gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 52 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: กบส้มๆ​ ณ.บ้านไร่
« เมื่อ: 09:27 น. วันที่ 06 พ.ย.62 »

#ทางออกชีวิตของคนเป็นโรคซึมเศร้า
#คำแนะนำจาก_พระมหาวุฒิชัย_วชิรเมธี

อาการของโรค ซึมเศร้า
นั้นคงมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ
แต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คงมาจาก “จิต” นั่นเอง

ธรรมชาติของจิตจำเป็นจะต้อง
เกาะติดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
 ถ้าจิตเกาะติดกับอารมณ์(เรื่องราว)ร้าย ๆ
 เช่น ความทรงจำในอดีตที่ไม่ดี
ก็จะทำให้เกิดอาการ “จิตตก”

เมื่อจิตตกผลที่ตามมาก็ คือ
 ความหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังเศร้าสร้อย
หมดอาลัยตายอยาก ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
เกาะเกี่ยวกับใครไม่ติด
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความว่างเปล่า
 หนักเข้าก็อาจถึงขั้นลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเอง
ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ในทางกลับกัน หากจิตเกาะเกี่ยวหรือหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ดี หรือเรื่องที่ดีก็จะเกิดอาการที่ “จิตฟู” ขึ้นมาได้ลักษณะของจิตฟู ก็คือ เกิดความเชื่อมั่นมีกำลังสดชื่นเบิกบานผ่องใสยิ้มแย้ม ผ่อนคลายเอิบอิ่มบางคราวรู้สึกเอิบอิ่มยินดีมากก็ถึงขั้นต้องเผยอยิ้มกับตัวเองหรือร้องไห้ด้วยความปีติสุขออกมาได้

การยกจิตก็ทำได้โดยการที่คุณต้องฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้ เพราะ “อดีต” หรือ“อนาคต” จะมีตัวตนขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการ “ครุ่นคิด” ขึ้นมาเท่านั้น 

ลองสังเกตดูก็ได้เวลาที่เราฟังเพลงอาบน้ำทำงานหนัก หรือคุยกับเพื่อนความคิดหมกมุ่นในอดีต หรือความกังวลต่ออนาคตจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ แต่พอเราอยู่เฉยๆเท่านั้นเองจิตก็จะเกาะเกี่ยวเอาอดีตหรือไม่ก็ฟุ้งไปในอนาคตทันที

ทางออกก็คือ ควรฝึกเพื่อให้จิตเกิด “สมาธิ” คือ ความสงบและจิตเกิดปีติสุขแล้วพักจิตอยู่กับความปีติสุขนั้น ก็จะทำให้จิตเกิดมีกำลังขึ้นมาแล้ว มีความสุขจากปีตินั้นคอยหล่อเลี้ยงให้จิตมีคุณภาพใหม่ ๆ เช่น แช่มชื่นเบิกบานผ่องใสไม่ขุ่นมัวไม่หมกมุ่นกับความทุกข์ทั้งหลาย

การที่จิตแนบอยู่กับสมาธิหรือปีติสุขเช่นนี้ จะทำให้จิตนั้นมีที่เกาะเกี่ยวในทางสูงหรือในทางบวกโอกาสที่อาการซึมเศร้า จะแทรกเข้ามาก็เป็นไปได้น้อย จะค่อย ๆ มีคุณภาพจิตดีขึ้นตามลำดับ

หรืออีกทางหนึ่งต้องฝึก “วิปัสสนา” เพื่อจิต “ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน” ให้มากที่สุดเมื่อจิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันไม่ฟุ้งไม่ลอยไปตกอยู่ในอารมณ์อดีตหรืออนาคตคุณภาพของจิตก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

กล่าวกันว่าเมื่อแรกที่มหาโจรองคุลิมาลบวชนั้น ท่านทุกข์กับความหลังอันโหดร้ายของตัวเองมาก เพราะพอหลับตาลงก็เห็นแต่ภาพของการฆ่าฟันความรู้สึกผิดเกาะกุมใจของท่าน จนไม่เป็นอันภาวนาท่านทุกข์ถึง กับมาเฝ้าขอคำแนะนำเป็น
#พิเศษจากพระพุทธองค์

#พระพุทธองค์ทรงแนะกุศโลบายให้ท่านเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ ฝึกการตามดูตามรู้ลมหายใจ(กาย) ความรู้สึก(เวทนา)ความคิด(จิต) และสภาพความกระเพื่อมไหวในลักษณะต่างๆของจิต(ธรรม) เมื่อท่านเพียรฝึกอยู่จิตก็เกิดการเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันมากขึ้น ๆ

