่ยงต่อความเสื่อมและภัยอันตราย เพราะฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ โดยทำตามหลัก ๔ ประการที่กล่าวมา"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์  “ถ้าอยากพ้นวิกฤติ ต้องเลิกติดไสยศาสตร์”...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: pckcomeback ที่ 12:51 น. วันที่ 27 พ.ค.62
สาธุครับ
ufabet (http://www.ufabet99.vip)
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แกงส้มกบ ที่ 17:31 น. วันที่ 30 พ.ค.62
นี่คือ “ความจริง” อันเป็นที่สุด
ของสิ่งที่เรียกว่า“ชีวิต”มนุษย์

"เมื่อคนไม่รู้ทันความจริงของธรรม ก็นำความทุกข์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติมาเป็นทุกข์ของตัว

"ทุกขํ" ทุกขังในไตรลักษณ์นี้ เรามักไปมองคำว่าทุกข์เป็นความเจ็บปวดเสีย ที่จริงทุกข์เป็นสภาพตามธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย หรือเป็นสภาวะตามธรรมชาติ คืออาการที่สิ่งทั้งหลายไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิม

บางทีแปลว่า stress หรือ conflict คือภาวะที่มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ-ปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่ เกิด-ดับ บีบคั้น ขัดแย้ง กันอยู่ตลอดเวลา แล้วทุกข์ก็เป็นภาพรวมที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านั้น

สิ่งทั้งหลายเป็นองค์รวมที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆมาประชุมกัน เมื่อองค์ประกอบแต่ละอย่างเกิดขึ้น-ดับไป เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์รวมนั้นจึงไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ เพราะเมื่อองค์ประกอบแต่ละอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะเกิดการขัดแย้งกันเป็นความกดดันภายใน แล้วก็จะต้องคงอยู่ไม่ได้

สภาพที่ขัดแย้ง ฝืน กดดัน คงอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดนี้เรียกว่า "ทุกข์" ซึ่งเป็นสภาวะธรรมชาติในสิ่งทั้งหลาย เมื่อเราใช้ศัพท์นี้กับภาวะในใจคน ก็จะมีความหมายว่าเป็นภาวะที่จิตถูกกดดันบีบคั้น ก็คืออันเดียวกัน

จะเห็นว่าทุกข์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ในสิ่งทั้งหลายนี้ ก็มีความหมายหนึ่ง คล้ายๆกับทุกข์ในใจของเรา ทุกข์ในใจของเราก็คือ ภาวะที่ถูกบีบคั้น กดดัน ขัดแย้ง ไม่สบาย ทนไม่ไหว ทีนี้ ในสิ่งทั้งหลายทุกข์ก็คือภาวะที่จะต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไป เกิดความขัดแย้ง กดดัน ทนอยู่ไม่ได้

ส่วน "อนตฺตา"(อนัตตา) ก็อย่างที่พูดไปแล้วว่า คือดำรงอยู่หรือเป็นไปตามสภาวะของมันอย่างนั้นๆ ซึ่งใครจะไปยึดถือ ยึดครองเป็นตัว เป็นของตัว อย่างใดไม่ได้จริง ถ้าเป็นสังขารก็เป็นเพียงภาพรวมของปรากฏการณ์แห่งกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง มิใช่เป็น"ตัวตน"ที่ยั่งยืนมั่นคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป

เรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกับกฎทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมดาในธรรมชาติ ไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่ ใครมีปัญญาสามารถก็ค้นพบแล้วก็เอามาบอกกัน

เรื่อง อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา นี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เป็นความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าจะเกิดหรือไม่เกิด พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มาค้นพบ เปิดเผยอธิบาย วางเป็นระบบไว้

ตรงนี้แหละ ที่มาโยงเข้ากับ "อริยสัจ" คือเมื่อสิ่งทั้งหลาย ทั้งโลก รวมทั้งชีวิตของคนเรานี้ เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งๆ มันก็เป็นไปตามกฎธรรมชาตินี้ ที่ว่ามีความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงทุกเวลา มีความกดดันขัดแย้งภายใน คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ และเป็นไปตามเหตุปัจจัย ปรากฏรูปลักษณ์ไปต่างๆ ยักย้ายไปตามเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กันนั้น อย่างร่างกายของเรานี้ก็เปลี่ยนไป ตอนเป็นเด็กหน้าตาอย่างหนึ่ง อายุมากขึ้นมาก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ตามธรรมดาของมันอย่างนี้ ก็มีคำถามว่า มนุษย์จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร คือ จะปฏิบัติหรือสัมพันธ์กับธรรมชาติ กับโลก กับชีวิต ที่เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้นอย่างไร

มนุษย์อาจจะสัมพันธ์กับมันด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
"อวิชชา" คือ ภาวะที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่รู้ทันความจริงของสิ่งนั้นๆ
"ตัณหา" คือ ความอยากความปรารถนาต่อสิ่งต่างๆ โดยไม่รู้ทันความจริงของมัน
"อุปาทาน" คือ การเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นอย่างที่ตัวต้องการ เอาความปรารถนาของตนเป็นตัวกำหนด

ถ้ามนุษย์เข้าไปสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆว่า สัมพันธ์กับโลกและชีวิตด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ก็จะเกิดปัญหาขึ้นกับชีวิตของตัวเองทันที ทุกข์ที่เป็นสภาพอยู่ในธรรมชาติตามธรรมดาของมัน คือ เป็นความขัดแย้ง คงอยู่ไม่ได้ ในสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงคืบเคลื่อนไปนั้น ก็จะเกิดเป็นสภาวะที่กดดัน ขัดแย้ง ขึ้นในจิตใจของมนุษย์ ตอนนี้ ทุกข์ในธรรมชาติที่มีอยู่ตามธรรมดา กลายมาเป็น"ทุกข์"ปรุงแต่งในใจของเรา

ที่จริงมันเป็นทุกข์อยู่ตามธรรมดาในธรรมชาติ แต่เมื่อเราไปสัมพันธ์ปฏิบัติต่อมันไม่ถูก จึงเกิดเป็นทุกข์ในใจของเราขึ้นมา และเมื่อสืบค้นดูก็จะรู้ว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของเราในกรณีนี้ ตัวนี้แหละที่ท่านว่าเป็น "สมุทัย" คือเหตุแห่งทุกข์ ตอนนี้สมุทัยมาเเล้ว

"สมุทัย" นี้ ถ้า(พระพุทธเจ้า)ตรัสแค่บทบาทหน้าโรง ก็เอา"ตัณหา"เป็นตัวแสดง แต่ถ้าตรัสแบบเต็มโรง จะยกเอา"อวิชชา"เป็นตัวกำกับหลังโรง ขอให้ดูเวลาตรัส ว่าอะไรคือ"สมุทัย" พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๒ แบบ

แบบที่ ๑ ตรัสว่า สมุทัย ได้แก่ ตัณหา คืออธิบายง่ายๆสั้นๆว่า "สิ่งทั้งหลายมันไม่เป็นไปตามใจอยากของคุณหรอก เมื่อคุณสัมพันธ์กับมันด้วยความอยาก คุณก็ต้องเป็นทุกข์เอง"

แต่เบื้องหลังตัณหา คือความอยาก หรือความตามใจตัวนี้ ตัวการที่แท้ก็คือ "ความไม่รู้เท่าทันความจริง" ซึ่งเป็นเงื่อนไขเปิดช่องให้ปัจจัยต่างๆเข้ามาหนุนกันในการที่จะให้ปัญหานั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น

แบบที่ ๒ จึงตรัสแบบกระบวนการที่เริ่มต้นจาก"อวิชชา" ว่าอวิชชาเป็นปัจจัยพื้นฐานของปัญหาหรือทุกข์ สมุทัยที่แท้จริงเป็นกระบวนธรรม (ธรรมปวัตติ) ตามกฎปฏิจจสมุปบาทว่า "อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา" ซึ่งประมวลว่าทั้งหมดนี้คือสมุทัยแห่งทุกข์

ตอนนี้จะเห็นได้ว่า กฎธรรมชาติ มาสัมพันธ์กับมนุษย์แล้ว

ตอนแรก พูดเริ่มจากกฎธรรมชาติก่อนว่า ความจริงของธรรมชาติมันมีอยู่ตามธรรมดาของมัน สิ่งทั้งหลายดำเนินไปตามกฎธรรมชาตินั้น เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ตอนนี้ มาถึงคน คือในการที่คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเกี่ยวข้องโดยมี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกำหนด ก็จะเกิดปัญหา มีทุกข์ขึ้นมา

อันนี้ คือ อริยสัจ ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ การสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายซึ่งมีศักยภาพที่จะให้เกิดทุกข์ ด้วยอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ซึ่งเป็นสมุทัย คือตัวเหตุ แล้วก็เกิดทุกข์ในตัวคนขึ้นมา คือก้าวจากทุกข์ในสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาเป็นทุกข์ในใจของเรา

นี่คือ วิธีพูดแบบย้อนกลับโดยเอากฎธรรมชาติเป็นจุดเริ่มต้น โดยเริ่มที่ "สมุทัย" คือมนุษย์ไปสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายไม่ถูกต้อง โดยสัมพันธ์ด้วย อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ก็เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ "ถ้ารู้จักพระพุทธศาสนา ความสุขต้องมาทันที"...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบหมู(แดง) ที่ 15:13 น. วันที่ 06 มิ.ย.62
สร้างบุญอย่างไร
ให้กรรมเปลี่ยน
ทำง่ายได้ผลจริง !!!
สร้างบุญเปลี่ยนกรรม “เข้าใจกรรมและการสร้างบุญ”
เชื่อว่าสิ่งที่คนเราทุกคนนั้นต้องการก็คือความสุข ซึ่งก็น่าจะหมายถึง การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินทองมากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและคนที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขัดสน
หรือความสุขของบางคนอาจหมายถึง การมีเงินทองมากมายในระดับเป็นเศรษฐีทุกอย่างไม่ใช่เรื่องผิดปกติใคร ๆ ก็ต้องการเรื่องแบบนี้ทั้งสิ้น
แต่คนจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้แล้วยังไม่พบทั้งสองอย่างก็คือ ทั้งความสุขและความมั่งมี เพราะว่ายังขาดความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมดีพอ คือทั้งในด้านกรรมทางโลกอันหมายถึง การลงมือกระทำงานที่ถูกต้อง การมีเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการใช้หาเงิน รวมไปถึงการมีเพื่อนฝูงที่ดีไว้ใจได้เป็นกัลยาณมิตร
ส่วนในทางธรรมคือ กรรมที่คอยเกื้อหนุนอันหมายถึง กรรมดี หรือ “บุญ” รวมไปถึงกรรมที่เป็นอกุศลคอยฉุดดึงให้ชีวิตร่วงลงเหวหรือพานพบกับอุปสรรคมากมายคือ “บาป” กรรมในด้านนี้เองที่แม้แต่คนร่ำรวยอยู่แล้วบางครั้งก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง จนบางครั้งทำให้เกิดความประมาทหลงเดินผิดพลาดจนสุดท้ายชีวิตเข้าสู่หายนะในบั้นปลาย
หากใครพอจะจำเจ้าพ่อตลาดหุ้นอย่าง นายเบอร์นาร์ด เมอร์ดอฟ (Bernard Madoff) ก็คงจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการขาความเข้าใจเรื่อง “กรรม” นายเบอร์นาร์ดนั้นเป็นถึงประธานตลาดหุ้นใหญ่ที่มีชื่อเสียงก้องโลกแต่กลับใช้ความน่าเชื่อถือที่มีกระทำการทุจริตนำเงินได้มาจากการระดมเงินทุนของนักธุรกิจทั้งหลายโดยใช้ชื่อเสียงของตนบังหน้าแล้วเอาไปเล่นแชร์ลูกโซ่
จนเกิดความหายนะไปทั้งวงการตลาดการเงินหลายบริษัทต้องล้มครืน สุดท้าย ถูกลูกชายของตัวเองแจ้งจับติดคุกติดตะรางยาวนานถึง 150 ปี! และต้องสูญสิ้นทรัพย์สินมากมายรวม 170 ล้านเหรียญสหรัฐ
“จากชีวิตที่เคยมีพร้อมทุกอย่าง กลับกลายเป็นหมดสิ้นทุกอย่างได้ในพริบตา” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจและเชื่อในกฎแห่งกรรมนั่นเอง ในเรื่องของความเข้าใจในกฎแห่งกรรมนี้มีความแตกต่างกันอยู่ใน 3 ระดับได้แก่
1. คนที่เชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่สงสัย
คนที่มีความเชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่คิดสงสัยเพราะว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่ได้ประสบมาคือ จากที่เคยทำงานหนักด้วยความยากลำบากพอได้ กระทำความดีสร้างบุญอย่างต่อเนื่องเมื่อรวมกับการทำงานอย่างหนักและมีวิธีการที่ดีมีความถูกต้อง
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลแห่งการกระทำดีของเขาก็ได้ส่งผล เขาจึงได้รับผลแห่งกรรมดีนั้นไป ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากเจ้าสัวในเมืองไทยหลาย ๆท่านที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็สามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หยิบอะไรจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด
2. คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องกรรมอยู่เลย
คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญกรรมเลยจะเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองอย่างสุดขั้วว่า “สองมือนี้เท่านั้นเป็นผู้สร้างความสำเร็จ” อย่างอื่นไม่เกี่ยวหรือไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
บุคลิกลักษณะก็จะเป็นคนที่ตื่นแต่เช้า ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนดึกดื่นแต่ไม่ได้สร้างบุญในทางธรรมเพิ่มและเน้นการกระทำที่ดีในปัจจุบันเท่านั้น ก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
แต่ทว่าคนประเภทนี้อาจใช้เวลานานกว่าในการที่จะทำงานสร้างความร่ำรวยให้ประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตนได้ตั้งไว้จริง ๆ เรียกว่า
“ยังไม่ถึงดวงดาว” เสียที การที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะกรรมดีในทางโลกที่ได้ทำไว้และกรรมนั้นเป็นแรงผลักดันให้ แต่เขาอาจไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัว
3. คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่ากรรมดีจะช่วยได้
เชื่อหรือไม่ว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่ไม่เชื่อเลยเสียอีก เพราะความเชื่อนั้นส่งผลออกมาในทางปฏิบัติ คือหากมีคนอื่นสนใจในเรื่องไหนก็มักจะทำตามในเรื่องนั้น เช่นในอดีต ที่มีการบูชาองค์จตุคามรามเทพกันมากๆ
ก็จะมีการแห่แหนบูชาตามกันมากมาย พอความนิยมเริ่มลดลงก็จะหมดความสนใจที่จะทำกรรมดีต่อไป คือทำทั้งงานและทำบุญแบบสามวันดีสี่วันเลิก และคนแบบนี้ก็นับได้ว่ามีมากที่สุดเช่นกัน
เรื่องกรรมนี้มีความสำคัญมากในชีวิตของเราทุกคนเพราะว่างานหรือกิจกรรมใด ๆที่เราต้องทำนั้นเรายังต้องอยู่ในสังคมอยู่กับคนรอบข้างและอยู่กับความเป็นจริงไม่มีใครที่สามารถจะอยู่คนเดียวได้กรรมที่ทำทุกอย่างจะมีความเกี่ยวพันกับตัวของเราเองและคนอื่นอยู่เสมอ..... ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แกงส้มกบ ที่ 16:11 น. วันที่ 06 มิ.ย.62
“ปฏิบัติ” โดยไม่มี “ปริยัติ” จริงหรือ?

“มีผู้ถกเถียงกันว่า ไปปฏิบัติเลยโดยไม่มีปริยัติก็ได้ เข้าป่าไปอยู่กับอาจารย์ หรือไปอยู่คนเดียว ไปถึงก็ลงมือบำเพ็ญสมาธิเลย ไม่ต้องมีปริยัติ นอกจากนั้นก็ยังมีการติเตียนว่า ถ้าปริยัติอย่างเดียว โดยไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ทำให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะเมื่อไม่มีการปฏิบัติก็ไม่เกิดผลคือปฏิเวธ นี่ก็เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ...

"ปริยัติ" คือ การเล่าเรียน สดับฟังจากผู้อื่น แม้แต่พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เป็นสิ่งที่ได้รับฟังมาจากผู้อื่น คือรับฟังจากที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

พระพุทธเจ้าเคยปฏิบัติมาแล้ว แล้วก็ได้รับผล พระองค์มีประสบการณ์ในการปฏิบัติ และได้รับผลจากการปฏิบัตินั้นมาเองแล้ว พระองค์ทรงนำประสบการณ์นั้นแหละ มาจัดเรียบเรียงขึ้น แล้วนำมาถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น

ความรู้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติของพระองค์นี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ปริยัติ"...

การที่เรายอมรับปริยัตินี้ ก็เพราะเราเชื่อพระพุทธเจ้าใช่หรือไม่ เราไว้ใจว่าพระพุทธเจ้าปฏิบัติถูกได้รับผลจริงแล้ว..."ปริยัติ" ไม่ได้มาจากไหน ก็มาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ "ปริยัติ" ก็จะมาเป็นเครื่องช่วยให้ "ปฏิบัติ" ได้ถูกต้องต่อไป...

"ปฏิบัติ" นี่ บอกแล้วว่า คือ "เดินทาง" เราเดินทางเองไม่ถูก เราไม่แน่ใจตนเอง เราก็เลยขอความรู้จากท่านที่เคยมีประสบการณ์ได้เดินทางมาก่อน เราก็จึงมาเรียนปริยัติ...

ทีนี้ ถ้าเราไม่อาศัยปริยัติจะเป็นอย่างไร เราก็สุ่มสี่สุ่มห้าเริ่มต้นใหม่ ลองผิดลองถูก ก็สามารถทำได้ ปฏิบัตินั้นท่านไม่ได้ห้าม ใครจะปฏิบัติก็ได้ จะตั้งตัวเป็นศาสดาใหม่เสียเอง ใครจะไปห้ามได้...

แต่ท่านไม่เคยเดินทางนี้ ก็รับรองไม่ได้นะ ท่านอาจจะไปตกหลุมตกบ่อ อาจจะหล่นเหวไปเสียก่อนระหว่างทาง หรืออาจจะไปทางผิด...ทีนี้ถ้าเราไม่เอาปริยัติเลย เราก็เสี่ยงต่อการที่จะปฏิบัติเดินทางผิดพลาด

ปริยัตินี้ ท่านเปรียบเหมือนกับเข็มทิศบ้าง เหมือนกับแสงไฟส่องทางบ้าง เข็มทิศทำให้เรารู้ทิศทางไปถูก แสงไฟส่องทางหรือไฟฉายก็ทำให้เราเห็นทางที่จะเดินไปในความมืด...

บางที เราไม่ได้เรียนปริยัติโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เราก็เรียนผ่าน"อาจารย์" บางทีอาจารย์ไม่ได้ให้เราเรียนตำราหรือคัมภีร์ทั้งหมด อาจารย์สอนเรานิดๆหน่อยๆ บางทีเราไปหาอาจารย์ปุ๊บนี่! ท่านบอกเลยว่า..ให้ทำอย่างนั้นๆ เช่น บอกว่าให้กำหนดลมหายใจอย่างนั้นๆ อันนี้ คืออะไร? อันนี้ ก็คือ "ปริยัติ" เพียงแต่พบกับอาจารย์แล้ว ท่านบอกให้ทำอย่างนี้ๆนะ นี่คือ.."ปริยัติ"แล้ว หลายท่านไม่เข้าใจ นึกว่าตัวเองไม่ได้ผ่าน"ปริยัติ" ที่จริงผ่านโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์มีหน้าที่อย่างหนึ่งที่สำคัญคือการใช้ความสามารถคัดเลือกปริยัติให้เหมาะกับตัวผู้ปฏิบัติ แทนที่เราจะต้องไปค้นปริยัติ เรียนปริยัติมากมาย หรือเรียนพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม ๒๒,๐๐๐ กว่าหน้า อาจารย์ท่านมีความชำนาญ ท่านได้เคยใช้ปริยัติในการปฏิบัติ มีประสบการณ์ของตนเองแล้ว ท่านก็รู้ว่าอันไหนจำเป็นจะต้องใช้เมื่อไร ท่านก็คัดเลือกปริยัตินั้นมาให้เรา...คือ ท่านคัดเลือกปริยัติให้เรา ลัดเวลาให้เราประหยัดเวลาให้เรา เสร็จแล้วพอเราก้าวไปอีกสักนิด อาจารย์ก็มาตรวจสอบว่า เราปฏิบัติไปได้แค่ไหน แล้วท่านก็ให้ปริยัติต่อ กล่าวคือ คำแนะนำที่ว่า ต่อไปให้ทำอย่างนั้นๆ หรือบอกให้รู้ว่าประสบการณ์ที่ได้มาตอนนี่ผิดพลาด ให้แก้ไขอย่างนั้นๆ นี่คือ "ปริยัติ"ทั้งสิ้น

ในพระพุทธศาสนานั้น ท่านใช้คำว่าปริยัติในความหมายเฉพาะ ท่านจำกัดความไว้ทีเดียวว่า "ปริยัติ" หมายถึง "พุทธพจน์ หรือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า" ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพึงเล่าเรียน...

ถ้าจะพูดให้ตรงทีเดียว ผู้ที่กล่าวว่า "ปฏิบัติได้โดยไม่มีปริยัติ" ก็เท่ากับพูดว่า.."ตนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ ไม่ต้องรู้เลยว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร" ซึ่งก็มีความหมายอย่างเดียวกับพูดว่า ตนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องมีพระพุทธเจ้าเลยนั่นเอง

ถ้าอย่างนั้น คนอื่นก็ย่อมจะกล่าวกับผู้นั้นได้ว่า เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า หรือว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา

แต่เขาปฏิบัติอะไรๆ ที่เป็นเรื่องความคิดความเห็นของตัวเขาเอง หรือของอาจารย์ท่านนั้นๆโดยเฉพาะ ซึ่งก็อาจจะเก่งมาก เช่น อย่างโยคีหรือฤๅษีชีไพรตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ที่ได้ถึงฌานสมาบัติ หรือ แม้กระทั่งจบโลกียอภิญญาชั้นสูงสุด แต่ก็ไม่ใช่พระพุทธศาสนา

รวมความว่า ปัญหาเกี่ยวกับ"ปริยัติ"นั้น
ไม่ใช่ถามว่าปริยัติต้องมีหรือไม่?
แต่ควรถามว่า ปริยัติจะเอาแค่ไหน?
และจะรับเอามาอย่างไร?"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมบรรยาย "ปฏิบัติธรรม ให้ถูกทาง" เมื่อ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ ที่ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบ​ อัศวินสีส้ม ที่ 09:48 น. วันที่ 08 มิ.ย.62
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าเราทำดีโดยการมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้ว เราจะมี ความอุ่นใจถึง4 อย่าง

1. ถ้าหากว่าชาติหน้ามีจริง บาปบุญที่ทำไว้มีจริง ก็เมื่อเราทำแต่ดี ไม่ทำชั่ว เราจะชื่นใจว่าเราจะไป เกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่นอน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่หนึ่ง

2. ถ้าหากว่าชาติหน้าไม่มีจริงบาปบุญที่คนทำไว้ไม่มีจริงก็เมื่อเราไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีชาตินี้เราก็สุข แม้ชาติหน้าจะไม่มีก็ตามนี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สอง

3. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำไว้ ชื่อว่าเป็นอันทำ คือได้รับผลของบาป ก็เมื่อเราไม่ทำบาปแล้ว เราจะได้ รับผลของบาปที่ไหน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สาม

4. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำแล้วไม่ได้เป็นบาปอันใดเลยหรือไม่เป็นอันทำ ก็เมื่อเราไม่ได้ทำบาป เราก็ พิจารณาตนว่าบริสุทธิ์ทั้งสองส่วน คือ ส่วนที่เราไม่ได้ทำชั่ว และในส่วนที่เราทำดี เราก็มีความสุขในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ทำชั่ว นรกสวรรค์จะมีหรือไม่มีบาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็ได้ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่คนที่ทำชั่วนรกสวรรค์จะมีหรือไม่มี บาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็เดือดร้อนทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าหากว่าสวรรค์มีจริง เขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ถ้านรกมีจริง เขาก็ต้องลงนรก ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะ เราไม่ได้ทำชั่วในปัจจุบัน และเราก็มีความสุขในปัจจุบัน เพราะเราทำดี การให้พิจารณาอย่างนี้ เป็นการพิจารณา ที่สร้างเหตุสร้างผลขึ้น...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 09:26 น. วันที่ 11 มิ.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 20:50 น. วันที่ 15 มิ.ย.62
ปิดปิด ปิดปิด เปิดเปิด
ประเสริฐประสาทเป็นศรี
ปิดเป็นเปิดเป็นเด่นดี
กาลีไม่กัดกินใจ
      ปิดปิดปิดตาเสียบ้าง
อย่าสร้างเรื่องราวสาวไส้
อย่ารู้อย่าเห็นประเด็นใด
บอดได้เสียบ้างก็ดี
         ปิดปิดปิดปากเสียเถิด
พูดเปิดปากคาวฉาวฉี่
พูดมากมากเรื่องเคืองตี
จะดีไม่พูดพล่ามเพลิน
      ปิดปิดปิดหูเสียที
ใยดีทำไมใครสรรเสริญ
นินทาโลกธรรมช้ำเชิญ
อย่าเหินอย่าหกตกใจ
        ปิดปิดปิดปิดเปิดเปิด
ประเสริฐประสาทมาดใหม่
แกล้งโง่แกล้งฉลาดปราชญ์ใช้
ทำได้ทำเป็นเย็นทรวง...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 11:01 น. วันที่ 23 มิ.ย.62
ความตาย..ไม่มี นิมิต เครื่องหมาย
ความตาย..คือ ธรรมดาของชีวิต

ชีวิตํ พฺยาธิ กาโล จ   เทหนิกฺเขปนํ คติ
ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ   อนิมิตฺตา น นายเรฯ

สิ่งไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ซึ่งใครๆก็รู้ไม่ได้ ในสัตว์โลกมีอยู่ ๕ อย่าง คือ  ๑. อายุ  ๒. โรค  ๓. เวลา  ๔. สถานที่  ๕. ที่เกิด

หมายความว่า...
๑. อายุ (ชีวิตํ)  จะตายในอายุเท่าใดก็ไม่รู้
๒. โรค (พฺยาธิ)  จะตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้
๓. เวลา (กาโล)  จะตายกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้
๔. สถานที่ (เทหนิกฺเขปนํ)  จะตายในบ้านหรือนอกบ้านก็ไม่รู้
๕. ที่เกิด (คติ) ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้

คัมภีร์วิสุทธิมรรค
-------------------------

สังเวชนียธรรม
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช

" ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด

มนุษย์ทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ โง่ ฉลาด มั่งมี และยากจน ล้วนต้องตาย ชีวิตของสัตว์เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สุกบ้าง ดิบบ้าง ซึ่งล้วนมีความแตกสลายเป็นที่สุด "

มหาปรินิพพานสูตร
ที.ม. ๑๐/๑๘๕/๑๓๑-๑๓๒

หมายเหตุ
คำว่า "สังขารทั้งหลาย" ในที่นี้ หมายถึง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ที่ตรงกับคำว่า "สังขตธรรม" ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
----------------------------------

ชีวิตนี้น้อยนัก..มีความตายเป็นที่แน่นอน

" สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวซึ่งเป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไป(สู่ความตาย) เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อมเคลื่อนไปเรื่อยไป ไม่หวนกลับมา ดังนี้

      วันและคืนล่วงไป ชีวิตพลอยดับไปด้วย อายุของสัตว์ค่อยสิ้นไป  ดังน้ำแห่งแม่น้ำน้อยค่อยแห้งไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความตายเป็นเที่ยงแท้แน่นอน ดุจผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความหล่นในเวลาเช้า ฉะนั้น

      อนึ่ง เหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกอย่างล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น
     หยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็ตกไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น."

คัมภีร์วิสุทธิมรรค
อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ
---------------------------------

คติธรรมดา...ของชีวิต

"การระลึกถึงความตายก็เป็นสิ่งสำคัญ ความตายนั้นเป็นความจริงของชีวิต ท่านเรียกว่าเป็นคติธรรมดา คือคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ชีวิตมีการเริ่มต้นก็ต้องมีที่สิ้นสุด การเริ่มต้นของชีวิตเราเรียกว่าการเกิด การสิ้นสุดของชีวิตเราเรียกว่าความตาย เกิดกับตายนี้เป็นของคู่กันและต้องตามกันมาแน่นอน เมื่อระลึกถึงความตายก็คือระลึกถึงความจริงของชีวิต ซึ่งจะทำให้เราเกิดความรู้เท่าทัน แต่ก็เช่นเดียวกันต้องระลึกให้ถูกต้อง ถ้าระลึกไม่เป็น เรียกว่าทำในใจไม่แยบคาย ก็จะทำให้เกิดโทษได้

คนที่ระลึกถึงความตายโดยทำใจไม่แยบคาย เรียกว่าระลึกไม่เป็น จะทำให้เกิดโทษสองประการ

ประการที่หนึ่ง คือ นึกถึงแล้วเกิดความประหวั่นพรั่นกลัว ความประหวั่นพรั่นกลัวเป็นสิ่งบีบคั้นจิตใจ ทำให้จิตใจเศร้าหมองมีความทุกข์ เป็นการระลึกที่ไม่ถูกต้อง

ประการที่สอง ระลึกแล้วทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ โดยเฉพาะการระลึกถึงความตายของบุคคลผู้เป็นที่รัก เมื่อทำให้จิตใจไม่สบายก็เป็นความทุกข์ เป็นการระลึกที่ไม่ถูกต้องอีกเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ บางคราวยังเกิดผลประการที่สาม คือ บางคนไปนึกถึงความตายของคนที่เกลียดชังเป็นศัตรูกัน ก็ทำให้เกิดความดีใจ ความดีใจในกรณีนี้เป็นความดีใจในทางร้าย เป็นอกุศล ก็ไม่ดีอีก รวมแล้วก็เป็นการทำในใจไม่แยบคายทั้งสิ้น

ในทางตรงข้าม ถ้าระลึกถึงอย่างถูกต้องก็เป็นคุณเป็นประโยชน์

ประโยชน์ประการที่หนึ่ง ในระดับทั่วไปก็คือ ทำให้เกิดความไม่ประมาท เพราะความตายนี้เป็นความจริงของชีวิตที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นการไม่แน่นอนว่าความตายที่จะเกิดขึ้นแน่นอนนี้จะเกิดขึ้น ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร เราไม่อาจคาดคะเนได้

ในเมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ว่าชีวิตของเราเองก็ตาม สิ่งที่เราเกี่ยวข้องก็ตาม ล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจัง ไม่คงอยู่ยั่งยืนตลอดไป จึงจะนอนใจอยู่ไม่ได้ เวลาที่ผ่านไปนั้นมันผ่านไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงด้วย และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่แน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราจึงจะต้องเร่งรีบทำกิจหน้าที่และทำความดี สิ่งที่ควรทำก็รีบทำ สิ่งที่ควรละเว้นก็รีบละเว้น สิ่งที่ควรป้องกันกำจัดแก้ไขก็รีบป้องกันกำจัดแก้ไขเสีย อันนี้เรียกว่า "ความไม่ประมาท" การระลึกถึงความตายในทางที่ถูกต้องจะทำให้เกิดผล คือ ความไม่ประมาท และในการที่จะเพียรพยายามทำความดี ทำกิจหน้าที่ และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไป

ประการที่สอง การระลึกถึงความตายในฐานะที่เป็นความจริงของชีวิตนั้น ทำให้เกิดความรู้เท่าทันความรู้เท่าทันความจริงของชีวิตนี้ก็ทำให้เกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาก็ทำให้รู้จักปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ปฏิบัติต่อชีวิตของตนได้ถูกต้องเป็นต้นไป

คนเรานี้เมื่อไม่รู้จักชีวิตของตนเองก็ปฏิบัติต่อชีวิตผิด พอปฏิบัติต่อชีวิตผิดก็ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายรอบๆ ตัวผิดด้วย เพราะเราเข้าใจสิ่งทั้งหลายไม่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต ก็จึงเที่ยวไปยึดถือผิดๆ หรือยึดถือในทางที่เป็นไปไม่ได้ต่อสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำการไปตามอำนาจ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างน้อยพอเรารู้เท่าทันความจริงของชีวิตว่า ชีวิตของเราก็เท่านี้แหละ คือมีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีความตายในที่สุด ในที่สุดก็ต้องจากโลกนี้ไป จะโลภโมห์โทสันไปทำไม มีแต่จะก่อทุกข์ก่อการเบียดเบียนกันไปเท่านั้นเอง ทางที่ดีควรจะใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่ดีงาม แล้วก็ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใสด้วยความรู้เท่าทัน การระลึกถึงความตายในฐานะเป็นความจริงของชีวิตทำให้เกิดประโยชน์ประการที่สองนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในทางปัญญาที่สำคัญ

การรู้ได้คิดได้อย่างนี้เป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ถ้ารู้จักนำมาใช้ประโยชน์ การระลึกถึงความตายก็เป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอเป็นประจำ คนที่ระลึกถึงความตายอย่างถูกต้องจะมีจิตปลอดโปร่งเบิกบานผ่องใส และไม่มีความกลัวต่อความตาย แต่จะเกิดความรู้สึกปลุกเร้ากระตุ้นเตือนตนเองให้เอาจริงเอาจังกับการทำกิจหน้าที่ ทำความดีงามและสร้างสรรค์ประโยชน์สุขทั้งแก่ชีวิตของตนเอง และชีวิตที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นให้เป็นไปอย่างกระตือรือร้น"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ "นึกถึงความตายก็ต้องทำใจให้ถูก".... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หมูแดงเอ๋อ ที่ 17:47 น. วันที่ 29 ก.ค.62
https://m.youtube.com/watch?v=JCgum_j0R08&feature=share
 ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แกงส้มกบ ที่ 08:42 น. วันที่ 30 ก.ค.62
https://m.youtube.com/watch?feature=youtu.be&v=eo9JSPJgkvA
 ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หมูแดง​ ที่ 08:51 น. วันที่ 30 ก.ค.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หมูแดง(ธัมมี่)​ ที่ 09:42 น. วันที่ 01 ส.ค.62

. ส.หลก
https://youtu.be/5YAVbEHy9Mc
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: จูน​ ขนนกยัน ที่ 16:28 น. วันที่ 06 ส.ค.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ - รบกวนขอไฟล์ภาพค่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Julalak ที่ 07:54 น. วันที่ 16 ส.ค.62
. ส.หลก
ดิฉันอยากรบกวนขอไฟล์ภาพค่ะ ดิฉันมีความประสงค์พิมพ์เป็นธรรมทาน

julalak.brown@hotmail.com

ขอบพระคุณมากค่ะ
จุฬาลักษณ์ บราวน์
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Julalak ที่ 08:18 น. วันที่ 16 ส.ค.62
มีอยู่ 2 ภาพที่สามารถปริ้นเป็นภาพใหญ่เท่าโปสเตอร์ได้ครับ เลือกดูครับ

ถ้าต้องการทิ้งเมล์ไว้กระทู้นี้น่ะครับ จะส่งไปให้ครับ ภาพใหญ่มากๆครับ (ก็หาทางเน็ตเหมือนกันครับ)

แล้วไปติดต่อโรงพิมพ์ที่มี printer ขนาดยักษ์ ที่เคยเห็น มาสเตอร์พีช หน้าวัดปากน้ำ หรือ บิกซีเอ็กต้า (คาร์ฟูเก่า) ชั้น 2

ไปถามราคาดูน่ะครับว่าแผ่นเท่าไร ถ้าพิมพ์เท่ากระดาษโปสเตอร์  ส.หัว

ดิฉันรบกวนขอโปสเตอร์ด้วยค่ะ มีความประสงค์พิมพ์เป็นธรรมทานค่ะ
julalak.brown@hotmail.com

ขอบพระคุณมาก่ะ
จุฬาลักษณ์ บราวน์
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: สมชาย​ หมอแดง ที่ 20:36 น. วันที่ 20 ส.ค.62
“สารจากสนเฒ่า”
.

ขึ้นชื่อว่า “สุสาน”
คงมีไม่กี่คนที่อยากไปเยือน
เพราะเราต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า
สุสานมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร
.
แต่หากใครก็ตามได้มาเยือนสุสานเก่าแก่
แห่งเมืองโคยะซัง จังหวัดวากายาม่า
ประเทศญี่ปุ่น
ทัศนคติเกี่ยวกับสุสาน
คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
ในวันที่ผู้เขียนมาถึงที่สุสานหลวงแห่งนี้
ตามคำแนะนำของสถาปนิก
ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดวางภูมิทัศน์
ที่ยึดโยงสิ่งแวดล้อมเข้ากับสถาปัตยกรรม
อันเป็นเวลาราวบ่ายโมงเศษ
ผู้เขียนพบว่ามีผู้คนคราคร่ำแน่นขนัด
ตั้งแต่ทางเข้าจนสุดทางเดินเข้าสุสานด้านใน
ที่อยู่ลึกเข้าไปหลายกิโลเมตร
นักท่องเที่ยวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
นักศึกษาจากบางมหาวิทยาลัย
ดาหน้าเดินสู่สุสานแห่งนี้
ดังหนึ่งว่า ที่นี่ ไม่ใช่ที่ที่ฝังอสุภซากของคนตาย
.
พวกเขามาดูอะไรกัน ?
คำถามนี้ดังก้องอยู่ในห้วงคิดของผู้เขียน
เพื่อให้หายสงสัย
คณะของเราจึงดุ่มเดินเข้าไปตามทาง
สำหรับคนอื่น
อาจเดินได้เร็วกว่าพวกเราหลายเท่าตัว
แต่สำหรับกลุ่มของพวกเราแล้ว
หนึ่งชั่วโมงแรกผ่านไป
เรายังก้าวเข้าไปไม่ถึง ๑๐๐ เมตรของสุสานเลย
.
ใช่แล้ว !
เราต่างก็ต้องมนต์สะกดของสุสานเข้าอย่างจัง
มนต์ที่ว่านั้นก็คือ ป่าสนอายุหลายสิบจนถึงหลายร้อยปี
หรือบางที บางต้นอาจอายุยืนยาวถึงพันปี
ที่นี่ เป็นบ้านอันอุดมสมบูรณ์ของป่าสนนับหมื่นนับแสน
ที่ขึ้นอยู่เป็นดงแน่นขนัด
บางช่วง บางบริเวณ มีต้นสนใหญ่ขนาดสิบคนโอบ
ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเหมือนกำลังชุมนุมกันถกปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง
ผู้เขียนแหงนคอตั้งบ่า
ทอดตามองดูปู่ ย่า ตา ยาย ของต้นสน
ที่อายุรวมกันน่าจะได้หลายหมื่นปี
.
นาทีนั้นเอง
วาบความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
“มนุษย์เอ๋ย...
เจ้าทั้งหลาย
อย่าหลงตัวเองว่ายิ่งใหญ่ไปนักเลย
พวกเจ้าน่ะ อยู่กันไม่ถึงร้อยปี
ก็ต้องจากโลกนี้ไปกันหมดแล้ว
แต่ดูพวกเราสิ
สนต้นที่หนุ่มที่สุด
อายุก็ย่างสองร้อยปีเข้าไปแล้ว
เลิกอหังการเสียเถิดมนุษย์เอ๋ย
พวกเจ้าไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เข้าใจผิดกันหรอกนะ
เมื่อเทียบกับสนอย่างพวกเราแล้ว
พวกเธอก็ไม่ต่างอะไรกับมอสส์ต้นเล็กๆ
ที่ขึ้นอยู่ตามโคนต้นของพวกเราเท่านั้นเอง”
.
“เมื่อเทียบกับธรรมชาติ
มนุษย์เป็นเพียงผงคลีธุลีดินเท่านั้น”
หากคิดได้อย่างนี้
เรา (มนุษยชาติ)
คงเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลงกว่านี้มาก
.
(ว.วชิรเมธี)
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 15:21 น. วันที่ 21 ส.ค.62
เศรษฐีคนหนึ่งมองผ่านหน้าต่าง เห็นคนเก็บขยะคุ้ยหาขยะไปขาย เขาอุทานกับตัวเองว่า "ช่างโชคดีจริงๆที่เราเกิดมารวย"
.
คนเก็บขยะมองไปรอบ ๆ เห็นคนแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่บนถนน ... เขาอุทานกับตัวเองว่า "โชคดีแล้วที่เราไม่ได้บ้า"
.
คนบ้ามองเห็นรถพยาบาลแล่นพาคนป่วยไปโรงพยาบาล... เขาอุทานกับตัวเองว่า "เราช่างโชคดีเหลือเกินที่ยังไม่ป่วย"
.
พอคนป่วยถึงโรงพยาบาล เห็นพยาบาลกำลังเข็นศพ ไปเข้าโรงเย็น... เขาอุทานกับตัวเองว่า "เราโชคดีเหลือเกินที่ยังไม่ตาย"
.
คนตายเท่านั้นที่ไม่ต้องใช้โชค
.
ทำไมคุณไม่มองความโชคดีของตัวเอง ที่มีอยู่ตอนนี้ ที่เป็นเหมือนของขวัญ และวันที่สวยงามของชีวิต
.
ชีวิตคืออะไร?
คุณอาจจะเข้าใจดี ถ้าได้อยู่ในสถานที่ทั้งสามแห่งนี้
.
๑. โรงพยาบาล
๒. คุก
๓. สุสาน
.
ที่โรงพยาบาลคุณจะเข้าใจได้ว่า ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่า "สุขภาพดี"
.
ในคุกคุณจะเห็นว่า "อิสระภาพ" เป็นสิ่งล้ำค่าขนาดไหน
.
ที่สุสานคุณจะรู้ว่าชีวิตไม่มีค่าอะไรเลย พื้นดินที่เราเดินวันนี้ อาจจะเป็นหลังคาของเราในวันพรุ่งนี้ก็ได้
.
ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ เราทุกคนมาตัวเปล่า และเราจะจากโลกไปตัวเปล่าเช่นกัน
.
ขอให้เราจงอ่อนน้อมถ่อมตน และขอบคุณกับความโชคดีทุกอย่างที่เรามี..ในทุกๆวันกันเถอะ
.
ช่วยแบ่งปันเรื่องนี้ให้กับคนอื่นด้วย และบอกให้พวกเขาทราบว่า ความโชคดีอยู่ที่เราสร้าง