จนในที่สุดจิตของท่านก็ดีดตัวขาดผึงออกมาจากอดีตท่าน กลายเป็นคนของปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีวันวานไม่มีวันพรุ่งนี้มีแต่วันนี้ หรือ ขณะจิตเดียวนี้เท่านั้นพอท่านทำได้ถึงขนาดนี้ท่านก็หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถึงกับที่ท่านกล่าวว่าตัวท่านเองซึ่งตื่นรู้ขึ้นมาแล้วนี้ได้ค้นพบกับ “การเกิดใหม่” อีกครั้งหนึ่งท่านเรียกการเกิดใหม่นี้ว่า “อริยชาติ” คือการเกิดอันประเสริฐ

การเกิดอันประเสริฐจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่เจริญวิปัสสนาจนจิต เกิดอาการตื่นตัวและตื่นรู้คือหลุดพ้นจากการเกาะเกี่ยวเอาอดีต และอนาคตมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

การเจริญวิปัสสนานั้น คุณสามารถทำได้ด้วยการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว (ลมหายใจหรือกายจริงๆที่เคลื่อนไหวทำโน่น-นี่-นั่น) ความรู้สึก (ทุกข์-สุข-เฉย ๆ ) ความคิด ( ที่ฟุ้งไปในเรื่องราวต่าง ๆ ) และความวูบไหวเปลี่ยนแปรอันเป็นคุณภาพของจิต (ธรรม)

คุณเพียงแต่ “ลองจับตาดู”เท่านั้นไม่ต้อง“ตั้งหน้าตั้งตาดู” แต่อย่างใด  พยายามทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดูฝึกสังเกตกายเวทนาจิตธรรมไปเถิดทำไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ

ถ้าจับจุดถูกคุณจะเห็นอาการของจิตที่วูบไหวไปในรูปแบบต่าง ๆ พอหาจิตเจอเท่านั้นแหละทีนี้ คุณจะหลุดออกจากโรคซึมเศร้าได้ และจะมีของเล่นใหม่ที่ให้ความสุขความสดชื่นความสว่างโพลงแก่ชีวิตจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอาการอยากฆ่าตัวตายจะหายไปอย่างเด็ดขาด

#โอวาทคำสอนของพระอาจารย์ วชิรเมธี

ขอกราบแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสที่
พระมหาวุธิฒิชัย วชรเมธี (ว. วชิรเมธี.ป.ธ.๙)
#ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระสิงห์
#พระอารามหลวง จังหวัดเชียงราย
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้า ฯ
พระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ
ชั้นสามัญที่ พระเมธีวชิรโรดม
#อนุโมทนาบุญกุศลกับเจ้าของวิดีโอนี้
ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
#เผยแผ่ธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา

C.r @ เพจพระพุทธศาสนา
#อนุโมทนาบุญกุศลกับท่านที่มีส่วน
#เผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้ทุกๆท่าน...  ส.สู้ๆ
ปล.หลังคาแดง
ข้อความโดย: RedWinKob
« เมื่อ: 15:43 น. วันที่ 05 พ.ย.62 »

มีเงินมหาศาล
อย่าลืมเตรียมสังขารไว้ใช้เงิน
เพราะหากมีเงินแต่สุขภาพกายสุขภาพจิตไม่ดี
ก็ยากจะมีความสุข... ส.หลก
ข้อความโดย: วิน กบแดงส้มๆ
« เมื่อ: 09:57 น. วันที่ 04 พ.ย.62 »

ถ้าต้องเสียคุณค่าของคนไป ถึงได้เงินมา ก็อย่าเอาเลย”

“....คนไทยนี้ชอบนัก ชอบมานานแล้ว เรื่องลาภลอย และรวยทางลัด เช่น การพนัน หวย ฯลฯ ได้มาง่ายๆ เสี่ยงโชคเอาแล้วก็คอยรอ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเพียรพยายาม ไม่ต้องใช้ปัญญา เปลี่ยนเสียทีเถอะ เปลี่ยนมาเป็นว่าทำให้สำเร็จด้วยความพากเพียรและเข้มแข็ง สู้ยากบากบั่นในการผลิตและสร้างสรรค์ ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อันนี้ก็อย่าไปภูมิใจกับมัน