คนที่มีความสุข คือคนที่โชคดีที่สุด
สุขอื่นใด นอกจากใจหยุดนิ่ง..ไม่มี

Cr. เพจคลินิคเฉพาะทางจิตเวชหมอจุฬาฯ

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดง ที่ 17:47 น. วันที่ 26 ส.ค.62
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีพยาบาลคนหนึ่งฉีดยานอนหลับให้กับคนไข้ผู้หญิงที่กำลังจะผ่าตัด วันนั้นก็ได้รับใบสั่งให้ฉีดยา พอดูแล้วเห็นว่ายานั้นแรงเป็น ๑๐ เท่า แสดงว่าหมอสั่งผิด

ดูตัวยาแล้วเห็นว่าไม่ใช่ตัวยาเดิม แต่ก็ไม่น่าแรงเป็น ๑๐ เท่า จึงหยิบใบสั่งเดินจะไปถามหมอที่สั่งยา

แต่ !! หมอคนนี้เคยด่าแกแรงๆ ทีหนึ่งว่า “เสือก! เป็นพยาบาลมีหน้าที่ฉีดก็ฉีดไป” เมื่อคิดถึงคำพูดที่หมอเคยด่าก็เลยหันหลังกลับ ไม่ไปถามแล้ว คิดว่าเอาเถอะเป็นยังไงก็เรื่องของหมอ ผลปรากฏว่าคนไข้ช็อกตายคาเข็มเลย

เรื่องไม่จบแค่นั้น.. คืนนั้นพยาบาลคนนี้ขับรถกลับบ้านคนเดียว มองกระจกหลัง เห็นคนไข้ที่ตายไปนั่งอยู่เบาะหลัง ใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล พยาบาลคนนี้ก็บิดกระจกไม่ให้เห็น แล้วขับรถต่อจนถึงบ้าน ผีคนไข้ก็ตามมาจนถึงบ้าน ก็ไปเล่าให้สามีฟัง คืนนั้นก็หวาดกลัวมากเพราะภาพมันหลอนใจ จะเข้าห้องน้ำก็ต้องให้สามีเข้าไปเป็นเพื่อนด้วย จะทำอะไรก็ต้องให้อยู่ใกล้ๆ อยู่ห่างไม่ได้

ประมาณ ๓ วันต่อมา คนไข้หญิงคนนั้นมาเข้าฝันแล้วพูดว่า “เธอทำให้ฉันต้องพรากจากสามี ทำให้ฉันต้องพรากจากลูกในท้องอายุ ๒ เดือน หนี้เวรนี้ต้องชดใช้” (แต่จริงๆ พยาบาลคนนี้ไม่ทราบมาก่อนว่าคนไข้ท้อง ๒ เดือน) พยาบาลก็เลยตกอยู่ในสภาพที่จิตใจย่ำแย่มาก ภาพคอยตามหลอนถึงกับทำงานไม่ได้ สามีก็พลอยไปทำงานไม่ได้ด้วย ต้องอยู่เป็นเพื่อน

ในที่สุด ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าตายดีกว่า ก็เลยไปเช่าโรงแรมไว้ใกล้วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม จากนั้นก็ไปซื้อยานอนหลับมา ๑๐๐ แคปซูล แล้วไปที่วัดเพื่อกราบลาพระประธานในโบสถ์ ตั้งใจว่ากราบลาพระ แล้วจะกลับโรงแรมไปกินยาตาย เพราะเสียใจมากที่ถูกคนไข้ที่ตายจองเวร

พระที่เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บรรยายฟังเป็นพระสอนกรรมฐาน วันนั้นท่านก็ไปที่โบสถ์เพื่อจะสวดมนต์ เห็นพยาบาลผู้หญิงคนนี้ร้องไห้อยู่ ก็เข้าไปถาม พอรู้เรื่องก็รู้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ถ้าฆ่าตัวตายไปแล้วก็ต้องลงนรก ๕๐๐ ชาติ

จึงบอกว่า “โยม วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ โยมต้องไปฝึกกรรมฐาน แล้วอุทิศบุญใช้หนี้เขาไป เพราะกรรมฐานหรือจิตตภาวนานี้ เป็นบุญใหญ่ที่สุดถึงขั้นพาเข้านิพพานได้” ทอดกฐินอย่างมากก็ได้เพียงสวรรค์สมบัติ แต่พุทโธ พุทโธ พาเข้าถึงพรหม ถึงนิพพานได้

พยาบาลได้ฟังก็รีบขอสมัครเข้าปฏิบัติกรรมฐานทันทีที่วัดนั้นเอง แต่บังเอิญว่ารุ่นสุดท้ายของปีนั้นผ่านไปแล้ว ต้องรอปีต่อไป พระท่านจึงแนะนำให้ไปสมัครปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ

ต่อมาพระรูปนี้ท่านได้ไปสอนกรรมฐานที่ยุวพุทธฯ ในคอร์สที่พยาบาลคนนี้ไปฝึก วันที่ ๖ ของการอบรม พยาบาลคนนี้แต่งชุดขาวเข้ามากราบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตอนแรกพระท่านก็จำไม่ได้ แต่ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า เคยพบกันแล้วที่วัดอินทร์ฯ พระท่านทักว่า “วันนั้นที่วัดอินทรวิหาร อาตมาเห็นโยมร้องไห้ แต่ทำไมวันนี้หน้าตาแจ่มใส หัวเราะได้แล้ว”

พยาบาลตอบว่า “มันต่างกันเจ้าค่ะ ตอนที่หลวงพ่อพบดิฉันที่วัด ตอนนั้นเสียใจที่ฉีดยาแล้วคนไข้ตาย แต่ตอนนี้ดีใจ เพราะเมื่อวานนี้ตอนเย็น ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนร่วมกันอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของดิฉันค่ะ ตอนนี้คนไข้คนนั้นได้ไปเกิดเป็นนางฟ้าแล้ว เมื่อเช้ามืดนี้ได้มาหาดิฉัน แต่งตัวสวยมาบอกว่าขอบใจมากที่เธอช่วยให้ฉันได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า มีวิมานสวยงาม กรรมที่เคยจองเวรไว้ ขออโหสิให้ทั้งหมด”

การปฏิบัติกรรมฐานเป็นบุญใหญ่ ยิ่งคนหมู่มากร่วมอุทิศ ให้เจ้ากรรมนายเวรของนางพยาบาลคนนี้ จึงมีผลมาก

เปรียบเหมือนมีหนี้ที่ต้องทวงอยู่ ๑ ล้านบาท
แต่ลูกหนี้เขาคืนให้ ๕๐ ล้านบาท
แบบนี้เป็นใครก็เอา
เลิกจองเวรเลย เพราะนี่คือบุญใหญ่

ในระหว่างทาน ศีล และภาวนา
อันที่ ๓ นี้ (ภาวนา) เป็นบุญใหญ่ที่สุด

จากหนังสือ บ่อเกิดแห่งบุญ..... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบแดง ที่ 21:54 น. วันที่ 27 ส.ค.62
โรคหลงผิด
Delusional Disorder อาจแบ่งได้หลายประเภท ดังนี้

Persecutory Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าถูกปองร้าย เป็นประเภทที่มักพบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยอาจมีความเชื่อว่าตนเองกำลังถูกสะกดรอยตาม ถูกหักหลัง ถูกกลั่นแกล้ง หรือทารุณกรรม
Grandiose Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าตนมีความสามารถเกินความจริง ผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าตนเองมีความสามารถพิเศษ มีความรู้ พลัง อำนาจ และมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญหรือพระเจ้า
Somatic Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง ผู้ป่วยอาจเชื่อว่าร่างกายมีความผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น มีแมลงคลานอยู่บนผิวหนัง หรือคิดว่าตนกำลังทุกข์ทรมานจากโรคร้าย เป็นต้น
Erotomantic Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าบุคคลอื่นมาหลงรักหรือเป็นคู่รักของตนเอง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าคนที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่าอย่างบุคคลสำคัญหรือดารามาหลงรักตนในเชิงชู้สาว โดยผู้ป่วยอาจพยายามติดต่อสื่อสาร หรือสะกดรอยตามบุคคลนั้นด้วย
Jealous Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าคู่รักของตนนอกใจ โดยผู้ป่วยอาจคิดไปเองและระแวงว่าคนรักของตนกำลังนอกใจ
Mixed Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดแบบผสม ผู้ป่วยจะมีอาการหลงผิดมากกว่า 1 อาการข้างต้น โดยไม่มีเรื่องใดที่เด่นชัดออกมา
Unspecified Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดแบบไม่ระบุเจาะจง ผู้ป่วยอาจไม่ได้มีความเข้าใจผิดในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น หรือไม่สามารถระบุความหลงผิดนั้นได้อย่างชัดเจน
สาเหตุของโรคหลงผิด
ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ Delusional Disorder เนื่องจากเป็นภาวะที่พบได้น้อยและยากต่อการศึกษาค้นคว้า แต่งานวิจัยบางชิ้นสันนิษฐานว่า อาการเหล่านี้อาจเกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรม โดยความผิดปกติทางจิตอาจถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกหลานได้ ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่จึงอาจมีบุคคลในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท หรือมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบจิตเภท (Schizotypal)...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red WinKob ที่ 20:59 น. วันที่ 30 ส.ค.62
เปรตทิดกบ ถวายทองกับหลวงตาเพื่อช่วยชาติ

เรื่องเปรตทิดกบนี้ เป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์หลายๆรูปเล่าให้ฟังเรื่องมีอยู่ว่า ทิดกบเป็นโยมหลานชายของหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก วัดป่าหนองแสง อ.นาหว้า จ.นครพนม แม่ทิดกบเป็นโยมพี่สาวของหลวงพ่อบุญเพ็ง ทิดอึ่งเองเคยบวชเรียนอยู่วัดป่าทาง จ.นครพนม แต่ได้สึกหาลาเพศไปประกอบอาชีพ ขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ในกรุงเทพฯ

วันหนึ่งทิดกบประสบอุบัติเหตุ ขับรถมอเตอร์ไซค์เป๋ไปชนท้ายรถสิบล้อที่เค้าจอดไว้ข้างทาง ทิดกบเสียชีวิตลงทันที งานนี้ไม่ได้ค่าเสียหายอะไร เพราะรถสิบล้อเค้าจอดไว้เฉยๆ ทิดกบขับไปชนเอง ประกันก็ไม่มี พรบ.ก็ขาด เมื่อทิดกบตายแล้ว ก็มาเป็นเปรตอยู่ที่วัดป่าหนองแสง ที่ตนเองเคยบวชเรียน

ทั้งโยม ทั้งพระ ทั้งแม่ชี ต่างถูกเปรตทิดกบรบกวน เช่น มาคอยเปิดปิดไฟที่ศาลา มาเดินผ่านให้เห็นบ้าง ลักษณะร่างของทิดกบ เป็นผิดกายสีดำแบบรอยไหม้ และมีรอยแตกของผิว มีน้ำเหลืองแทรกรอยแตกนั้นออกมา ผู้พบเห็นก็หวาดกลัว และสลดสังเวช

ที่วัดนี้นอกจากมีหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ซึ่งเป็นหลวงอาแล้ว ยังมีคุณยายทิดกบที่บวชเป็นแม่ชีที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักนี้อีกด้วย (แม่ชีท่านนี้เป็นโยมมารดาของหลวงพ่อบุญเพ็ง สมัยมีชีวิตหลวงตามหาบัว เคยชมว่าแม่ชี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อละขันธ์ ปรากฏอัฐิเป็นพระธาตุ)

หลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านเห็นเปรตทิดกบแล้วก็สลดสังเวช จึงตั้งใจทำบุญอุทิศไปให้

วันหนึ่งท่านเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน มารับบาตรที่บ้านโยมพี่สาว แม่ของทิดกบ จึงปรารภว่าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทิดอึ่งมีทรัพย์สมบัติอะไรเหลือไว้มั่งมั้ย ขณะพูดกับโยมพี่สาว หลวงพ่อบุญเพ็งก็เหลือบไปเห็นสร้อยทองคำที่คอของพี่สาว จึงถามว่า นั่น..ทองใครนะ พี่สาวจึงระลึกได้ว่า โอ้ นี่ไง ทองของเจ้ากบมันแระ มันมาฝากไว้ที่ชั้น ก่อนจะเข้าไปกรุงเทพฯ

หลวงพ่อบุญเพ็งบอก ดีหล่ะ จะได้เอาทองเจ้ากบไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้มัน

เมื่อท่านกลับมาก็พิจารณาดู ว่าสร้อยทองน้ำหนักบาทนึ่งนี้ ถ้าขายก็มีมูลค่า ราวๆ ๔,๕๐๐ บาท (ช่วงราวๆ ปี ๔๐-๔๒) จะนำเงินส่วนนึ่งไปซื้ออาหารถวายพระ และจะนิมนต์พระจากวัดถ้ำยานาโพธิ์ภูลังกา จ.นครพนม (เป็นวัดเก่าหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ) ที่ทิดกบเคยบวชมาฉันด้วย ปัจจัยบางส่วนจะซื้อของมาทำสังฆทานอุทิศให้โยมกบ

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านครุ่นคิดอยู่สักพัก ก็เปลี่ยนใจว่า เงินนี้ก็มีไม่มาก ถ้าไปซื้อของมาทำอาหาร ก็จะไปเบียดเบียนสัตว์ในตลาดอีก อานิสงส์ที่ทิดกบจะได้ ก็จะน้อยลง ช่วงนั้นมีโครงการช่วยชาติที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ระดมศรัทธาจัดผ้าป่าทองคำเข้าคลังหลวงเพื่อช่วยชาติ จากวัดป่ากัมมัฏฐานต่างๆ ทั่วประเทศให้มาร่วมกันเกื้อหนุนช่วยชาติ

เมื่อหลวงพ่อบุญเพ็ง ระลึกได้ดังนี้ จึงตัดสินใจ ไปบอกโยมพี่สาว แม่ของทิดกบว่า สร้อยทองทิดกบบาทนึ่ง เราจะเอาไปถวายหลวงตามหาบัว โครงการช่วยชาติเข้าคลังหลวงนะ แม่ทิดกบก็เห็นดีเห็นงามด้วย เมื่อถึงวันงานผ้าป่าช่วยชาติ มีโยมที่วัดเอาทองอีก ๑ สลึง มาร่วมสมทบด้วย เป็น ๑ บาท ๑ สลึง เมื่อถึงเวลา หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ได้นำใบปวารณาไปถวายหลวงตามหาบัว ท่านถวายเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เพราะวันนั้นมีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มามาก แต่ละองค์ก็ระดมทุนจากศรัทธาได้ทองคำเป็นตันๆ บางองค์ก็ได้เป็นสิบล้าน หลายองค์ที่นำผ้าป่ามาเป็นหลักล้านขึ้นไป

หลวงตามหาบัว ท่านเห็นหลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านก็จ้องมอง และหยิบใบปวารณามาดู มาอ่าน แล้วประกาศว่า...

"อ้าว ฟังๆๆ ฟังๆๆ ฟังๆๆ"

เสียงญาติโยมและโฆษกที่อึกทึกอยู่ขณะนั่นก็เงียบลง

"..ท่านบุญเพ็ง นำทองคำมาถวาย ๑ บาท กะ ๑ สลึง พอใจๆ ท่านเป็นนักปราชญ์นะ ทองนี่ แทนที่จะขายเอาไปซื้ออาหารทำบุญกะพระ ก็ต้องไปรบกวนชีวิตสัตว์ในตลาด ท่านจึงล้มเลิก เอาทองมาเข้าคลังหลวง เป็นอานิสงส์ใหญ่ เอ้า พอใจๆ "

เสียงญาติโยมในศาลา ก็สาธุการเป็นการใหญ่

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านเล่าว่า ช่วงนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์ใหญ่ๆ ทั้งหลวงปู่แบน ทั้งหลวงปู่ลี ก็นำผ้าป่าถวายทองคำเข้าคลังหลวงกันเป็นจำนวนมาก แต่หลวงตาท่านก็ไม่ประกาศเอง ให้โฆษกประกาศ แต่เรามีทองเพียงน้อยนิด แต่หลวงตาท่านกีบมองเห็นแล้วหยิบใบปวารณามาอ่าน ก็รู้สึกทั้งเขินๆ ทั้งปีติ แถมท่านยังรู้เรื่องที่หลวงพ่อบุญเพ็งคิดอีกว่า จะไม่ขายทองไปซื้ออาหารมาเลี้ยงพระ แต่จะเอาทองมาเข้าโครงการช่วยชาติแทน

หลังจากนั้น ตกกลางคืน ทิดกบได้มาเข้าฝันแม่ท่านว่า แม่ๆ ทองคำที่ถวายหลวงตานั้น ผมได้บุญแล้วนะ หลวงตาท่านมาจับแขนผมดึงขึ้นไปสวรรค์ ผมค่อยๆ ลอยตามหลวงตามหาบัวไปบนสวรรค์

ระหว่างทางมีเทวดาจำนวนมหาศาลสุดลูกหูลูกตา มานั่งรอหลวงตา ลักษณะอย่างกับคนมานั่งรอรับเสด็จในหลวงอย่างใดอย่างนั้นเลย หลวงตาพาผมไปส่งถึงบนสวรรค์เลย ผมเป็นเทวดาแล้วด้วยอานิสงส์ที่ถวายทองคำช่วยชาตินะ แม่ไม่ต้องห่วงผมแล้ว ต่อจากนี้ ถ้าแม่จะทำบุญ แม่ทำบุญให้ตัวเองเลยนะ ไม่ต้องห่วงผมแล้วนะ แม่นะ

หมายเหตุ แอดมินท่องถิ่นธรรม พิมพ์จากความทรงจำที่ครูบาอาจารย์หลายๆ รูปเคยเล่าให้ฟัง จากหลายๆ ครั้ง หากมีรายละเอียดผิดพลาด เรื่องบุคคลหรือเรื่องตัวเลข ต้องกราบขออภัยท่านผู้รู้มา ณ โอกาสนี้ครับ

ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่าให้แอดมินฟังอีกว่า ทำบุญกับหลวงตาเพียงน้อยนิด แต่ได้อานิสงส์ใหญ่ เพราะหลวงตามหาบัวเป็นพระที่บริสุทธิ์ พระอย่างหลวงตา กว่าจะมาบรรลุธรรม ท่านสั่งสมบารมีมาแล้วตั้งเท่าไหร่ จะหาพระอย่างหลวงตามหาบัวอีกในชาตินี้ หรือในชาติหน้าอีก จะหาได้หรือป่าวก็ไม่รู้ จึงควรใส่ใจตั้งใจทำบุญกับหลวงตามหาบัว ยิ่งทำบุญถวายทองเข้าคลังหลวงด้วย ยิ่งเป็นมหาทานใหญ่หาประมาณมิได้... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Somchai ที่ 15:38 น. วันที่ 31 ส.ค.62
ไปเยี่ยมเยียนหมอน้องชายเล่าเรื่องแปลกของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง

ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดีจึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ.