เรื่องนี้ ถ้าสร้างให้เป็นทัศนคติ เป็นนิสัยจิตใจ เป็นสภาพจิตของคนไทยขึ้นมาได้ ก็จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงด้วย ความเป็นชาวพุทธตั้งต้นที่นี่ ถ้าเราเป็นคนชอบง่ายๆ ชอบรวยทางลัด เราจะเป็นคนผิวเผิน ฉาบฉวย ไม่เอาอะไรจริงจัง จะติดอยู่กับเรื่องตื่นเต้น มีข่าวอะไร ก็ไปฟังเขามาสนุกดี แล้วก็เอามาพูดกันสนุกปากไป ได้แต่ตื่นเต้นแล้วก็ผ่านไป จะดูหรือฟังอะไรก็เพียงเพื่อตื่นเต้น ไม่ใช่เพื่อศึกษาค้นคว้าหาความจริง วิจารณ์อะไรก็เพียงเพื่อสนุกแล้วก็ทิ้งไป ไม่ใช่เพื่อจะคิดทำหรือเพื่อจะแก้ปัญหา ดูในสังคมไทยของเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

ทางพระท่านก็บอกแล้วว่า คุณสมบัติของอุบาสกอย่างหนึ่งคือ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ต้องเป็นคนหนักแน่น ไม่หวังผลจากมงคล แต่หวังผลจากการกระทำ ด้วยการเพียรพยายามตามเหตุตามผล เราชอบเรื่องสนุกปาก เอามาเล่ากัน ตื่นเต้น ผ่านๆไป แล้วก็ไม่เอาจริงเอาจังอะไร จะศึกษาหาความรู้ให้จริงจังก็ไม่เอา จะทำอะไรก็ไม่ให้มั่นลงไป อย่างนี้ก็อยู่กับสิ่งที่เลื่อนลอย สิ่งที่ตื่นเต้นวูบวาบ สิ่งที่ผิวเผินฉาบฉวย

ที่ว่านี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยเวลานี้ เราควรเอามาพูดกัน เตือนสติกันเสียที มันเป็นมานานแล้ว จึงได้บอกว่า “เราคงจะเสียคุณภาพคนไปก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะมาเสียเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจตามมาทีหลัง คนมันแย่มานานแล้ว” เหตุปัจจัยที่อยู่ในตัวคนมันโทรมเปลี้ยแล้ว ถึงตอนนี้แหละจึงเป็นโอกาสที่เราจะมาฟื้นกันเสียที เพราะถ้าไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ คนไทยเราก็จะหลงระเริงกันต่อไป แล้วก็เพลิดเพลินมัวเมาไม่เอาใจใส่ ตอนชนี้ถูกตีให้ชะงักจึงอาจจะเริ่มฟังกันบ้าง แต่ฟังแล้วอย่าฟังเปล่าๆ นะ ต้องเอาไปทำด้วย

ต้องตั้งใจเอากันจริงๆเสียที อย่าขอให้เพียงผ่านๆไปอีก เพราะคนไทยชอบอย่างนั้น เวลาฟังเรื่องก็ตื่นเต้นสนุกสนานกัน แต่พูดเสร็จแล้วก็ผ่านไป คราวนี้อย่าผ่านนะ เอาจริงๆ เสียที มาเริ่มต้นกันให้แข็งขันเลย”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร”
ข้อความโดย: กบส้ม​ บ้านไร่
« เมื่อ: 09:15 น. วันที่ 30 ต.ค.62 »

“จิตกบ สุดท้ายก่อนตาย”
หลังตายไปภายใน20นาที
นพ.สรศักดิ์. ศุภผล รพ.รามาผู้ส่งบทความดีๆ นี้มาให้ครับ

สำคัญก็จริง แต่ .......
“จิตกบ​ หลังความตาย 20 นาทีแรก”
ก็มีความสำคัญในการเปลี่ยนภพด้วย
“การศึกษาทางประสาทสรีรวิทยา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
พบว่าหนูที่ตายใหม่ๆ หัวใจหยุดทำงาน เลือดหยุดไปเลี้ยงสมอง แต่คลื่นสมองยังคงอยู่ในภาวะ “ตื่นตัวขั้นสูง”
บ่งบอกถึงการมีสติสัมปชัญญะของคนเมื่อหัวใจหยุดเต้น”

ดังนั้น ทางการแพทย์บอกว่า “ตาย” แต่สมองยังทำงานอยู่ เป็น “การสร้างภาพจากสังขารจิต 20 นาที” ว่าจะไปภพภูมิใด

ดังนั้น จึงควร “เหนี่ยวนำ ไม่ให้นิมิตมาหลอกหลอน 20 นาที หลังหัวใจหยุดเต้น (กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต) การเข้าสู่ความมืด(ภวังคจิต) บังสุกุล คำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนาจะปลุกจิตให้ตื่นหรือถอนออกมาเอง”

แปลว่า ต่อให้ก่อนตายญาติและคนไข้ได้เตรียมตัวเหนี่ยวนำจิตเป็นอย่างดี จนตายไปแล้ว (ก็คือหัวใจหยุดทำงาน)
สมองก็ยังเหนี่ยวนำสิ่งที่ทำก่อนตายอยู่ เช่น ถ้ากำลังสวดมนตร์ภาวนา ตายไปแล้วจิตและสมองก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการสวดมนต์ภาวนา ดวงจิตก็ย่อมเปลี่ยนภพภูมิไปที่ดี
แต่หากสมมติว่า ก่อนตายเตรียมตัวดีมาก แต่เมื่อตายไปแล้ว
ญาติๆ ร้องไห้ระงมเสียงดังลั่น หรือ ลูกหลานทะเลาะแย่งสมบัติด้วยเสียงแซงแซ่ บรรยากาศเหล่านั้นก็จะเหนี่ยวนำให้สมองครุ่นคิดตรงนั้นและก็นำพาดวงจิตไปสู่ภพภูมิไม่ดีได้นั่นเอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลังความตาย 20 นาทีแรก คือ สวดมนต์ เมื่อรู้ว่ามีคนตาย ก็หยิบขวดน้ำมนต์เย็นๆ ในตู้เย็นติดมือไป และหยดน้ำมนต์ที่ตาที่สาม (จักระ 6) ตรงหน้าผากหว่างคิ้ว เพื่อให้ความเย็นของน้ำไปส่งสัญญาณให้สมองที่ตรงกลางข้างในซึ่งยังทำงานอยู่ได้ตื่นตัวฟังเสียงสวดมนต์หรือบังสุกุล แต่ถ้าใครไม่มีน้ำมนต์ ก็ให้ใช้น้ำเย็นธรรมดาก็ได้

สรุป

บรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนตายและหลัง
ความตาย 20 นาที
จะต้องปราศจากเสียงร้องไห้เศร้าโศก
การทะเลาะเบาะแว้ง
หรือการพูดเรื่องไม่สบายใจ
เพื่อให้คนตายได้เปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องทำความดี ละความชั่ว ขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสด้วย
จะได้พร้อมเปลี่ยนภพภูมิได้ทุกที่ ทุกเวลา
จิตใครเศร้าหมอง ก็สั่งจิตให้คลายความเศร้าหมอง ให้อภัยปล่อยวาง
คิดซะว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ก็หนีกฏแห่งกรรมไม่พ้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่กฏแห่งกรรม
เราไม่ต้องไปเอาคืนแก้แค้น เอาเวลามาทำจิตให้ผ่องใสเข้าสู่ความว่างดีกว่า...  ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: Red.Animal​ farm
« เมื่อ: 16:11 น. วันที่ 23 ต.ค.62 »

พอบุญมา     กาไก่     กลายเป็นหงส์
พอบุญลง     หงส์เป็นกา     น่าฉงน
พอบุญสูง     หมูหมา     กลายเป็นคน
พออับจน     คนเป็นหมา     น่าอัศจรรย์
คือคำกลอน     คนเก่า     สอนเราไว้
อย่าปล่อยใจ     พ่ายแพ้     ความแปรผัน
โลกมีขึ้น     มีลง     ไม่คงกระพัน
มีกฎเกณท์     สามัญ     เสมอมา
อย่าหลงเหลิง    บุญบันดาล  ขนานใหญ่
แม้กาไก่     กลายเป็นหงส์     สูงส่งค่า
บุญบันดาล     แห่งชีวิต     อนิจจา
แม้หมูหมา     กลายเป็นคน     มิทนทาน
เมื่อยังมี     อำนาจ     ไม่ขาดมิตร
คนใกล้ชิด     สอพลอ     พะนอหวาน
เมื่ออำนาจ     ดับดิ้น     ลงดินดาน
มีแต่หมา     เฝ้าบ้าน     อยู่ทานทน
มีอำนาจ     อย่ามีไว้     ใช้อำนาจ
มีเชิงฉลาด     อย่ามีไว้     ใช้ฉ้อฉล
มีทรัพย์สิน     อย่ามีไว้     ใช้เปรอปรน
มีตัวตน     อย่ามีไว้     ใช้อัตตา
มีอำนาจ     ไม่อิ่มหนำ     ในอำนาจ
จะพาพลาด     ผิดพลั้ง     ระวังหนา
ขี่หลังเสือ     เพลิดเพลิน     เกินเวลา
ไม่นานช้า     ก็เป็นเหยื่อ     ให้เสือกิน...  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Kob animal​ farm
« เมื่อ: 15:47 น. วันที่ 17 ต.ค.62 »