การสนทนาตอนหนึ่งหมอน้องชายเล่าให้ฟังว่า

ตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใดต้องผ่าตัดทุลักทุเลซ้ำซากอย่างนี้เลย

สามปีต้องผ่าตัดห้าครั้งและหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง

ผู้ป่วยรายนี้ชื่อบุญมาครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาลก็เพื่อมาทำแผลที่นิ้วก้อยที่ถูกตะพาบน้ำกัด

หมอให้ทายากินยาแก้ปวดแก้อักเสบแล้วกลับบ้านดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอีก

ครึ่งเดือนต่อมาบุญมากลับมาใหม่แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่

หมอตรวจพบว่าเชื้อโรคกินเข้ากระดูกจะต้องตัดนิ้วเพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม

ซึ่งนิ้วเท้านั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

หลังจากนั้นครึ่งปีบุญมาไปเที่ยวชายทะเลเขาถูกตะพาบน้ำกัดที่นิ้วเท้าอีก

อะไรจะเจาะจงได้ถึงอย่างนั้นนิ้วเท้าของบุญมาที่ถูกตะพาบน้ำกัดครั้งที่สองอักเสบบวมใหญ่

ภายในเวลาสองวันเมื่อมาฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลก็ได้พบอีกว่า

เชื้อโรคกินเข้าไปถึงกระดูกหมดจึงต้องตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีบุญมากลับมาที่โรงพยาบาลอีก

ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นพร้อมกัน

พอเอกซเรย์ก็พบว่าแย่แล้ว! เชื้อโรคแพร่เข้าไปกินกระดูกอย่างรุนแรง

เชื้อโรคนั้นกำลังกลายเป็นมะเร็ง
จะต้องผ่าตัดฝ่ามือฝ่าเท้าออกให้หมดก่อนที่จะลุกลามขึ้นไปอีก

บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงยี่สิบกว่าวันด้วยสภาพของผู้ป่วยด้วน

วันหนึ่งลูกชายของญาติอุปสมบทบุญมาไปช่วยงาน
คืนนั้นผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน

เคราะห์หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้น
หนูตัวหนึ่งเจาะจงมากัดตรงขาด้วนของบุญมาคนเดียวกัดแล้วก็หนีไป

บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวดคนที่นอนอยู่ด้วยกันตกใจกับเสียงร้องพากันตื่นหมด

แผลที่หนูกัดไม่กว้างไม่ลึกนักมีเลือดซึมออกมาแต่ทุกคนพากันตกใจที่อยู่ดีๆ

ทำไมจึงมีหนูมากัดคนนอนหลับเพราะหนูจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้น

ไม่กัดกินคนเป็นๆบุญมาขวัญเสียถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมจนคิดว่าตนคงจะต้องตายในไม่ช้า

มันทารุณจิตใจมากไม่นานต่อมาเกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่มือที่เท้าอีก

บุญมารีบมาหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่าเชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก
หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป

หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก

จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า

บุญมาชายอายุยี่สิบสามปีอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
โดยเฉพาะชอบกินเต่ากินตะพาบ

บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว

ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต

บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ดแกล้มเหล้าขาว
บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปีนับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไป
ได้กี่ตัววันหนึ่งบุญมาซื้อตะพาบน้ำตัวใหญ่จากตลาดมา

ตะพาบน้ำตัวนี้น้ำหนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัม
เขาดีใจมากตัวใหญ่ขนาดนี้ฆ่ากินทีเดียวไม่หมด
จะต้องค่อยๆกินที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้จึงต้องกินผ่อนทีละน้อย
ตะพาบน้ำเป็นสัตว์อายุยืนอดทนไม่ตายง่ายๆ
ไม่ว่าจะถูกกักขังอยู่ในสภาพใด ก็อดทนมีชีวิตอยู่ได้เป็นปี

บุญมาเห็นแก่กินไม่นึกถึงว่า ตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมานนานเพียงไร
ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งอีก

เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบส่วนต่างๆตามความพอใจมาปรุงอาหารทีละชิ้นๆ
บาดแผลรอบตัวตะพาบเขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมาก
เพื่อไม่ให้เนื้อตัวตะพาบเน่า
ตะพาบตัวนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าครึ่งเดือน

จากนั้นบุญมาจึงประหารเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย
บุญมาพอใจกับวิธีที่จะได้กินเนื้อตะพาบสดๆทุกวันอย่างนี้เรื่อยมา

ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบันทึกไว้ในตอนท้ายมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า..

เป็นประวัติที่แสดงให้เห็นกรรมตามสนองอย่างไม่น่าเชื่อ
ที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน

ปล.คุณควรตระหนักถึงการกระทำที่คุณได้ทำอยู่ในทุกวันนี้

ถึงผลดีและผลร้ายที่คุณได้กระทำลงไปมันจะส่งผลกลับมาหาคุณเอง
ที่เรียกกันว่า "กรรมตามสนอง" นั้นเอง .... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หลังคาแดง ที่ 16:46 น. วันที่ 02 ก.ย.62
ถาม : โรคซึมเศร้ารวมถึงโรคทางจิตเภทนั้น เกิดจากบุพกรรมใดในอดีตครับ ? เพราะมีญาติเป็นอยู่ โดยตอนนี้รักษากับจิตแพทย์และใช้ยาแผนปัจจุบัน (ยาต้านเศร้า) แต่ทำได้เพียงแค่ทรงอาการไว้ ไม่สามารถหายเป็นปกติได้
ตอบ : การเจ็บไข้ได้ป่วยทุกอย่างมีผลจากเศษกรรมปาณาติบาตทั้งสิ้น ที่บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วรักษาไม่ได้เพราะเป็นกรรม นั่นเข้าใจผิด ถ้าสามารถสอนให้เขาภาวนาได้ เมื่ออารมณ์ใจตั้งมั่น โรคนี้จะหายเอง

ถาม : หายขาดเลยหรือครับ ?
ตอบ : ถ้าหลุดจากสมาธิเมื่อไรก็เป็นอีกเพราะชอบคิด ส่วนใหญ่เกิดจากการคิดสงสารตนเอง เพราะรักตัวเองมากจนเกินไป มีอะไรก็โทษว่าตัวเองเป็นหลัก ท้ายสุดเป็นย้ำคิดย้ำทำ ไม่สามารถถอนจิตออกมาจากตรงนั้นได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือแนะนำให้ปฏิบัติในอานาปานสติ ให้จับลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก ถ้าภาวนาจนอารมณ์ใจทรงตัวได้ โรคนี้จะหาย

ต้องบอกว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากใจที่ไม่มีเครื่องยึด ฉะนั้น...อยู่ที่ตัวเขาเอง ถ้าสภาพจิตของตัวเองมีเครื่องยึด ไม่มัวไปคิดถึงเรื่องของตัวเองอยู่ก็ไม่เป็นหรอก ถ้าสามารถคิดถึงพระได้ทั้งวันเหมือนกับที่คิดสงสารตัวเองนี่บรรลุธรรมไปนานแล้ว

ถาม : คิดมากแล้วทำให้กลายเป็นซึมเศร้า ?
ตอบ : จริง ๆ ก็คืออย่าไปคิดต่อ ส่วนใหญ่แล้วเราจะไปคิดต่อ ทำให้ซ้ำหนักขึ้น แต่การที่จะหยุดความคิดได้นั้น สมาธิต้องดีพอ ก็คืออยู่กับลมหายใจปัจจุบันโดยไม่ไปคิดต่อ ถึงเวลาซักซ้อมการเข้าออกสมาธิให้คล่องตัว พอเรารู้สึกจะซึมเศร้าขึ้นมา เราก็หนีไปอยู่กับสมาธิ ก็จะรอดไปชั่วคราว

อารมณ์โกรธ น้อยใจ เสียใจ สะสมไปนาน ๆ ก็ซึมเศร้า พวกนี้แก้ด้วยการบ้องหู...! เอาให้ขี้หูลั่นแล้วจะหาย นั่นเป็นตัวสักกายทิฎฐิเต็ม ๆ เลย คือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ในเมื่อเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ถึงเวลาคนอื่นทำไม่ถูกใจ กระทบขึ้นมาก็น้อยใจ เสียใจ โกรธ เกลียด ต้องบอกว่าเอาขี้ใส่ตัว ไม่กลัวเหม็นอีกด้วย

ถาม : เขาบอกว่าเป็นสารเคมีในสมอง ?
ตอบ : แล้วทำไมสารเคมีดี ๆ ไม่รู้จักเอาออกมา ? ถึงเวลาก็นั่งกรรมฐานไปสิ ไม่ต้องทรงฌานหรอก เอาแค่ปีติเท่านั้นแหละ จะเอาสารเคมีสักกี่ตันก็มีให้ พวกนี้เป็นกิเลสล้วน ๆ ขี้โกรธ ขี้กลัว ขี้น้อยใจ สรุปแล้วคือขี้ทั้งนั้น ในเมื่อเอาขี้ใส่ตัวก็เหม็นเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่อยากเหม็นก็ทิ้ง ๆ ไปบ้าง
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com

#พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
#๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
 
สรุปว่าเธอนั้นบ้า... ส.สู้ๆ

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Red PiG ที่ 17:18 น. วันที่ 02 ก.ย.62
มงคลชีวิต 38 ประการ

1.  ไม่คบคนพาล
การเลือกคบคนนั้นต้องเลือกคน บางคนคบได้นอกรั้ว บางคนคบในบ้านได้
 
คนไม่ดี ไม่ควรคบ เพราะเราอาจติดเชื้อยาบ้าเอาได้
 
ตอนแรกเราก็เห็นว่า ไม่ดี  แต่ต่อๆ ไปเมื่อเขาพูดกรอกหูเราบ่อยๆ เข้า เราก็จะเห็นว่า  ดี
 
เหมือนคนสูบกัญชา ยาบ้า ตอนแรกก็รู้ว่า  มันไม่ดี  ไม่ยอมสูบ
 
แต่พอโดนชวนบ่อย ๆ  เข้าก็ลอง
 
นี่แหละเขาเรียกว่า  “ติดเชื้อยาบ้า”  ล่ะ
 
คบคนไม่ดีระวังจะติดเชื้อ  คือ  ติดเอาความวิบัติมา
 
ความวิบัติเหมือนกับเสนียด
 
เราไม่รู้หรอกว่า  ติดเข้าไปตั้งแต่เมื่อไร
 
เพราะสิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปทีละน้อย กว่าจะรู้ตัวก็ถอนไม่ออก

หลวงพ่อจรัญ ... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบ​ หมูแดง ที่ 20:16 น. วันที่ 03 ก.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 12:11 น. วันที่ 08 ก.ย.62
ความมืดสูงสุด
คือ ความมืดของ “ผู้ไม่เห็นธรรม”

“เมื่อใด ในที่ใด มี "โมหะ" ที่นั้นก็เรียกว่า มีความมืดชนิดที่ทำให้เป็นคนตาบอด แต่ถ้าคนตาบอดไม่มีโมหะ ที่นั้นกลับมีแสงสว่าง คือกลายเป็นคนตาดีไป แม้ว่าจะเป็นคนตาบอดโดยกำเนิด แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเข้าใจ ก็ย่อมกลายเป็นคนมีแสงสว่างหรือมีตาดีไปได้ ดังนี้

เพราะฉะนั้น ความมืดหรือความสว่างนี้ ย่อมอยู่ที่"มีโมหะ" หรือ ไม่มีโมหะ

ที่ที่มืดที่สุดนั้น ก็คือที่ที่ถูกโมหะครอบงำ
เวลาที่มืดที่สุดนั้น ก็คือเวลาที่โมหะครอบงำ
เมื่อใดมี โมหะ คือ "ความหลง" ครอบงำคนเราแล้ว
เมื่อนั้นแหละ ชื่อว่า มีความมืดอันแท้จริง"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมเทศนา "อันตมมุยหกถา" เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จาก หนังสือชุด ธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า "มาฆบูชาเทศนา"
---------------------

“ โมหะ ” คือ สภาวะที่ไม่รู้ ทำจิตให้มืดบอด

“ โมหะ ” คือ สภาวะที่ไม่รู้ตามความเป็นจริงที่มีอยู่
ดังนั้น “โมหะ” จึงเป็นรากเหง้าแห่ง “อกุศลธรรม” ทั้งปวง อันเป็นเหตุให้สัตว์ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร

โมหะ คือ ความหลง ความหมายคือ การกระทำจิตให้มืดบอด โดยปิดบังฝ่ายดีไว้โดยสิ้นเชิง ประดุจการมืดมนของกลางคืน ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ...

๑. วันแรม ๑๔ ค่ำ
๒. เวลาเที่ยงคืน
๓. ป่ารกชัฏ
๔. เมฆทึบบังพระจันทร์ ”

พระญาณธชะ
จากหนังสือ “ปรมัตถทีปนี”
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: หมอสมชาย หมูแดง ที่ 16:21 น. วันที่ 08 ก.ย.62
นางสิริมา...
โสเภณีผู้บรรลุธรรม
.
.
ในสมัยพุทธกาล ณ เมืองเวสาลี
เป็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาล
เศรษฐกิจการค้าเจริญรุ่งเรืองมาก
.
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ
หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองนี้
คือโสเภณีชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อนางอัมพปาลี
ถูกแต่งตั้งเป็นนาง “นครโสภิณี”
คือเป็นหญิงงามเมืองหรือโสเภณีประจำเมืองเวสาลี
.
.
เรียกว่าความงามของนาง
สวยสะคราญโฉมหาผู้ใดเทียบได้ยาก
มีศิลปะวิทยาการชั้นสูง ร้องเพลงเพราะ ฟ้อนรำสวย
เอาใจเก่ง เข้าใจการปรนนิบัติผู้ชายเป็นอย่างดี
.
.
ทำให้ค่าตัวนางสูงมาก
ผู้ชายใดอยากครอบครองนาง
ต้องจ่ายค่าตัวสูงถึง 50 กหาปณะ
หรือคิดเป็นเงินบาทคือ 130,000 บาท!
.
.
เรียกได้ว่าต้องเป็นระดับเศรษฐีเท่านั้น
ถึงจะครอบครองนางได้
.
.
สมัยนั้น เหล่าเศรษฐีที่เป็นชายฉกรรจ์
กระทั่งกษัตริย์เมืองน้อยเมืองใหญ่
ต่างมีความฝัน มีความปรารถนา
ที่อยากมาสัมผัสนางซักครั้งในชีวิตทั้งนั้น
ทำให้มีพ่อค้านักธุรกิจมากมาย
เดินทางมาที่เวสาลี เพื่อได้ร่วมอภิรมย์กับนาง
.
.
กลายเป็นนำพาให้เศรษฐกิจการค้าการขาย
พลอยรุ่งเรื่องเติบโตขึ้นมาด้วย
เพราะนางอัมพปาลี เป็น magnet นั่นเอง
.
.
ว่ากันว่า หนึ่งในแขกของนางอัมพปาลี
คือพระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์
เห็นเวสาลีเจริญเพราะมีนางนครโสภิณี
จึงเอาไอเดียไปใช้ที่เมืองของตัวเองบ้าง
.
.
กลับเมืองไป ประกาศตามหาหญิงงามที่สุด
ก็ได้สตรีสาวสวยมีเสน่ห์คนหนึ่ง ชื่อนางสาลวดี
เป็นนางนครโสภิณีคนแรกแห่งเมืองราชคฤห์
.
.
นางสาลวดี ถูกฝึกถูกเทรนศิลปะวิทยาการต่างๆ
ด้วยพื้นฐานทุนเดิมนางสวยมากอยู่แล้ว
พอโดนฝึกเคี่ยวกรำอย่างหนักจนเป็นผู้หญิงที่มีงามพร้อม
ทั้งสวยทั้งฉลาดทั้งมารยาทงาม
เล่นดนตรีเก่ง ร้องเพลงไพเราะ พูดจามีเสน่ห์
.
.
ทำให้นางค่าตัวแพงกว่านางอัมพปาลีอีก
คือใครอยากเชยชมนาง ต้องจ่ายขั้นต่ำถึง 100 กหาปนะ หรือเกือบ 260,000 บาท!!
แพงกว่านางอัมพปาลีถึง 2 เท่า!
.
.
จากคนฐานะธรรมดา
กลายเป็นร่ำรวยเงินทองขึ้นมา
นางเลยใช้ชีวิตประมาท
ทำให้ตัวเองเผลอผิดพลาด ปล่อยตัวเองตั้งครรภ์ขึ้นมา
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของอาชีพนาง
ถ้าให้ใครรู้ ความ popular ของนางก็จะลดลง
.
.
นางจึงปิดบังไว้ พอเด็กคลอดออกมาเป็นผู้ชาย
ก็รีบให้สาวใช้เอาไปทิ้งทันที
แต่เด็กผู้ชายนั้นกลับมีบุญ
มีเจ้าชายมาเจอ เลยเก็บไปเลี้ยง
เด็กน้อยผู้ถูกทิ้งคนนั้น โตขึ้นมาสนใจศึกษาการแพทย์
จนสุดท้ายกลายเป็น หมอชีวกโกมารภัจจ์
หมอที่เก่งที่สุดในพระไตรปิฎก
เป็นหมอประจำตัวพระพุทธเจ้า
.
.
กลับมาที่นางสาลวดี
พอทิ้งลูกไปแล้ว ก็กลับมาเป็นหญิงงามเมืองเหมือนเดิม
มีแขกเหรื่อไปมาหาสู่ไม่ขาด
แต่สุดท้ายนางก็พลาดท้องอีก
.
.
แต่คราวนี้ลูกออกมาเป็นผู้หญิง
นางคิดว่าไหนๆนางก็เริ่มแก่ละ
เลี้ยงเด็กคนนี้ไว้สืบทอดตำแหน่งนางนครโสภิณีของนางดีกว่า นางเลยเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า “นางสิริมา”
.
.
พอเติบใหญ่ นางสิริมาก็ครองได้ตำแหน่งนางนครโสภิณีแห่งเมืองราชคฤห์ต่อจากแม่ของนางสมใจ
.
.
นางสิริมาเป็นสตรีที่งามล้นเหลือยิ่งกว่าแม่ของตน
ความงามของนาง ถูกว่ากันว่างามจนใครเห็นก็เป็นต้องตกตะลึง อีกทั้งโตขึ้นมากับแม่ที่เป็นโสเภณีที่งามและค่าตัวแพงที่สุดในชมพูทวีป
จึงได้รับการถ่ายทอดวิชาในทุกแง่ทุกมุม
ทุกเทคนิคเคล็ดลับในการเป็นโสเภณีตั้งแต่ยังเด็ก
.
.
ด้วยความครบทั้งภายนอกภายในแห่งความเป็นโสเภณีจึงทำให้นางมีค่าตัวสูงถึง 1,000 กหาปณะ หรือ 2.6 ล้านบาท!!
แพงกว่าแม่ของนาง นางสาลวดีถึง 10 เท่า!
.
.
จะได้เชยชมนางครั้งหนึ่ง ต้องจ่ายถึง 2.6 ล้านเลย
นางจึงเป็นมหาเศรษฐีณีผู้ร่ำรวย
บ้านไม่รู้ใหญ่แค่ไหน แต่ใหญ่พอที่จะมีบริวารคนรับใช้ถึง 500 คน!
.
.
จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้
Job ใหญ่ครั้งหนึ่งที่นางออกงาน
ในลักษณะที่ค่อนข้างประหลาดคือ
มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นางอุตตรา
มาจ้างนางสิริมาให้ไปบำเรอสามีตัวเอง
เป็นงานเหมา 15 วัน 15 คืน
ซึ่งต้องจ่ายสูงถึง 15,000 กหาปณะ หรือ 39 ล้านบาท!
.
.
สาเหตุที่นางอุตตราทำเช่นนั้น
คือพื้นฐานเดิมทางเกิดในครอบครัวที่ใจบุญสุนทาน
จิตใจใฝ่หาทางธรรมมาโดยตลอด
เคยฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า
พ่อแม่ของนาง รวมทั้งตัวนางอุตตราเองก็บรรลุธรรมระดับโสดาบัน
.
.
แต่พอแต่งงานมาในครอบครัวเศรษฐีเหมือนกัน
บ้านสามีโดยเฉพาะตัวสามี
เป็นคนไม่ใส่ใจธรรมะเลยแม้แต่น้อย
ใช้เงินกินบุญเก่าวาสนาเก่าไปวันๆ
และปฏิเสธไม่ให้นางอุตตราทำบุญทำทานใดๆทั้งสิ้น
นางเลยไม่เคยได้ตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม
เหมือนตอนก่อนแต่งงาน
.
.
นางอุตตราจึงขอสามี
จะจ้างนางสิริงาม หญิงงามที่สุดในเมืองด้วยเงินของพ่อแม่ตัวเอง
มาปรนนิบัติสามี 15 วัน
และขอช่วงเวลานี้ จะนิมนต์พระสงฆ์มารับบิณฑบาต
และถือศีลแปด ปฏิบัติธรรมที่บ้าน
.
.
สามีได้ยินชื่อเสียงความงามของนางสิริมามานาน
เลยไม่ปฏิเสธ ยิ่งเจอตัวจริงยิ่งหลงใหล
และขอบใจภรรยายิ่งนัก
.
.
นางสิริมาก็มาบริการท่านเศรษฐีสามีของนางอุตตรา
สามีก็เบิกบานกาย นางอุตตราก็เบิกบานใจ
เพราะได้ทำบุญใส่บาตร
นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอด 15 วัน
ได้ถือศีลอุโบสถปฏิบัติธรรมสมดังตั้งใจ
.
.
วันเวลาผ่านไปจนถึงใกล้วันท้ายๆ
นางสิริมาด้วยอยู่มาหลายวัน
อยู่ๆเลยเกิดความหึงหวง
อยากเป็นใหญ่ในเรือนแทนนางอุตตรา
เลยตรงเข้ามา ตักน้ำมันร้อนๆจะมาราดนางอุตตรา
.
.
นางอุตตราเห็นดังนั้น
จึงรีบทำสมาธิรีบเข้าฌานในจังหวะเร่งด่วนและเฉพาะหน้าสุด ทำจิตรวมเป็นสมาธิเพื่อแผ่เมตตาไปยังนางสิริมา โดยอธิษฐานจิตในใจว่า
.
.
“หญิงนี้เป็นสหายของเรา และเป็นผู้มีคุณกับเรา
ถ้าไม่มีเขา เราคงไม่ได้ทำทานและฟังธรรมเช่นนี้
ถ้าเรามีความโกรธ ขอให้น้ำมันร้อนๆนั้นลวกเรา
แต่เราถ้าไม่มีความโกรธ ขออย่าให้น้ำมันลวกเราเลย”
.
.
สุดท้ายน้ำมันร้อนเดือดจัด
ที่นางสิริมามาราดเทใส่หัวนางอุตตราก็กลายเป็นน้ำเย็น
บ่าวไพร่นางอุตตรารีบเข้ามาจับตัวนางสิริมา
และจะรุมทำร้ายให้จงหนัก
.
.
นางอุตตรารีบเอาตัวเข้าไปขวาง
ไม่ให้บ่าวไพร่รุมทำร้าย
นางสิริมาเห็นดังนั้นก็รู้สึกตัว รู้สึกผิดสุดๆในใน
เลยเข้าไปกราบที่เท้านางอุตตรา
ขอโทษด้วยความรู้สึกอยู่เต็มหัวใจ
อยากให้นางยกโทษให้
.
.
นางอุตตราบอกว่า...
“พรุ่งนี้พระพุทธเจ้าจะเสด็จมารับบิณฑบาต
ให้ไปขอโทษพระองค์แทน
ถ้าพระองค์ยกโทษให้
เราก็จะยกโทษให้”
.
.
รุ่งเช้าพอพระพุทธเจ้าเสด็จมาและทราบเรื่อง
ทรงยกโทษให้นางสิริมา
และทรงยกย่องนางอุตตราเป็นเอตทัคคะ
ผู้เป็นเลิศด้านยินดีในฌาน
และเทศนาเป็นพระคาถาว่า
.
.
“อักโกเธนะ ชิเน โกธัง
อสาธุง สาธุน่ ชิเน
ชิเน กะทะริยัง ทาเนนะ
สัจเจนาลิกะวาทินัง”
.
.
แปลเป็นไทยได้ว่า...
พึงชนะคนโกรธด้วยความใจเย็น
พึงชนะคนร้ายๆด้วยความดี
พึงชนะคนขี้เหนียวด้วยการให้
พึงชนะคนพูดเหลวไหวด้วยการพูดความจริง
.
.
จบเทศนานี้และพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงนางสิริมาก็บรรลุโสดาบันทันที กลับบ้านไป เลิกประกอบอาชีพโสเภณี
เข้าทางธรรมะ รักษาศีล ปฏิบัติธรรท
ใส่บาตรพระ 8 รูปทุกวันเป็นประจำ
โดยถวายของอันประณีตที่สุดเท่าที่จะหาไก้
.
.
นางสิริมาทำแบบทุกวัน จนเวลาผ่านไป..
มีภิกษุรูปหนึ่ง คุยกับพระอีกรูปที่เพิ่งไปรับบิณฑบาตที่บ้านของนางสิริมามา พระท่านนั้นเล่าถึงอาหารอันประณีตและความงดงามของนางสิริมา
.
.
ภิกษุรูปนี้ แค่ได้ฟังเรื่องเล่า
ฟังคำบรรยายความงามของนางสิริมา
ก็เกิดความหลงรักแค่เพียงจากเรื่องเล่า
ทั้งๆที่ยังไม่เห็นตัวจริง
วันพรุ่งนี้เลยขอไปรับบิณฑบาตที่บ้านของนาง
เพื่อได้เห็นนางสิริมาตัวจริงกับตาตัวเอง
.
.
รุ่งขึ้น ภิกษุรูปนี้ก็ได้เดินทางไปรับบิณฑบาต
แต่วันนั้นนางสิริมาไม่สบายหนัก
แทบจะลุกจากห้องไม่ไหว
แต่ก็พยายามลุกออกมา
โดยที่หน้าตาไม่ได้แต่ง
เพราะไม่ไหวจริงๆ
.
.
ภิกษุผู้ลุ่มหลงยิ่งเห็นตัวจริงของนางก็ยิ่งหลงรัก
คิดในใจว่า “ขนาดป่วยไม่สบาย
ยังงดงามขนาดนี้
นี่ถ้าไม่เจ็บไข้ ได้แต่งตัวตามปกติ
จะสวยงามปานนางฟ้าแค่ไหนเนี่ย”
.
.
ภิกษุผู้นั้นก็เกิดราคะ
ลุ่มหลงในนางสิริมา
กลับกุฏิไปก็ไม่ฉัน ฉันอาหารไม่ลง
ไม่ปฏิบัติกิจของสงฆ์
เอาแต่เฝ้าคิดถึงนางสิริมา
ไม่กินไม่นอนอยู่หลายวัน
.
.
ตัดกลับมาที่นางสิริมา
วันนั้นนางไม่สบายหนักจริงๆ
และการใส่บาตรในครั้งนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายของนาง
เพราะตกเย็นนางก็เสียชีวิตจากความเจ็บป่วย
.
.
พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องภิกษุผู้ลุ่มหลง
และการตายของนางสิริมา
จึงขอให้เก็บศพนางสิริมาไว้อย่างดี
ห้ามให้หมาให้นกมาแทะ
.
.
จนเวลาผ่านไปถึงวันที่ 4
ศพเริ่มเน่าเหม็นส่งกลิ่นคละคลุ้ง
มีน้ำหนองน้ำเลือดไหลออกมาตามทวารต่างๆ
ผิวพรรณแตกและเริ่มร่างกายเริ่มพอง
สภาพคือแทบดูไม่ได้ ใครเห็นเป็นจะอ้วก
.
.
วันนั้นพระเจ้าพิมพิสารประกาศให้ชาวเมืองทุกคนมาประชุมกันที่หน้าศพนางสิริมา
พระพุทธเจ้าและคณะภิกษุสงฆ์ก็เดินทางมาที่นี่
.
.
ภิกษุผู้ลุ่มหลงไม่รู้ว่านางสิริมาตายแล้ว
ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปหา
แค่ได้ยินคำว่า “สิริมา”
เลยรีบผุดลุกจากกุฏิ เดินทางตามไปกับหมู่พระภิกษุ
.
.
เมื่อทุกคนมาพร้อมกัน
พระพุทธเจ้าให้พระราชาประกาศขายศพนางสิริมา
เท่ากับราคาค่าตัวของนาง 1 วันคือ 1,000 กหาปณะ
ปรากฏไม่มีใครซื้อ
.
.
เลยให้ประกาศลดลงเรื่อยๆ
จาก 1,000
เหลือ 500
เหลือ 250
เหลือ 200
เหลือ 100
เหลือ 50
เหลือ 20
เหลือ 10
เหลือ 1
ก็ยังไม่มีใครเอา
จนกระทั่งประกาศให้ฟรีๆเลย
ก็ยังไม่มีใครเอา
.
.
พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงเทศนาสั่งสอน
โดยใช้ศพของนางสิริมาเป็นอุบาย
ว่าให้ทุกคนดูนะ นี่คือผู้หญิงที่งามที่สุดของเมืองนี้
ใครจะเชยชมนาง ต้องจ่ายถึง 1,000 กหาปณะ
แต่วันนี้พอนางตายไปแล้ว
ผ่านเวลาไปแค่ไม่กี่วัน
ความงามของนางสิ้นและเสื่อมลง
ไม่เหลือเค้าเดิมความงามใดๆอีก
และเมื่อหมดซึ่งความงามแล้ว
ยกให้เปล่าๆก็ไม่มีใครเอาแม้แต่คนเดียว
.
.
พอเทศนาจบ ภิกษุผู้ลุ่มหลงผู้นั้นก็บรรลุโสดาบัน
ส่วนนางสิริมาพอตายไปก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นยามา
และกลับมาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่หน้าศพของตัวเอง
ได้บรรลุธรรมเพิ่มอีกสองขั้นเป็นระดับอนาคามี
.
.
.
.
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของนางสิริมา
มี 3 อย่างด้วยกัน
.
.
เรื่องแรกคือ
คนเราต่อให้ทำผิดแค่ไหน
เมื่อรู้ตัวแล้ว ยังมีโอกาสกลับตัว
และเข้าถึงธรรมได้เสมอ
ไม่มีคำว่าช้าหรือสายเกินไป
.
.
นางสิริมาประกอบอาชีพที่ไม่ดีงามนัก
หมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลข้อสามตลอดเวลา
ถูกแม่เลี้ยงดูมาอย่างผิดทิศผิดทาง
จนกระทั่งเกือบจะได้ฆ่าคนไปแล้ว
.
.
แต่เมื่อรู้ตัวเองว่าหลงผิด
แล้วกลับมาตั้งจิตในธรรม
ไม่มีอะไรสายไปทั้งนั้น
.
.
เรื่องที่สอง
คือ อำนาจของกิเลส
.
.
เราเรียนรู้จากภิกษุที่ลุ่มหลง
เป็นภิกษุแท้ๆ อยู่ในเพศสมณะ
แต่กลับปล่อยใจให้พ่ายต่อกิเลสราคะ
.
.
อำนาจของกิเลสมีฤทธิ์แรงจริงๆ
ขนาดสมณะเพศยังหลุดได้
แถมหลุดไปไกล
คนธรรมดาอย่างเราๆ
จึงต้องเฝ้าใจเราให้ดี
อย่าปล่อยให้กิเลสมีอำนาจมาเหนือใจเราได้
.
.
เรื่องที่สามคือเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกาย
ร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง
เป็นสิ่งที่เรายืมมาจากธรรมชาติชั่วคราว
สุดท้ายต้องเสื่อมและสลายคืนธรรมชาติในที่สุด
.
.
การเสื่อมของร่างกาย
จริงเป็นเรื่องที่แน่นอนและธรรมดาที่สุดในโลกนี้
แต่หลายครั้งกับหลายคนที่เป็นทุกข์
เพราะอยากยึดไว้ ไม่อยากให้เสื่อม
.
.
บางคนทุกข์เพราะหน้าเริ่มมีตีนกาขึ้น
บางคนทุกข์เพราะเป็นโรคต่างๆที่เกิดจากร่างกายเสื่อมถอย
บางคนทุกข์เพราะพยายามไปยื้อ ให้ร่างกายดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา
บางคนก็ทุกข์ก็ไปยึดติดลุ่มหลงในกายของคนอื่น
.
.
ร่างกาย เป็นสิ่งที่เสื่อมแน่นอน
เดี๋ยวนี้มีศาสตร์ชะลอวัย แต่ก็ทำได้แค่ชะลอ
เทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องเสื่อมลง
.
.
แทนที่เราจะทำใจและเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริง
และคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่มีใครหนีได้
มีแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
.
.
แต่พวกเรากลับ...
พยายามฝืนความเป็นจริงของธรรมชาติ
และทุกข์กับความเป็นจริงของธรรมชาติ
.
.
ความจริงที่เราเห็นอีกอย่างก็คือ...
ต่อให้ร่างกายภายนอก
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
สวยงามแค่ไหน
พอตายไปไม่กี่วัน
ทุกคนจะกลับมาหน้าตาเหมือนกันหมดอยู่ดี
.
.
อยู่อย่างเข้าใจมัน เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจความเป็นไป และอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย

เจริญพร

#เพจธรรมะย่อยมาแล้ว
#ธรรมะดีๆที่ใครๆก็เข้าถึงได้

=====

#แอดไลน์ เพื่อไม่ให้พลาดทุกธรรมะดีๆ และบางทีไม่ได้โพสต์ในเฟสบุค คลิ๊ก >>> https://reff.in/e42e
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วินกบแดง ธรรมกลาย ที่ 16:28 น. วันที่ 08 ก.ย.62
เหตุที่ทำให้"พระสัทธรรม"เสื่อม

     " สมัยหนึ่ง พระมหากัสสปะได้ทูลถามพระผู้พระภาคว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลมีมาก และอะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ บัดนี้สิกขาบทมีมาก แต่ภิกษุตั้งอยู่ในอรหัตตผลมีน้อย”
        “กัสสปะ ข้อนั้นเป็นอย่างนี้ คือ เมื่อหมู่สัตว์เสื่อมลง สัทธรรมก็เสื่อมสูญไป สิกขาบทจึงมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในอรหัตตผลจึงมีน้อย สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป
      ทองคำปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นทองคำแท้ก็ยังไม่หายไป และเมื่อใดทองคำปลอมเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นทองคำแท้จึงหายไป ฉันใด สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป ฉันนั้นเหมือนกัน
      ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน)ทำสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปไม่ได้ อาโปธาตุ(ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ(ธาตุไฟ) วาโยธาตุ(ธาตุลม) ก็ทำสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปไม่ได้
     ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหากเกิดขึ้นมา(เกิดขึ้นในศาสนาของเรานี้ เหมือนสนิมเกิดแต่เหล็กกัดกร่อนเหล็กฉะนั้น)ย่อมทำให้สัทธรรมเสื่อมสูญไป เปรียบเหมือนเรือจะอับปางก็เพราะต้นหนเท่านั้น สัทธรรม(ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ)ย่อมไม่เสื่อมสูญไป ด้วยประการฉะนี้”

สัทธัมมัปปฏิรูปกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย
สงฺ. นิ. ๑๖/๑๕๖/๒๖๒

หมายเหตุ :
"สัทธรรมปฏิรูป" คือ สัทธรรม(ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ)ปลอม หรือเทียม หรือไม่แท้

"โมฆบุรุษ" คือ คนเปล่า, คนที่ใช้การไม่ได้, คนโง่เขลา, คนที่พลาดจากประโยชน์อันพึงได้พึงถึง
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 10:22 น. วันที่ 10 ก.ย.62
"ลูกถูกจับเรื่องยา...."

ที่แรกที่พ่อแม่พี่น้องพากันแห่มาคือ
สถานีตำรวจ

หลบร้อนใต้ต้นไม้บ้าง
โทรหาคนนั้นคนนี้วุ่นวายไปหมด

เงินไม่มี ขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย กำนันช่วย
วิ่งซื้อน้ำซื้อข้าวให้ลูกวุ่นทั้งวัน

ประกันไม่ทัน
ขับรถตามรถเรือนจำ ไปส่งลูกถึงเรือนจำ

ทำได้แค่ นั่งมองท้ายรถ
ขับลับตาไปในเรือนจำ

น้ำตาตกข้างในหัวใจ
ลูกกูจะอยู่ยังไง กินยังไง

ติดเสาร์อาทิตย์ประกันไม่ได้
ใจทั้งใจ...สลายลง

วันส่งฟ้อง ต้องร้อนใจ จะหาเงินที่ไหนไปประกัน
มีที่จำนองที่ มีควายขายควาย
มีอะไรแลกเป็นเงินประกันตัวลูกได้
เอาหมดทุกทาง

นั่งลุ้น นั่งรอ ทนายความ
ทำเรื่องประกัน หวั่นใจ

สุดท้าย ประกันไม่ได้
บ้านก็อยู่ไกล ขับรถกลับไปทั้งน้ำตา

หากิน ทำงาน ไม่เป็นท่า
อยากไปหาแก้วตาดวงใจ

พ่อขาเจ็บ แม่เป็นโรคไต
เมียอุ้มลูกน้อยมาต่อคิวเยี่ยม

เมียไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ไม่ใช่นามสกุลเดียวกันเยี่ยมไม่ได้

อุ้มลูกน้อยอย่างหมดหวังหมดกำลังใจ
ไปนั่งรอโรงอาหารเรือนจำ

กินก๋วยเตี๋ยวคลุกน้ำตา หวังว่าสามีจะปลอดภัย
และได้...อิสระภาพ กลับมาพร้อมหน้า

ศาลตัดสินจำคุกสิบปี
พี่น้องครอบครัวทรุดลงคาศาล

พ่อก็แก่แม่ก็ป่วย ลูกยังเล็ก
ชีวิตต่อไปจะทำยังไง

รับชะตากรรม รับคำตัดสิน
ไปชดใช้ความผิด ในเรือนจำ

ค่าฟอกไตแม่ จ่ายไปเป็นค่าทนาย
ควายที่ไถนา หาเป็นค่าอะไรต่อมิอะไร

สุดท้ายที่นาก็ไม่เหลือ ควายก็ไม่อยู่
พ่อกับแม่ก็ล้มตาย เมียมีผัวใหม่
ลูกถูกพ่อเลี้ยงรังแกข่มขืน

งานศพพ่อ งานศพแม่
ไม่มีโอกาสแม้แต่ออกมาส่งท่านครั้งสุดท้าย

เจ็บปวดแทบขาดใจ
วันที่จดหมายจากญาติส่งไป

พ่อตายแล้วแม่ไม่อยู่
ลูกเมียมีผัวใหม่

กลับตัวกลับใจตั้งแต่วันนี้
หลายคนผ่านมาแล้ว
ยาเสพติดทำชีวิตพังมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

#ติดคุกคนเดียวเดือดร้อนทั้งครอบครัว
#เลิกซะ ก่อนที่จะสายเกินไป​...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดงมืด ที่ 12:49 น. วันที่ 10 ก.ย.62

. ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ดร.หมูแดง​ ที่ 19:05 น. วันที่ 10 ก.ย.62
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ตรัสถึงพระพุทธศาสนา
ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพุทธศาสนา
ถือเป็นหนึ่งเดียวตลอดรัชสมัยของพระองค์!
       
        เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2489 สองเดือนเศษหลัง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะต่อหน้าสังฆมณฑล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน

22 ตุลาคม 2494 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี ด้วยการเสด็จทรงออกผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระองค์ทรงรับการบรรพชาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้รับสมณนามจากพระอุปัชฌาย์จารว่า “ภูมิพโลภิกขุ” จากนั้นเสด็จประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศ โดยพระองค์ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัย ตามแบบอย่างพระภิกษุโดยเคร่งครัด
       
   
        ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์ และตามพระราชประเพณี เช่น ทรงพระราชกุศลทรงบาตรในพระราชนิเวศน์ เสด็จถวายผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ และที่เป็นพระราชพิธีตามบูรพขัตติยประเพณี เช่น ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น
       
        นอกจากนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังเสด็จฯไปในงานพิธีทางศาสนา ที่ประชาชนและทางราชการจัดขึ้นในที่ต่างๆมิได้ขาด อีกทั้งยังทรงสร้างพระพุทธรูปขึ้น ในโอกาสสำคัญเป็นจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. พระหลวงพ่อจิตรลดา พระพุทธรูปนวราชบพิตร พระพุทธรูปปฏิมาชัยวัฒน์ ประจำรัชกาล เหรียญพระชัยหลังช้าง ฯลฯ พระพุทธรูปเหล่านี้ได้พระราชทานไปตามหน่วยงานต่างๆของรัฐ วัดวาอาราม ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆทั่วประเทศอีกด้วย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงเป็นเลิศ ในการนำธรรมะมาผสมผสานใช้อย่างกลมกลืน กับพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าในวโรกาสต่างๆ เช่น พระบรมราโชวาทในเรื่องคุณธรรมว่า
       
        “การจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้เป็นอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ ที่จะทำให้ยวดยานขับเคลื่อนไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรม..เป็นเหมือนพวงมาลัยและหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี คือ ปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์ ดังนั้น การที่ประกอบการงานเพื่อตนเพื่อส่วนรวมต่อไป ขอให้ทุกคนสำนึกไว้เป็นนิตย์ โดยตระหนักว่า งานสังคมและบ้านเมืองนั้น ถ้าขาดผู้มีความรู้เป็นผู้บริหารดำเนินการ ย่อมเจริญก้าวหน้าไปได้ยาก แต่ถ้างานใดสังคมใดและบ้านเมืองใดก็ตาม ขาดบุคคลผู้มีคุณธรรมความสุจริตแล้ว จะดำรงอยู่มิได้เลย..”
       
        (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2520)
       
        เรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระสงฆ์นั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสมากมาย เช่น
       
        “...การทำนุบำรุงและส่งเสริมพระศาสนานั้น ไม่มีทางใดจะดีจะสำคัญ ยิ่งไปกว่าการธำรงรักษาความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระธรรมวินัย ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ การส่งเสริมศีลธรรมจรรยาของประชาชน ควรคำนึงถึงพื้นฐาน ความรู้ จิตใจ และอัธยาศัยของบุคคลแต่ละหมู่เหล่าเป็นพิเศษ ต้องฉลาดเลือกข้อธรรมะที่เหมาะสมแก่พื้นฐานดังกล่าว และที่จะช่วยให้เขาได้รับประโยชน์จริงๆ นำมาอธิบายแนะนำให้ปฏิบัติ เพื่อผลที่ได้รับนั้นจะทำให้เขาบังเกิดศรัทธาและพอใจในความดี และน้อมนำมาปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นหนักขึ้นด้วยตนเอง ส่วนการรับใช้พระสงฆ์นั้น ขอให้ถือหลักว่า การรับใช้ช่วยเหลือสมณสารูปได้ เป็นจุดหมายสำคัญที่แท้จริง สำหรับพุทธมามกชนจะพึงกระทำถวายพระภิกษุสงฆ์..”
       
        (พระบรมราโชวาทพระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2526)
       
        ยังมี พระบรมราโชวาทอันล้ำค่าของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกมากมาย
พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย ควรน้อมนำมาปฏิบัติ ช่วยกันขจัด “พุทธปลอม-พระปลอม-มารศาสนาสารพัดรูปแบบ” ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อพุทธศาสนา มิให้ลอยนวลต่อไป..
#อนุโมทนาบุญกุศลกับทุกๆท่าน
#ที่มีส่วนเผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้
#ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
เผยแผ่เพื่อเป็นธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ดร.สมชาย​ กบแดง ที่ 09:46 น. วันที่ 11 ก.ย.62
#โอวาทธรรมคำสอนของ
       #พระพรหมคุนาภรณ์ ป.อ. ปยุตฌโต
    #หัวข้อธรรมเรื่อง หน้าที่ของการสืบทอดพุทธศาสนา
  #เป็นของพุทธบริษัท มิใช่ผู้ใดผู้หนึ่ง

ก่อนพระพุทธเจ้าทรงตัดสินใจดับขันธปรินิพพานพระองค์ท่านมั่นใจแล้วว่าพุทธบริษัท๔จะดำรงค์ไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

พุทธบริษัท  ๔ ผู้ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

#พุทธบริษัท  ๔ ประกอบไปด้วย  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น  ๒ ส่วน  ใหญ่  ๆ คือ  ทางธรรม  ประกอบด้วย  ภิกษุ (ชาย)  ภิกษุณี(ญ)  ทางโลก  ประกอบด้วย  อุบาสก(ช)  อุบาสิกา(ญ)  บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา  โดยมีหน้าที่
๑. ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริง ๆ
๒. นำไปประพฤติปฏิบัติ ( ประโยชน์ตน )
๓. มีส่วนช่วยเผยแพร่เกื้อกูลให้บุคคลอื่นเข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติ ( ประโยชน์ท่าน ) 
๔. สามารถปกป้อง เมื่อมีผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อน หรือกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย  โดยหน้าที่เหล่านี้มาจากพระสูตรที่ว่า ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระยามารว่า

"#ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา  ผู้เป็นสาวก สาวิกา ของตถาคตยังไม่ฉลาด ไม่ได้รับแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตน จักบอกจักแสดง จักบัญญัติ จักแต่งตั้ง จักเปิดเผย จักจำแนก จักทำให้ตื้น จักแสดงธรรมมี ปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาท ที่เกิดขึ้น ให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด ดูก่อนมารผู้มีบาป ตถาคตจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น" (มหาปรินิพพานสูตร) พระพุทธศาสนาจึงเป็นของบริษัท 4

#เปิดกรุธรรมะเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
ถ้าพระสงฆ์เสีย โยมยังอยู่ อุบาสก-อุบาสิกาก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาไว้ ยามใดที่พระสงฆ์เพลี่ยงพล้ำ อุบาสก-อุบาสิกาก็ต้องเป็นหลักกลับมาช่วยฟื้นฟูหนุนให้ "พระดี"มารักษาพระพุทธศาสนา

#โอวาทธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)
(#อนุโมทนาบุญกับผู้ที่มีส่วนในการเผยแผ่ธรรมทาน)
         (#และภาพประกอบในการบรรยายธรรม)
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน​ กบ​แดง ที่ 12:12 น. วันที่ 17 ก.ย.62
"ความยึดมั่น ในความไม่ยึดมั่น"

(คนไทยไม่ใจแคบ แต่ระวังไว้ อย่าให้ปัญญาแคบ)

อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย

ที่เห็นง่ายๆ ก็คือ คนที่เอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้ แล้วไม่ทำอะไร ไม่เอาอะไร แล้วก็บอกว่าฉันไม่ยึดมั่น แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำไปตามความไม่ยึดมั่นที่เอามายึดไว้ คือเป็นเพียงความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นเท่านั้น เป็นความยึดมั่นซ้อนเข้าไปอีก ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้นเป็นไปเองด้วยปัญญา ไม่ต้องเอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้

เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยวางเพียงด้วยความไม่ยึดมั่นที่ยึดถือเอาไว้ และอย่าเอาความปล่อยวางมาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย เพราะอันนั้นไม่ใช่ความปล่อยวางอะไรเลย แต่เป็นความประมาทแท้ๆ

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(ป. อ. ปยุตฺโต)พระพุทธโฆษาจารย์
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ดร.วิน​ กบแดง ที่ 12:04 น. วันที่ 19 ก.ย.62
เกิดมาเพื่อรับใช้ผู้อื่น นั่นแหละ เป็นการทำให้ก้าวหน้าไปในทางพระนิพพาน เพราะว่ารับใช้ผู้อื่นนี่มันลดความยกหูชูหางของตัว ลดการถือตัว ถ้ามันถือตัวอยู่มันรับใช้ผู้อื่นไม่ได้ - พุทธทาสภิกขุ

- - - -

“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” - สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

- - - -

 “การเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเรียนรู้ คือการที่ได้นำประโยชน์หรือคุณค่าที่ได้จากการเรียนรู้ไปทำประโยชน์กับสังคม กับมนุษยชาติ เป็นโครงการที่พวกเราทุกคนที่เป็นศิษย์เก่า พยายามที่จะใช้เวลาส่วนหนึ่งของเรามาทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชาวโลก”

เพราะใบปริญญาไม่ใช่แค่กระดาษติดฝาบ้าน และ ‘ปัญญา’ ไม่ได้มีความหมายแค่ความรู้ แต่ยังหมายถึงความกล้า ความศรัทธา จิตวิญญาณความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ สังคม และโลกใบนี้ การแสดงพลังของชาวมหิดลในกิจกรรม Mahidol Day of Service จึงเป็นเหมือนการประกาศให้สังคมได้รู้ถึงการใช้ ‘ปัญญา’ นำพา ‘ความสุข’ ซึ่งเป็นความสุขจากการได้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง...  ส.สู้ๆ

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบแดง​ วินๆ ที่ 20:04 น. วันที่ 25 ก.ย.62
อัปมงคล 25 อย่างที่ดึงดวงชะตาให้ตกต่ำเสื่อมความเจริญ

1. ทำเนรคุณ อกตัญญูพ่อแม่และผู้มีพระคุณ
2. ใช้ชีวิตผิดศีลธรรม เช่น มักลักทรัพย์ เบียดเบียนผู้อื่น ผิดลูกผิดเมียเขา
3. เป็นคนฉ้อฉลทุจริตคิดไม่ซื่อ
4. มักมีจิตคิดร้ายต่อผู้อื่น
5. มักพูดให้โทษให้ร้ายผู้อื่น
6. ปล่อยให้หิ้งพระสกปรก ตั้งหิ้งพระในที่ไม่ควร
7. ปล่อยให้บ้านเรือนสกปรก
8. นอนใต้บันได นอนหันศีรษะไปทางห้องน้ำ
9. ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รังแกสัตว์
10. ละเลยเมินเฉยต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
11. ไม่เลี้ยงดูลูกเมียให้อยู่ดีมีสุข
12. ไม่เคารพบุคคลที่ควรเคารพ
13. ห่างวัด ปฏิเสธการทำบุญ
14. คบคนพาล คนชั่ว
15. ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าน้ำเมา
16. ดูหมิ่นพระสงฆ์ หมิ่นคนทำบุญให้ทาน
17. เสพยา ชักชวนให้ผู้อื่นเสพยาหรือเล่นการพนัน
18. งมงายในเรื่องนอกศาสนา
19. ไร้ความยุติธรรม
20. ส่งเสริมให้ผู้อื่นทำชั่ว
21. พรากลูกพรากเมีย
22. ต้มตุ๋นล่อลวงผู้อื่น
23. ข่มเหงรังแกผู้อื่นด้วยการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ
24. จิตใจโลภ และไม่เคยคิดเผื่อแผ่แบ่งปันใคร
25. ไม่ซื่อสัตย์ในการค้าและการทำงานตามหน้าที่ของตน...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ดร.สมชาย​ กบแดง ที่ 17:21 น. วันที่ 26 ก.ย.62
“วัดพระธรรมกายใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการเข้าแทรกแซงและยึดครองคณะสงฆ์ไทย อาจเรียกว่า ‘กลยุทธ์ปูเสฉวน’ เพราะปูเสฉวนอาศัยอยู่ในเปลือกหอย แต่ตัวเป็นปูไม่ใช่หอย อาศัยเปลือกหอยกำบังธาตุแท้เพื่อลวงโลก ปูเสฉวนออกจากเปลือกหอยมากินเนื้อหอย หอยก็ยังไม่รู้สึกตัวจนตัวตายแล้ว”

“วัดพระธรรมกาย เป็นลัทธิแปลกปลอม ไม่ใช่พระพุทธศาสนาเถรวาทแท้ของคณะสงฆ์ไทย
แต่ผู้บริหารวัดร่วม 10 รูป ได้วางแผนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างชาญฉลาด เป็นนักฉวยโอกาสชั้นสุดยอด รู้จักใช้บุคคล ช่วงจังหวะแฝงตัว กำบังตัว คืบคลานเข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์ไทย”

“ในเวลาเดียวกัน วัดพระธรรมกายก็พยายามชักจูงพระเณรที่มีความรู้เปรียญธรรมสูงๆ ให้มาอยู่ในวัดด้วยการใช้เงินจำนวนมาก กระทำทุกวิธีการและใช้การปลูกฝังลัทธิวิชชาธรรมกายในหมู่เยาวชนเพื่อนำไปสู่การบวชเป็นพระเณรของวัด จนทำให้ขณะนี้มีพระเณรมากที่สุดในประเทศไทย และสอบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้ชนะทุกวัดของประเทศไทย”
“วัดพระธรรมกายจะอาศัยฐานเหล่านี้เพื่อ ‘คิดการใหญ่’ ตามแผนที่วัดประกาศเองอย่างชัดแจ้งในโครงการ ‘Dhammakaya

ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก ชาวพุทธทุกคนทั่วโลกต้องมาจาริกบุญที่วัดพระธรรมกายอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต”

วันที่ 19 ก.ย. มีรายงานข่าวว่า ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมืองโดย กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล ได้รายงานเรื่อง “ชำแหละที่ดินเมืองไทยวันนี้อยู่ในมือใคร ไม่ใช้ประโยชน์-เสียหายปีละ 1.3 แสนล้าน” ระบุข้อมูลทรัพย์สินการถือครองที่ดินในการถือครองของเอกชน นักการเมืองและสถาบันการศึกษา โดยเปิดเผยว่า

การถือครองที่ดินของเอกชน ผู้ที่ถือครองที่ดินรายใหญ่สุดคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของ บริษัท ที.ซี.ซี. แลนด์ ถือครองที่ดินไม่น้อยกว่า 100,000 ไร่ ทั่วประเทศ ครอบคลุม 55 จังหวัด อันดับ 2 คือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ บริษัท ซี.พี. แลนด์ ถือครองที่ดิน 10,000 ไร่ ทั่วประเทศ

รายที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีอาคารพาณิชย์ย่านเจริญผล 4,000 คูหา สยามสแควร์ 610 คูหา มาบุญครอง และยังถือครองที่ดินบริเวณสามย่าน สวนหลวง รามคำแหง อ่อนนุช หัวหิน เชียงใหม่

"พระธัมมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดธรรมกายและประธานมูลนิธิธรรมกาย ถือครองที่ดินในชื่อเดิมว่า พระไพบูลย์ สุทธิผล 1,045 ไร่ และถือครองในชื่อร่วมและถือครองในชื่อคนอื่น รวมทั้งสิ้น 27,920ไร่"

โดยทั้งนี้คมชัดลึกได้นำเสนอข้อมูลว่าพบว่าวัดธรรมกายได้มีการขยายวัดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกามีเกือบ 10 วัด เช่น
วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย รัฐแคลิฟอร์เนีย
วัดพระธรรมกายชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์
วัดพระธรรมกาย นิว เจอร์ซี่ รัฐนิวเจอร์ซี่
วัดพระธรรมกายซีแอ๊ตเติ้ล รัฐวอชิงตัน
วัดพระธรรมกายมินิโซต้า รัฐมินิโซต้า
วัดพระธรรมกายฟลอริด้า รัฐฟลอริด้า
วัดพระธรรมกายบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตช์
วัดพระธรรมกายออเรกอน รัฐออเรกอน
วัดพระธรรมกายซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบส้ม​ ชูชกแดง ที่ 11:49 น. วันที่ 29 ก.ย.62
พระเจ้าสัญชัยทรงครองราชสมบัติ
เมืองสีพี มีพระมเหสีทรงพระนามว่า
พระนางผุสดี เป็นธิดาพระเจ้ากรุงมัทฑราช
พระนางผุสดีนี้ในชาติก่อนๆได้เคย
ถวายแก่นจันทน์หอมเป็นพุทธบูชา
และอธิษฐานขอให้ได้เป็นพุทธมารดา
พระพุทธเจ้าในกาลอนาคต ครั้นนาง
สิ้นชีวิตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก

เมื่อถึงวาระที่ต้องจุติมาเกิดในโลก
มนุษย์ พระอินทร์ได้ประทานพรสิบ
ประการแก่นาง ครั้นเมื่อพระนางผุสดี
ทรงครรภ์ใกล้กำหนดประสูติ พระนาง
ปราถนาไปเที่ยวชมตลาด ร้านค้า
บังเอิญในขณะเสด็จประพาสนั้น
พระนางทรงเจ็บครรภ์และประสูติ
พระโอรสในบริเวณย่านนั้น พระโอรส
จึงทรงพระนามว่า #เวสสันดร
หมายถึง ในท่ามกลางระหว่างย่าน
ร้านค้า พร้อมกับที่พระโอรสประสูติ
ช้างต้นของพระเจ้าสัญชัยก็ตกลูก
เป็นช้างเผือกเพศผู้ ได้ชื่อว่า #ปัจจัยนาค
เป็นช้างต้นคู่บุญพระเวสสันดร

เมื่อพระกุมารเวสสันดรทรงเจริญวัยขึ้น
ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทาน
มักขอพระราชทานทรัพย์จากพระบิดา
มารดา ตัังโรงทานสี่มุมเมือง เพื่อบริ
จาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจำเป็น
แก่ประชาชน และหากมึผู้มาทูลขอ
สิ่งหนึ่งสิ่งใด พระองค์ก็ทรงบริจาค
ให้โดยไม่เสียดาย ด้วยทรงเห็นว่า
การบริจาคนั้นเป็นกุศล เป็นคุณประ
โยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้
#ผู้รับก็จะพ้นจากความเดือดร้อน
#ผู้ให้ก็จะอิ่มเอิ่บสุขใจทึ่ได้ช่วยเหลือ
#ผู้อื่นและยังทำให้พ้นจากทางโลภ
#ความตระหนี่ถี่เหนียวในทรัพย์ของตนเอง

พระเกียรติคุณของพระเวสสันดรเลื่อง
ลือไปทั่วทุกสารทิศว่า ทรงมีจิตเมตตา
แก่ผู้อื่น มิได้ทรงเห็นแก่ความสุขสบาย
หรือเห็นแก่ทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์
มิทรงหวงแหนสิ่งใดไว้สำหรับพระองค์

อยู่มาครั้งหนึ่ง ในเมืองกลิงคราษฎร์
เกิดข้าวยากหมากแพงเพราะฝนแล้ง
ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ราษฎร์อดอยาก
ได้รับความเดือดร้อนสาหัส ประชาชน
พากันไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า ในเมือง
สีพีนั้นมีช้างเผือกคู่บุญพระเวสสันดร
ชื่อว่าช้างปัจจัยนาค เป็นช้างมีอำนาจ
พิเศษ ถ้าอยู่เมืองใด จะทำให้ฝนฟ้า
ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธ์ดูจะบริ
บูรณ์ ขอให้พระเจ้ากลิงคราษฎร์ส่งฑูต
เพื่อไปทูลขอช้างจากพระเวสันดร
พระเวสสันดรก็จะทรงบริจาคให้
เพราะพระองค์ไม่เคยขัดเมื่อมีผู้ทูลขอ
สิ่งใด

พระเจ้ากลิงคราษฎร์จึงทรงส่งพราหม์
แปดคนไปเมืองสีพี ครั้นเมื่อพราหมณ์
ได้พบพระเวสสันดรขณะเสด็จประพาส
พระนคร ประทับบนหลังช้างปัจจัยนาค
พราหมณ์จึงทูลขอช้างคู่บุญเพื่อดับ
ทุกข์ชาวกลิงคราษฎร์ พระเวสสันดร
ก็โปรดประทานให้ตามที่ขอ ชาวสีพี
เห็นพระเวสสันดรทรงบริจาคช้าง
ปัจจัยนาคคู่บ้านคู่เมืองไป ก็ไม่พอใจ
พากันโกรธเคืองว่า ต่อไปบ้านเมืองจะ
ลำบาก เมื่อไม่มีช้างปัจจัยนาค

จึงพากันไปเฝ้าพระเจ้าสัญชัยทูลกล่าว
โทษพระเวสสันดรว่า บริจาคช้างคู่บ้าน
คู่เมืองแก่ชาวเมืองอื่นไป #ขอให้ขับ
#พระเวสสันดรไปเสียจากเมืองสีพี
พระเจ้าสัญชัยไม่อาจขัดราษฎร์ได้
จึงจำพระทัยมีพระราชโองการให้ขับ
พระเวสสันดรออกจากเมืองไป พระ
เวสสันดรไม่ทรงขัดข้อง แต่ทูลขอ
พระราชทานโอกาสบริจาคทานครั้ง
ใหญ่ก่อนเสด็จออกจากพระนคร
พระบิดาก็ทรงอนุญาตให้พระเวสสันดร
#ทรงบริจาคสัตสดกมหาทาน คือ
#บริจาคทานเจ็ดสิ่ง #สิ่งละเจ็ดร้อย
แก่ประชาชนชาวสีพี

เมื่อพระนางมัททรี พระมเหสีของ
พระเวสสันดรทรงทราบว่าประชาชน
ขอให้ขับพระเวสสันดรออกจากเมือง
ก็กราบทูลพระเวสสันดรว่า

#พระองค์เป็นพระราชสวามีของหม่อมฉัน
#พระองค์เสด็จไปที่ใดหม่อมฉันจะขอ
#ตามไปทุกหนทุกแห่งมิได้ย่อท้อต่อ
#ความลำบากขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยาแล้ว
#ย่อมต้องอยู่เคียงข้างกันในทุกที่
#ทุกเวลาไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์
#โปรดอนุญาตให้หม่อมฉันติดตามไปด้วยเถิด

พระเวสสันดรไม่ทรงประสงค์ให้พระ
นางมัทรีติดตามพระองค์ไป เพราะ
การเดินทางไปจากพระนครย่อมมีแต่
ความยากลำบาก ทั้งพระองค์ก็ทรง
ปราถนาจะเสด็จไปประทับบำเพ็ญ
ศีลภาวนาอยู่ในป่า พระนางมัทรีไม่
คุ้นเคยต่อสภาพเช่นนี้น ย่อมจะต้อง
ลำบากยากเข็ญทั้งอาหารการกินและ
ความเป็นอยู่ แต่ไม่ว่าพระเวสสันดร
จะตรัสห้ามปรามอย่างไร นางก็มิยอม
ฟัง บรรดาพระประยูรญาติก็พากันอัอน
วอนขอร้อง พระนางก็ทรงยืนกรานว่า
จะติดตามพระราชสวามีไป

พระนางผุสดีจึงทรงทูลขอพระเจ้า
สัญชัยมิให้พระเวสสันดรออกจากเมือง
พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า

#บ้านเมืองจะเป็นสุขได้ก็ต่อเมื่อ
#ราษฎร์เป็นสุข
#พระราชาจะเป็นสุขได้ก็เมื่อราษฎร์เป็นสุข
#ถ้าราษฎร์เป็นทุกข์พระราชาจะนิ่งเฉย
#อยู่ได้อย่างไร
ราษฎร์พากันกล่าวโทษพระเวสสันดร
ว่าจะทำให้บ้านเมืองยากเข็ญ เรา
จึงจำเป็นต้องลงโทษ แม้ว่าพระเวส
สันดรจะเป็นลูกของเราก็ตาม

ไม่ว่าผู้ใดจะห้ามปรามอย่างไร พระนาง
มัทรีก็จะตามเสด็จพระเวสสันดรไปให้
จงได้ พระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดี
จึงขอเอาพระชาลี พระกัณหา โอรส
ธิดาของพระเวสสันดรไว้ แต่พระนาง
มัทรีก็ไม่ยินยอมทรงกล่าวว่า
#เมื่อชาวเมืองสีพีรังเกียจพระเวสสันดร
#ให้ขับไล่ไปเสียดังนี้พระโอรสธิดา
#จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
#ชาวเมืองโกรธแค้นขึ้นมาพระชาลี
#กัณหาก็จะทรงได้รับความลำบาก
#จึงควรที่จะออกจากเมืองไปเสีย
#พร้อมพระบิดาพระมารดา

ในที่สุดพระเวสสันดรพร้อมด้วย
พระมเหสี และโอรสธิดาก็ออกจาก
เมืองสีพีไป แม้กระนั้นชาวเมืองยังตาม
มาทูลขอรถพระที่นั่ง ทั้งสี่พระองค์จึง
ต้องทรงดำเนินด้วยพระบาทออกจาก
เมืองสีพี มุ่งไปสู่ป่า เพื่อบำเพ็ญพรต
ภาวนา

ครั้นเสด็จมาถึงเมืองมาตุลนคร บรรดา
กษัตริย์เจตราชทรงทราบข่าว จึงพากัน
มาต้อนรับพระเวสสันดร ทรงถามถึง
ทางไปสู่เขาวงกต กษัตริย์เจตราชก็
ทรงบอกทางให้และเล่าว่า เขาวงกต
ต้องเดินทางผ่านป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วย
อันตราย แต่เมื่อถึงสระโบกขรณีแล้ว
ก็จะเป็นบริเวณร่มรื่นสะดวกสบาย
มีต้นไม้ผลที่จะใช้เป็นอาหารได้

นอกจากนี้กษัตริย์เจตราชยังได้สั่งให้
พรานป่าเจตบุตร เป็นผู้ชำนาญป่าแถวนั้น
ให้คอยเฝ้าระแวดระวังรักษาต้น
ทางที่จะไปสู่เขาวงกต มิให้ผู้ใดไปรบ
กวนพระเวสสันดรในการบำเพ็ญพรต
เว้นแต่ฑูตจากเมืองสีพีทึ่จะมาทูลเชิญ
เสด็จกลับนครเท่านั้น ที่จะยอมให้ผ่าน
เข้าไปได้

มีพราหมณ์เฒ่าชื่อ #ชูชก หาเลี้ยงชีพ
ด้วยการขอทาน ชูชกขอทานจนได้เงิน
มามาก จะเก็บไว้เองก็กลัวสูญหาย
จึงไปฝากเพื่อนพราหมณ์ไว้  อยู่มาวัน
หนึ่งชูชกไปหาพราหมณ์ที่ตนฝากเงิน
ไว้และจะขอเงินคืน ปรากฏว่าพราหมณ์
นั้นใช้เงินหมดแล้ว จะหามาใช้ให้ชูชก
ก็หาไม่ทัน จึงจูงเอาลูกสาวชื่อ
อมิตตดา มายกให้แก่ชูชก พราหมณ์
กล่าวกับชูชกว่า
#ท่านจงรับเอาอมิตตาดาลูกสาวเราไปเถิด
#จะเอาไปเลี้ยงเป็นลูกหรือภรรยา
#หรือจะเอาไปเป็นทาสรับใช้ปรนนิบัติ
#ก็สุดแล้วแต่ท่านจะเมตตา...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ชูชกส้มๆ ที่ 07:05 น. วันที่ 30 ก.ย.62
พระพุทธเจ้าสอนว่า (จากธรรมบทหมวดคนพาลในพระไตรปิฏก)
++++++++++++++++++++
คนโง่มัวคิดวุ่นวายว่า
เรามีบุตร เรามีทรัพย์
เมื่อตัวเขาเองก็ไม่ใช่ของเขา
บุตรและทรัพย์จะเป็นของเขาได้อย่างไร

ปุตฺตา นตฺถิ ธน มตฺถิ
อิติ พาโล วิหญฺญติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ
กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ

I have sons, I have wealth;'
So thinks the fool and is troubled.
He himself is not his own,
How then are sons, how wealth?
+++++++++++++++++++++
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: แกงส้มกบ ที่ 17:07 น. วันที่ 30 ก.ย.62


จากกรณีวัดธรรมกาย มีการเชิญชวนชาวพุทธ ร่วมทำบุญปลูกต้นทุเรียนก้านยาว ทรัพย์เศรษฐี 179 ต้น ต้นละ 8 หมื่นบาท 1 ต้น ปลูกได้ 4 คน พร้อมกับให้เหตุผลว่าหากพระเณรได้ฉันทุเรียนดังกล่าวจะบรรลุธรรม โดยจัดขึ้นบริเวณสวนทรัพย์เศรษฐี ในเนื้อที่ราว 8 ไร่ ใกล้กับวัดโบสถ์บน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี มีศิษยานุศิษย์ สวมชุดขาวเดินทางมาร่วมกิจกรรม ราว 1,000 คน...  ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบ อัศวินสีส้ม ที่ 17:46 น. วันที่ 01 ต.ค.62
มันมาอีกแล้ว...ทำมะกลายยุให้ทำบุญปลูกต้นทุเรียนต้นละแปดหมื่น แล้วจะได้ขึ้น สวรรค์ มันจะบ้าเหรอ?! ใครยังจะเชื่อมันอีก..

ท่านพุทธทาส ท่านบอกว่า..

บุญมี ๒ ชนิด คือว่าอาศัยความรู้สติปัญญาที่ถูกต้องชนิดหนึ่ง อาศัยความไม่รู้ เพียงแต่ศรัทธาหรือมิจฉาทิฏฐิก็ได้ ขอให้เข้าใจว่า คำว่ามิจฉาทิฏฐินี้ใช้ได้แม้แต่ในทางที่เป็นบุญ
เพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่นบุญในรูปแบบของสีลัพพตปรามาสอย่างนี้ก็มีอยู่มาก ไม่ใช่เป็นบุญที่สะอาด ไม่ใช่เป็นบุญที่จะทำลายล้างบาป หรือล้างมิจฉาทิฏฐิได้...

ก็ยังมีอยู่มาก"คนบ้าบุญ" บ้าบุญนั้นมันต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอน แม้ว่าจะไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิที่เลวร้ายมากมายอะไรนัก มันก็ต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ดี

เราสังเกตในข้อนี้กันให้มาก ว่าเรากำลังเมาบุญหรือเปล่า หรือว่าบางทีจะใช้คำอื่นว่า เราอิ่มด้วยบุญหรือเปล่า...ถ้าอิ่มด้วยบุญมันก็กำกวมเหมือนกัน มันอาจจะอิ่มด้วยความเข้าใจผิด เช่นเดียวกันอีกก็ได้ แต่ถ้าว่ามันรู้ว่าบุญยังไม่ใช่ที่สุดจบของความทุกข์หรือการปรุงแต่ง มันก็อาจจะเบื่อบุญได้เหมือนกัน

บุญนั่นแหละตัวการปรุงแต่ง บุญปรุงแต่งให้เวียนว่ายตายเกิดดี และบุญเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ชอบใจของสัตว์ จึงมีคำกล่าวว่า บุญ นั้นก็เป็น อุปธิ โอปธิกัง ปุญญัง บุญนั้นเนื่องด้วยอุปธิ เป็นไปโดยอุปธิ คืออุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เอามายึดถือไว้จนกลายเป็นของหนัก อะไรที่เอามายึดถือไว้ด้วย อุปาทานจนกลายมาเป็นของหนัก ก็เรียกว่าอุปธิ คือบุญนี้ก็เป็นอุปธิอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนจึงแบกบุญ บ้าบุญ ถือบุญ ในลักษณะที่เป็นอุปธิ อย่างนี้ไม่เรียกว่า กุศล

#111ปีพุทธทาส
ที่มา : ปกิณณกธรรมบรรยาย ครั้งที่ 3 เรื่อง บุญแท้เมื่อหมดความรู้สึกอยากมีบุญ
ปี พ.ศ. 2525 ‪#‎จดหมายเหตุพุทธทาส‬

หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบส้ม​ ปากน้ำ ที่ 08:00 น. วันที่ 03 ต.ค.62
ความสุขที่แท้จริง หมายถึงความสุขที่ไม่หลอกลวง ความสุขที่หลอกลวงนั้นเป็นของกิเลสของความโง่ ถ้าคนเรามีความโง่ ก็ต้องไปหลงเอายึดของที่ไม่ใช่ความสุขมาเป็นความสุขของเราเสมอ แบบนี้เขาเรียกกันมาตั้งแต่โบราณว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กรณีเช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก

คนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้วก็ย่อมจะวินาศ เกิดความลุ่มหลงนักๆ เข้าจนกลายเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาเหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นข้าราชการก็ต้องคนโกงคอร์รัปชัน ทำได้ไม่เท่าไรก็ต้องได้รับผลของความคดโกงนั้นเสมอไป

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

“เมื่อเรารู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ นั่นแหละคือสวรรค์”

การทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจจนกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับ ก่อนจะนอนหลับก็ใคร่ครวญดูว่า โอ้ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้ก็ถูกต้องและพอใจ แล้วก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรรค์ ทุกคนอาจไม่เคยรู้ว่าสวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือเมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้ มองเห็นแต่ความถูกต้องของตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรค์ที่แท้จริง ไม่ใช่สวรรค์หลอกๆ อย่างที่เขาหลอกให้หลงมัวเมา

แล้วถ้าเป็นนรกล่ะ ก็คือเมื่อเกลียดตัวเอง เมื่อชังน้ำหน้าตัวเองใครก็ตามที่ทำอะไรชนิดที่มองดูแล้วมันเกลียดตัวเอง นับถือตัวเองไม่ได้ เคารพตัวเองไม่ได้ นั่นน่ะคือนรก  จะสวรรค์ที่แท้จริงหรือนรกที่แท้จริงนั้นก็เกิดขึ้นได้ที่นั่นและเดี๋ยวนั้นเช่นกัน

ถ้าจะพูดโดยสรุปแล้ว เราจงทำให้ทุกอย่างถูกต้อง ทุกอิริยาบถ ทุกนาที ทุกที่ ทุกเวลา ทุกหน และทุกแห่ง แล้วก็อยู่ด้วยความพอใจชนิดนี้ จนสามารถยกมือไหว้ตัวเองได้ นี่คือสวรรค์ที่แท้จริงเป็นความสุขที่แท้ตลอดวันตลอดคืน

ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย ถ้าเป็นความสุขที่หลอกลวงแล้วล่ะก็ต้องใช้เงินมาก ยิ่งหลอกลวงมากก็ยิ่งใช้เงินมาก

.
พุทธทาสภิกขุ
#๑๑๑ปีพุทธทาส #พุทธธรรมกับสังคม
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: ควายแดงส้มๆ ที่ 10:28 น. วันที่ 04 ต.ค.62
ทิ้งมันซะ..!
เราได้ไปเจอกับภาพทางพุทธศาสนาที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้
เมื่อมาดูแล้วทุกอย่างก็มีเหตุผลดีๆที่ควรจะหายไปจริงๆ

สิ่งต่างๆเหล่านั้นคือ

“การเบียดเบียน” - พูดถึงการฆ่าฟันต่างๆ ทั้งมนุษย์กันเอง ทั้งสัตว์ และต้นไม้ เป็นการดีที่เราจะหยุดเบียดเบียน เพื่อไม่เกิดการโกรธแค้น ความทรมาน เพิ่มขึ้นบนโลกนี้มากเกินไป ตรงนี้ไม่ได้พูดถึงการทำไปตามวัฎจักรของธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดนะ เพราะยังไงเราก็ยังต้องกิน ต้องใช้ แต่พูดถึงการเบียดเบียนที่ไม่จำเป็น

“พิธีรีตอง” - เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในการทำอะไรก็ตาม เพราะทำให้สิ้นเปลืองทั้งทรัพยากร และเวลา และยิ่งไปกว่านั้น ยังนำไปสู่การหลงผิด อย่างการสนใจในพิธีมากกว่าแก่นแท้ของสิ่งนั้นๆ

“ความหลอกลวง” - อันนี้ชัดเจนมาก ความหลอกลวงไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งความผิดพลาด ความเสียใจ ความไม่เชื่อใจ ต่างก็เกิดขึ้นได้จากการหลอกลวง

“โชคชะตา ราศี” - ความจริงที่พิสูจน์ได้ 100% คือสิ่งที่น่าเชื่อถือท่ีสุด ก็เพราะมัน 100% ไงล่ะ แต่เรื่องของโชคชะตา ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ 100% เต็มสักที แล้วถ้าพิสูจน์ไม่ได้แบบนี้ เราก็ไม่ควรจะใช้มันเป็นที่พึ่งอย่างเต็มจิตเต็มใจเช่นกัน

“ชนชั้นวรรณะ” - การเข้าใจ ความแตกต่าง ให้ลึกซึ้งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้คิดถึง และเมื่อเข้าใจแล้ว จะรู้ว่าความแตกต่างนั้นไม่มีอยู่จริงเลย มีแต่สิ่งที่เราสร้างกันขึ้นมาเอง แล้วมันกลับมีผลโยชน์ต่อผู้หนึ่ง และมีผลเสียต่ออีกผู้หนึ่ง หากไม่มีสิ่งนี้ผลประโยชน์ก็จะมีให้กับทุกคน แล้วเราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกัน?

“เมาอาจารย์” - การได้รับวิชาความรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไปถึงขั้นที่ติดใจผู้ให้ความรู้ หรือ อาจารย์คนนี้เหลือเกิน นั่นเริ่มจะไม่ดีแล้ว มันอาจทำให้เราเห็นผิดเป็นชอบ หรือ เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะอาจารย์ก็คือคนหนึ่ง ที่อาจมีผิดพลั้งได้ตามปกติมนุษย์ และถึงอาจารย์จะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทัศนคติของเราเนี่ยแหละ ที่จะดึงเราออกจากความรู้ที่ควรจะได้ ไปสู่วังวนความเห็นดีเห็นงามของเราเอง

“เมาตำรา” - คล้ายกับเมาอาจารย์เลย ถ้าเรายังติดว่าตำราเหล่านี้คือสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือเราเริ่มปิดโอกาสตัวเองให้ค้นหาความรู้จากตำราอื่นๆ และจากแหล่งอื่นๆ เช่น ประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง

“เมาศาสนา” - ทุกศาสนามีปลายทางที่นำไปสู่ปัญญาที่แท้จริงทั้งหมด แต่ถ้าเราลุ่มหลงอย่างผิดทาง มีความเชื่อแบบหลับหูหลับตา ไม่ใช่แค่เราจะไปไม่ถึงปัญญาที่ศาสนาชี้ทางให้ แต่ยังจะทำให้เกิดปัญหาตามมาจากความศรัทธาแบบผิดๆอีกด้วย

“เมาสวรรค์” - หากคุณคิดว่า สวรรค์ คือจุดสูงสุดของความสุข อยากไปให้ถึงที่นั่นเหลือเกิน หรือ สมมติว่าคุณได้อยู่บนนสวรรค์แล้ว มีความสุขมากมาย จนไม่อยากจะออกไปจากตรงนั้น นั่นคือเวลาที่คุณควรจะพิจารณาปัญญาที่อยู่ในตัวเองใหม่แล้ว เชื่อว่าผู้มีปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่เคยบอกให้หลงใหลในสวรรค์อย่างแน่นอน เพราะความสุขเหล่านั้น ไม่ใช่ความสุขที่นิรันดร์

“อัตตา ตัวตน” - ทิ้งตัวตนให้ได้ นี่ต่างหากสิ่งที่จะเป็นนิรันดร์

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สมควรถูกทิ้งไปจากชีวิต จากโลกใบนี้ บางข้ออาจทำได้ทันที บางข้อก็ดูจะยากทีเดียว แต่ถ้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเราต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ยากที่จะค่อยๆลดการยึดติด จนทิ้งมันไปได้ในที่สุด

#muchimore  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red​ animal farm ที่ 11:09 น. วันที่ 08 ต.ค.62
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Orange ​ animal farm ที่ 11:13 น. วันที่ 08 ต.ค.62
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Orange​Buffallow ที่ 11:34 น. วันที่ 17 ต.ค.62
...ฮ่องเต้​ ดาวน์ซินโดรม... ส.หลก

ในฐานะหมอรู้หมอเรียนมา
จึงใคร่ตอบปุจฉาคนมาถาม
คำ”ฮ่องเต้ซินโดรม”อันโครมคราม
มีนิยามความหมายคล้ายอะไร?

คำ”ฮ่องเต้”คงรู้อยู่เต็มอก
จึงหยิบยกมาเทียบเปรียบพอไหว
หมายถึงเด็กถูกเลี้ยงเอาแต่ใจ
หวังสิ่งใดพ่อแม่ให้ในบัดดล

ส่วน”ซินโดรม”คำสองของภาษา
ไม่ใช่”ซินเดอเรลล่า”อย่าสับสน
คืออาการแปลกแยกจำแนกตน
ผิดจากคนสามัญธรรมดา

เมื่อคำจีนมาอยู่คู่อังกฤษ
คืออาการแห่งจิตติดปัญหา
เอาแต่ใจเด่นชัดในอัตตา
ตัวทิ้งพื้นศูนย์การค้าด่าทอคน

ทั้งชีวิตควรอยู่แต่กับแม่
เพราะไม่แย่ต่อใครให้สับสน
เป็นเด็กเขลาเยาว์วัยในกมล
อย่าอ้างตนว่าแน่...แก้ธรรมวินัย...  ส.สู้ๆ


หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: OrangePiG ที่ 15:17 น. วันที่ 17 ต.ค.62
จงฝึกกรรมฐานฝึกวิปัสสนา ภาวนาให้มีสติ.
*อย่าบ้าแบบฝึกบ้าๆ บอๆ เพ้อเจ้อ ว่าเห็นนรก ว่าเห็นสวรรค์ เห็นเทพยดา เห็นพญานาค ว่าได้คุญวิเศษ ว่าได้ศักดิ์สิทธิ์ ว่าได้ขลัง อย่างนั้น อย่างนี้.
*ไม่นานเท่าไรก็จะได้ ไปอยูโรงพยาบาลบ้า ประสาท
ผู้วิเศษแห่งศรีธัญญา... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบส้ม บ้านไร่ ที่ 15:30 น. วันที่ 17 ต.ค.62
ด่าผู้นำ ว่าไม่ทำ เหมือนญี่ปุ่น
แล้วคุณคุณ เหมือนญี่ปุ่น กันบ้างไหม
คนญี่ปุ่น มีดี  ที่วินัย
เราคนไทย ทำได้ถึง ครึ่งเขายัง
     ถ้าทิ้งของ ตามใจ ไม่ยอมหยุด
ขยะหลุด อุดท่อ ก่อน้ำขัง
ใครบอกเล่า เท่าใด  ก็ไม่ฟัง
ยังทิ้งของ ไม่ลงถัง อยู่ดังเดิม
    แม้รัฐบาล จัดสั่ง แจกถังผง
แม้รัฐบาล รณรงค์ เพื่อส่งเสริม
เก็บไปจริง แต่ก็ยิ่ง ทิ้งมาเติม
ขอคอนเฟิร์ม น้ำย่อมท่วม อ่วมอรทัย
    ด่าผู้นำ ด่าเทวดา ด่าฟ้าฝน
เราทั้งผอง ลองมองตน ดูบ้างไหม
น้ำเอ่อล้น ท่วมหนทาง อย่างเร็วไว
เป็นเพราะใคร ถ้าไม่ใช่ คนไทยเอง
     อยากให้น้ำ ท่วมใส ไม่ดำขุ่น         
เหมือนญี่ปุ่น เราร้องโอด เขาโคตรเจ๋ง
ถ้ายังทิ้ง กันเรื่อยเปื่อย คงเหนื่อยเซ็ง   
แล้วจะเร่ง ผู้นำ ให้ทำอะไร
   เขาลอกคลอง เราทั้งผอง ก็ยังทิ้ง     
ทุกทุกสิ่ง ทั้งฟูกหนา โซฟาใหญ่
คนลอกจริง ส่วนคนทิ้ง ก็ทิ้งไว           
แล้วจะให้  ด่าใคร ว่าไม่ดี... ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Kob animal​ farm ที่ 15:47 น. วันที่ 17 ต.ค.62
วิชาต่างสำนักมันมีมาในสมัยครั้งพุทธกาล
ใครก็ว่าใครเด่นใครก็ว่าใครเลิศใครก็ว่าใครประเสริฐ
เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นวิชาต่างๆพวกนี้จึงอันตธานไปเรื่อยๆ
เพราะว่าอำนาจของพุทธเจ้าครอบไปหมด ทำลายไปหมด
การทำลายไม่ได้ไปเข่นฆ่าใครนะ
คือแสงสว่างของธรรมพุทธเจ้ามันชุ่มเย็น พวกนี้ก็เลยสิ้นฤทธิ์

แต่ว่าระยะหลังๆมา พระที่บวชในพุทธศาสานา ผู้ที่บวชไม่มีความเคารพไม่มีความเลื่อมใสในศาสดา ก็เลยไปเรียนวิชาพวกนี้มา หลวงปู่ไปเห็น หลวงปู่ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ หลายต่อหลายรูป ตัวเองเป็นพระแล้ว เอาผ้าถุงเอาอะไรไปขึ้นครูไปเรียนวิชาทางโลกอย่างงี้ล่ะ ทีนี้เมื่อแกไปเรียนวิชามา ลูกต้องเข้าใจนะว่า พระพุทธเจ้าห้ามเด็ดขาด ห้ามพระในพุทธศาสนาเรียน "เดรัจฉานวิชา" เป็นวิชาเปรตวิชาผีวิชาทำลายพระพุทธศาสนาโดยถ่ายเดียว ไม่มีที่จะทำให้พระเป็นพระที่เลิศประเสริฐได้ เพียงแต่โกนหัวนุ่งห่มผ้าเหลืองแค่นั้นเอง

ทีนี้พระรูปนั้นก็เลยเป็นบ้า วันที่ของเพิ่นขึ้น เน็บผ้าสบงแล้วเอามีดไล่ฟันพระ ไล่ฟันอุบาสกอุบาสิกา ..วิ่งกัน ต้องเดือดร้อนถึงพวกตำรวจพวกอะไรคุมไว้ มัดไว้ แล้วเอายาให้กินแล้วค่อยเย็นลงๆ แล้วให้สิกขาลาเพศออกไป ก็เพราะเรียนไอ้นี่ล่ะ เรียนเดรัจฉานวิชา ตั้งแต่ก่อนเป็นพระดีนะ น่ากราบน่าไหว้ แต่พอว่าอยากจะได้ฤทธิ์มากก็เลยไปเรียนพวกนี้ล่ะ #เรียนจอมขมังเวทย์ นี่ล่ะ เรียนจากหมอธรรม ว่าเป็นร่างทรงเป็นฤๅษี หรืออะไรบ้าง แกไปเรียนมา หลวงปู่อยู่ตอนแรกหลวงปู่อุปัฏฐากแกไง อุปัฏฐากพระรูปนี้ล่ะ แล้วสิกขาลาเพศไป แกตายแล้วล่ะ ก็เพราะว่าด้วยวิบากกรรมที่เรียนเดรัจฉานวิชา เอาผีเข้าไปในตัว มันก็เลยกินตัวเอง หลายต่อหลายรูปนะ เสียพระไปเลย ไม่ใช่ว่าเสียคนนะ เรียกว่าเสียพระ ต้องสิกขาลาเพศไปหรือไม่ก็เป็นบ้าเป็นบอไป

พระรูปหนึ่งนี่ยังไม่หายบ้าอยู่ทางภาคเหนือเห็นกัน ยังซักง๊อก..ซักแง๊กอยู่ เห็นกันวันนั้นที่ชัยภูมิแกยังไม่หายบ้า ก็ยังได้กินยากินอะไรอยู่ มันเป็นเรื่องของเดรัจฉานวิชา ถ้าเป็นวิชาในพระพุทธศาสนาพวกเราจะไม่เป็นบ้าเลย ยิ่งมีสติกำลังปัญญายิ่งทำบุญกุศล ยิ่งสวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรมนั่งภาวนา ยิ่งมีสติกำลังปัญญา ยิ่งมีจิตใจร่มเย็น แต่ว่าพวกเราไม่ทราบนี่ เดี๋ยวนี้ชาวพุทธไม่ใชชาวพุทธเลย เป็นเหมือนที่เห็นนี่ล่ะ ก็เพราะว่าใจเราไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เองคนอื่นเป็นที่พึ่ง ไม่พึ่งตัวเองพระพุทธเจ้าบอกให้พึ่งตัวเอง เอาเราตถาคตเป็นที่พึ่งแต่พวกเธอต้องพึ่งตัวเอง คือนำหลักคำสอนของพระองค์ไปประพฤติปฏิบัติ ผู้นั้นจะได้ดีตามหลักธรรมคำสอนของเรา

#พุทธังสรณังคัจฉามิ #ธัมมังสรณังคัจฉามิ #สังฆังสรณังคัจฉามิ เรากราบเราไหว้แล้วนำหลักคำสอนมาประพฤติปฏิบัติ ไม่กราบศาสดาอื่น ไม่ไปกราบภูติผีปีศาจหรือ พวกหมอธรรมนั้นหมอธรรมนี้ผีฟ้าผีทรงโดยเด็ดขาดไม่งั้นเราก็ตกระกำลำบาก มันไม่ใช่วิสัยของพวกเราชาวพุทธนะ มันไม่สะอาดขนเปรตขนผีเข้าไปในบ้าน แล้วอำนาจพระรัตนตรัยจะช่วยได้ยังไง เพราะเราไม่ได้ถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เลย..."
 ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: Red.Animal​ farm ที่ 16:11 น. วันที่ 23 ต.ค.62
พอบุญมา     กาไก่     กลายเป็นหงส์
พอบุญลง     หงส์เป็นกา     น่าฉงน
พอบุญสูง     หมูหมา     กลายเป็นคน
พออับจน     คนเป็นหมา     น่าอัศจรรย์
คือคำกลอน     คนเก่า     สอนเราไว้
อย่าปล่อยใจ     พ่ายแพ้     ความแปรผัน
โลกมีขึ้น     มีลง     ไม่คงกระพัน
มีกฎเกณท์     สามัญ     เสมอมา
อย่าหลงเหลิง    บุญบันดาล  ขนานใหญ่
แม้กาไก่     กลายเป็นหงส์     สูงส่งค่า
บุญบันดาล     แห่งชีวิต     อนิจจา
แม้หมูหมา     กลายเป็นคน     มิทนทาน
เมื่อยังมี     อำนาจ     ไม่ขาดมิตร
คนใกล้ชิด     สอพลอ     พะนอหวาน
เมื่ออำนาจ     ดับดิ้น     ลงดินดาน
มีแต่หมา     เฝ้าบ้าน     อยู่ทานทน
มีอำนาจ     อย่ามีไว้     ใช้อำนาจ
มีเชิงฉลาด     อย่ามีไว้     ใช้ฉ้อฉล
มีทรัพย์สิน     อย่ามีไว้     ใช้เปรอปรน
มีตัวตน     อย่ามีไว้     ใช้อัตตา
มีอำนาจ     ไม่อิ่มหนำ     ในอำนาจ
จะพาพลาด     ผิดพลั้ง     ระวังหนา
ขี่หลังเสือ     เพลิดเพลิน     เกินเวลา
ไม่นานช้า     ก็เป็นเหยื่อ     ให้เสือกิน...  ส.สู้ๆ
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบส้ม​ บ้านไร่ ที่ 09:15 น. วันที่ 30 ต.ค.62
“จิตกบ สุดท้ายก่อนตาย”
หลังตายไปภายใน20นาที
นพ.สรศักดิ์. ศุภผล รพ.รามาผู้ส่งบทความดีๆ นี้มาให้ครับ

สำคัญก็จริง แต่ .......
“จิตกบ​ หลังความตาย 20 นาทีแรก”
ก็มีความสำคัญในการเปลี่ยนภพด้วย
“การศึกษาทางประสาทสรีรวิทยา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
พบว่าหนูที่ตายใหม่ๆ หัวใจหยุดทำงาน เลือดหยุดไปเลี้ยงสมอง แต่คลื่นสมองยังคงอยู่ในภาวะ “ตื่นตัวขั้นสูง”
บ่งบอกถึงการมีสติสัมปชัญญะของคนเมื่อหัวใจหยุดเต้น”

ดังนั้น ทางการแพทย์บอกว่า “ตาย” แต่สมองยังทำงานอยู่ เป็น “การสร้างภาพจากสังขารจิต 20 นาที” ว่าจะไปภพภูมิใด

ดังนั้น จึงควร “เหนี่ยวนำ ไม่ให้นิมิตมาหลอกหลอน 20 นาที หลังหัวใจหยุดเต้น (กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต) การเข้าสู่ความมืด(ภวังคจิต) บังสุกุล คำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนาจะปลุกจิตให้ตื่นหรือถอนออกมาเอง”

แปลว่า ต่อให้ก่อนตายญาติและคนไข้ได้เตรียมตัวเหนี่ยวนำจิตเป็นอย่างดี จนตายไปแล้ว (ก็คือหัวใจหยุดทำงาน)
สมองก็ยังเหนี่ยวนำสิ่งที่ทำก่อนตายอยู่ เช่น ถ้ากำลังสวดมนตร์ภาวนา ตายไปแล้วจิตและสมองก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการสวดมนต์ภาวนา ดวงจิตก็ย่อมเปลี่ยนภพภูมิไปที่ดี
แต่หากสมมติว่า ก่อนตายเตรียมตัวดีมาก แต่เมื่อตายไปแล้ว
ญาติๆ ร้องไห้ระงมเสียงดังลั่น หรือ ลูกหลานทะเลาะแย่งสมบัติด้วยเสียงแซงแซ่ บรรยากาศเหล่านั้นก็จะเหนี่ยวนำให้สมองครุ่นคิดตรงนั้นและก็นำพาดวงจิตไปสู่ภพภูมิไม่ดีได้นั่นเอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลังความตาย 20 นาทีแรก คือ สวดมนต์ เมื่อรู้ว่ามีคนตาย ก็หยิบขวดน้ำมนต์เย็นๆ ในตู้เย็นติดมือไป และหยดน้ำมนต์ที่ตาที่สาม (จักระ 6) ตรงหน้าผากหว่างคิ้ว เพื่อให้ความเย็นของน้ำไปส่งสัญญาณให้สมองที่ตรงกลางข้างในซึ่งยังทำงานอยู่ได้ตื่นตัวฟังเสียงสวดมนต์หรือบังสุกุล แต่ถ้าใครไม่มีน้ำมนต์ ก็ให้ใช้น้ำเย็นธรรมดาก็ได้

สรุป

บรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนตายและหลัง
ความตาย 20 นาที
จะต้องปราศจากเสียงร้องไห้เศร้าโศก
การทะเลาะเบาะแว้ง
หรือการพูดเรื่องไม่สบายใจ
เพื่อให้คนตายได้เปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องทำความดี ละความชั่ว ขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสด้วย
จะได้พร้อมเปลี่ยนภพภูมิได้ทุกที่ ทุกเวลา
จิตใครเศร้าหมอง ก็สั่งจิตให้คลายความเศร้าหมอง ให้อภัยปล่อยวาง
คิดซะว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ก็หนีกฏแห่งกรรมไม่พ้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่กฏแห่งกรรม
เราไม่ต้องไปเอาคืนแก้แค้น เอาเวลามาทำจิตให้ผ่องใสเข้าสู่ความว่างดีกว่า...  ส.สู้ๆ


หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: วิน กบแดงส้มๆ ที่ 09:57 น. วันที่ 04 พ.ย.62
ถ้าต้องเสียคุณค่าของคนไป ถึงได้เงินมา ก็อย่าเอาเลย”

“....คนไทยนี้ชอบนัก ชอบมานานแล้ว เรื่องลาภลอย และรวยทางลัด เช่น การพนัน หวย ฯลฯ ได้มาง่ายๆ เสี่ยงโชคเอาแล้วก็คอยรอ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเพียรพยายาม ไม่ต้องใช้ปัญญา เปลี่ยนเสียทีเถอะ เปลี่ยนมาเป็นว่าทำให้สำเร็จด้วยความพากเพียรและเข้มแข็ง สู้ยากบากบั่นในการผลิตและสร้างสรรค์ ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อันนี้ก็อย่าไปภูมิใจกับมัน

เรื่องนี้ ถ้าสร้างให้เป็นทัศนคติ เป็นนิสัยจิตใจ เป็นสภาพจิตของคนไทยขึ้นมาได้ ก็จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงด้วย ความเป็นชาวพุทธตั้งต้นที่นี่ ถ้าเราเป็นคนชอบง่ายๆ ชอบรวยทางลัด เราจะเป็นคนผิวเผิน ฉาบฉวย ไม่เอาอะไรจริงจัง จะติดอยู่กับเรื่องตื่นเต้น มีข่าวอะไร ก็ไปฟังเขามาสนุกดี แล้วก็เอามาพูดกันสนุกปากไป ได้แต่ตื่นเต้นแล้วก็ผ่านไป จะดูหรือฟังอะไรก็เพียงเพื่อตื่นเต้น ไม่ใช่เพื่อศึกษาค้นคว้าหาความจริง วิจารณ์อะไรก็เพียงเพื่อสนุกแล้วก็ทิ้งไป ไม่ใช่เพื่อจะคิดทำหรือเพื่อจะแก้ปัญหา ดูในสังคมไทยของเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

ทางพระท่านก็บอกแล้วว่า คุณสมบัติของอุบาสกอย่างหนึ่งคือ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ต้องเป็นคนหนักแน่น ไม่หวังผลจากมงคล แต่หวังผลจากการกระทำ ด้วยการเพียรพยายามตามเหตุตามผล เราชอบเรื่องสนุกปาก เอามาเล่ากัน ตื่นเต้น ผ่านๆไป แล้วก็ไม่เอาจริงเอาจังอะไร จะศึกษาหาความรู้ให้จริงจังก็ไม่เอา จะทำอะไรก็ไม่ให้มั่นลงไป อย่างนี้ก็อยู่กับสิ่งที่เลื่อนลอย สิ่งที่ตื่นเต้นวูบวาบ สิ่งที่ผิวเผินฉาบฉวย

ที่ว่านี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยเวลานี้ เราควรเอามาพูดกัน เตือนสติกันเสียที มันเป็นมานานแล้ว จึงได้บอกว่า “เราคงจะเสียคุณภาพคนไปก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะมาเสียเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจตามมาทีหลัง คนมันแย่มานานแล้ว” เหตุปัจจัยที่อยู่ในตัวคนมันโทรมเปลี้ยแล้ว ถึงตอนนี้แหละจึงเป็นโอกาสที่เราจะมาฟื้นกันเสียที เพราะถ้าไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ คนไทยเราก็จะหลงระเริงกันต่อไป แล้วก็เพลิดเพลินมัวเมาไม่เอาใจใส่ ตอนชนี้ถูกตีให้ชะงักจึงอาจจะเริ่มฟังกันบ้าง แต่ฟังแล้วอย่าฟังเปล่าๆ นะ ต้องเอาไปทำด้วย

ต้องตั้งใจเอากันจริงๆเสียที อย่าขอให้เพียงผ่านๆไปอีก เพราะคนไทยชอบอย่างนั้น เวลาฟังเรื่องก็ตื่นเต้นสนุกสนานกัน แต่พูดเสร็จแล้วก็ผ่านไป คราวนี้อย่าผ่านนะ เอาจริงๆ เสียที มาเริ่มต้นกันให้แข็งขันเลย”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร”
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: RedWinKob ที่ 15:43 น. วันที่ 05 พ.ย.62
มีเงินมหาศาล
อย่าลืมเตรียมสังขารไว้ใช้เงิน
เพราะหากมีเงินแต่สุขภาพกายสุขภาพจิตไม่ดี
ก็ยากจะมีความสุข... ส.หลก
หัวข้อ: Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
เริ่มหัวข้อโดย: กบส้มๆ​ ณ.บ้านไร่ ที่ 09:27 น. วันที่ 06 พ.ย.62
#ทางออกชีวิตของคนเป็นโรคซึมเศร้า
#คำแนะนำจาก_พระมหาวุฒิชัย_วชิรเมธี

อาการของโรค ซึมเศร้า
นั้นคงมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ
แต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คงมาจาก “จิต” นั่นเอง

ธรรมชาติของจิตจำเป็นจะต้อง
เกาะติดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
 ถ้าจิตเกาะติดกับอารมณ์(เรื่องราว)ร้าย ๆ
 เช่น ความทรงจำในอดีตที่ไม่ดี
ก็จะทำให้เกิดอาการ “จิตตก”

เมื่อจิตตกผลที่ตามมาก็ คือ
 ความหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังเศร้าสร้อย
หมดอาลัยตายอยาก ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
เกาะเกี่ยวกับใครไม่ติด
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความว่างเปล่า
 หนักเข้าก็อาจถึงขั้นลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเอง
ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ในทางกลับกัน หากจิตเกาะเกี่ยวหรือหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ดี หรือเรื่องที่ดีก็จะเกิดอาการที่ “จิตฟู” ขึ้นมาได้ลักษณะของจิตฟู ก็คือ เกิดความเชื่อมั่นมีกำลังสดชื่นเบิกบานผ่องใสยิ้มแย้ม ผ่อนคลายเอิบอิ่มบางคราวรู้สึกเอิบอิ่มยินดีมากก็ถึงขั้นต้องเผยอยิ้มกับตัวเองหรือร้องไห้ด้วยความปีติสุขออกมาได้

การยกจิตก็ทำได้โดยการที่คุณต้องฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้ เพราะ “อดีต” หรือ“อนาคต” จะมีตัวตนขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการ “ครุ่นคิด” ขึ้นมาเท่านั้น 

ลองสังเกตดูก็ได้เวลาที่เราฟังเพลงอาบน้ำทำงานหนัก หรือคุยกับเพื่อนความคิดหมกมุ่นในอดีต หรือความกังวลต่ออนาคตจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ แต่พอเราอยู่เฉยๆเท่านั้นเองจิตก็จะเกาะเกี่ยวเอาอดีตหรือไม่ก็ฟุ้งไปในอนาคตทันที

ทางออกก็คือ ควรฝึกเพื่อให้จิตเกิด “สมาธิ” คือ ความสงบและจิตเกิดปีติสุขแล้วพักจิตอยู่กับความปีติสุขนั้น ก็จะทำให้จิตเกิดมีกำลังขึ้นมาแล้ว มีความสุขจากปีตินั้นคอยหล่อเลี้ยงให้จิตมีคุณภาพใหม่ ๆ เช่น แช่มชื่นเบิกบานผ่องใสไม่ขุ่นมัวไม่หมกมุ่นกับความทุกข์ทั้งหลาย

การที่จิตแนบอยู่กับสมาธิหรือปีติสุขเช่นนี้ จะทำให้จิตนั้นมีที่เกาะเกี่ยวในทางสูงหรือในทางบวกโอกาสที่อาการซึมเศร้า จะแทรกเข้ามาก็เป็นไปได้น้อย จะค่อย ๆ มีคุณภาพจิตดีขึ้นตามลำดับ

หรืออีกทางหนึ่งต้องฝึก “วิปัสสนา” เพื่อจิต “ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน” ให้มากที่สุดเมื่อจิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันไม่ฟุ้งไม่ลอยไปตกอยู่ในอารมณ์อดีตหรืออนาคตคุณภาพของจิตก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

กล่าวกันว่าเมื่อแรกที่มหาโจรองคุลิมาลบวชนั้น ท่านทุกข์กับความหลังอันโหดร้ายของตัวเองมาก เพราะพอหลับตาลงก็เห็นแต่ภาพของการฆ่าฟันความรู้สึกผิดเกาะกุมใจของท่าน จนไม่เป็นอันภาวนาท่านทุกข์ถึง กับมาเฝ้าขอคำแนะนำเป็น
#พิเศษจากพระพุทธองค์

#พระพุทธองค์ทรงแนะกุศโลบายให้ท่านเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ ฝึกการตามดูตามรู้ลมหายใจ(กาย) ความรู้สึก(เวทนา)ความคิด(จิต) และสภาพความกระเพื่อมไหวในลักษณะต่างๆของจิต(ธรรม) เมื่อท่านเพียรฝึกอยู่จิตก็เกิดการเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันมากขึ้น ๆ

จนในที่สุดจิตของท่านก็ดีดตัวขาดผึงออกมาจากอดีตท่าน กลายเป็นคนของปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีวันวานไม่มีวันพรุ่งนี้มีแต่วันนี้ หรือ ขณะจิตเดียวนี้เท่านั้นพอท่านทำได้ถึงขนาดนี้ท่านก็หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถึงกับที่ท่านกล่าวว่าตัวท่านเองซึ่งตื่นรู้ขึ้นมาแล้วนี้ได้ค้นพบกับ “การเกิดใหม่” อีกครั้งหนึ่งท่านเรียกการเกิดใหม่นี้ว่า “อริยชาติ” คือการเกิดอันประเสริฐ

การเกิดอันประเสริฐจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่เจริญวิปัสสนาจนจิต เกิดอาการตื่นตัวและตื่นรู้คือหลุดพ้นจากการเกาะเกี่ยวเอาอดีต และอนาคตมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

การเจริญวิปัสสนานั้น คุณสามารถทำได้ด้วยการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว (ลมหายใจหรือกายจริงๆที่เคลื่อนไหวทำโน่น-นี่-นั่น) ความรู้สึก (ทุกข์-สุข-เฉย ๆ ) ความคิด ( ที่ฟุ้งไปในเรื่องราวต่าง ๆ ) และความวูบไหวเปลี่ยนแปรอันเป็นคุณภาพของจิต (ธรรม)

คุณเพียงแต่ “ลองจับตาดู”เท่านั้นไม่ต้อง“ตั้งหน้าตั้งตาดู” แต่อย่างใด  พยายามทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดูฝึกสังเกตกายเวทนาจิตธรรมไปเถิดทำไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ

ถ้าจับจุดถูกคุณจะเห็นอาการของจิตที่วูบไหวไปในรูปแบบต่าง ๆ พอหาจิตเจอเท่านั้นแหละทีนี้ คุณจะหลุดออกจากโรคซึมเศร้าได้ และจะมีของเล่นใหม่ที่ให้ความสุขความสดชื่นความสว่างโพลงแก่ชีวิตจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอาการอยากฆ่าตัวตายจะหายไปอย่างเด็ดขาด

#โอวาทคำสอนของพระอาจารย์ วชิรเมธี

ขอกราบแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสที่
พระมหาวุธิฒิชัย วชรเมธี (ว. วชิรเมธี.ป.ธ.๙)
#ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระสิงห์
#พระอารามหลวง จังหวัดเชียงราย
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้า ฯ
พระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ
ชั้นสามัญที่ พระเมธีวชิรโรดม
#อนุโมทนาบุญกุศลกับเจ้าของวิดีโอนี้
ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
#เผยแผ่ธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา

C.r @ เพจพระพุทธศาสนา
#อนุโมทนาบุญกุศลกับท่านที่มีส่วน
#เผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้ทุกๆท่าน...  ส.สู้ๆ
ปล.หลังคาแดง