วิชาต่างสำนักมันมีมาในสมัยครั้งพุทธกาล
ใครก็ว่าใครเด่นใครก็ว่าใครเลิศใครก็ว่าใครประเสริฐ
เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นวิชาต่างๆพวกนี้จึงอันตธานไปเรื่อยๆ
เพราะว่าอำนาจของพุทธเจ้าครอบไปหมด ทำลายไปหมด
การทำลายไม่ได้ไปเข่นฆ่าใครนะ
คือแสงสว่างของธรรมพุทธเจ้ามันชุ่มเย็น พวกนี้ก็เลยสิ้นฤทธิ์

แต่ว่าระยะหลังๆมา พระที่บวชในพุทธศาสานา ผู้ที่บวชไม่มีความเคารพไม่มีความเลื่อมใสในศาสดา ก็เลยไปเรียนวิชาพวกนี้มา หลวงปู่ไปเห็น หลวงปู่ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ หลายต่อหลายรูป ตัวเองเป็นพระแล้ว เอาผ้าถุงเอาอะไรไปขึ้นครูไปเรียนวิชาทางโลกอย่างงี้ล่ะ ทีนี้เมื่อแกไปเรียนวิชามา ลูกต้องเข้าใจนะว่า พระพุทธเจ้าห้ามเด็ดขาด ห้ามพระในพุทธศาสนาเรียน "เดรัจฉานวิชา" เป็นวิชาเปรตวิชาผีวิชาทำลายพระพุทธศาสนาโดยถ่ายเดียว ไม่มีที่จะทำให้พระเป็นพระที่เลิศประเสริฐได้ เพียงแต่โกนหัวนุ่งห่มผ้าเหลืองแค่นั้นเอง

ทีนี้พระรูปนั้นก็เลยเป็นบ้า วันที่ของเพิ่นขึ้น เน็บผ้าสบงแล้วเอามีดไล่ฟันพระ ไล่ฟันอุบาสกอุบาสิกา ..วิ่งกัน ต้องเดือดร้อนถึงพวกตำรวจพวกอะไรคุมไว้ มัดไว้ แล้วเอายาให้กินแล้วค่อยเย็นลงๆ แล้วให้สิกขาลาเพศออกไป ก็เพราะเรียนไอ้นี่ล่ะ เรียนเดรัจฉานวิชา ตั้งแต่ก่อนเป็นพระดีนะ น่ากราบน่าไหว้ แต่พอว่าอยากจะได้ฤทธิ์มากก็เลยไปเรียนพวกนี้ล่ะ #เรียนจอมขมังเวทย์ นี่ล่ะ เรียนจากหมอธรรม ว่าเป็นร่างทรงเป็นฤๅษี หรืออะไรบ้าง แกไปเรียนมา หลวงปู่อยู่ตอนแรกหลวงปู่อุปัฏฐากแกไง อุปัฏฐากพระรูปนี้ล่ะ แล้วสิกขาลาเพศไป แกตายแล้วล่ะ ก็เพราะว่าด้วยวิบากกรรมที่เรียนเดรัจฉานวิชา เอาผีเข้าไปในตัว มันก็เลยกินตัวเอง หลายต่อหลายรูปนะ เสียพระไปเลย ไม่ใช่ว่าเสียคนนะ เรียกว่าเสียพระ ต้องสิกขาลาเพศไปหรือไม่ก็เป็นบ้าเป็นบอไป

พระรูปหนึ่งนี่ยังไม่หายบ้าอยู่ทางภาคเหนือเห็นกัน ยังซักง๊อก..ซักแง๊กอยู่ เห็นกันวันนั้นที่ชัยภูมิแกยังไม่หายบ้า ก็ยังได้กินยากินอะไรอยู่ มันเป็นเรื่องของเดรัจฉานวิชา ถ้าเป็นวิชาในพระพุทธศาสนาพวกเราจะไม่เป็นบ้าเลย ยิ่งมีสติกำลังปัญญายิ่งทำบุญกุศล ยิ่งสวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรมนั่งภาวนา ยิ่งมีสติกำลังปัญญา ยิ่งมีจิตใจร่มเย็น แต่ว่าพวกเราไม่ทราบนี่ เดี๋ยวนี้ชาวพุทธไม่ใชชาวพุทธเลย เป็นเหมือนที่เห็นนี่ล่ะ ก็เพราะว่าใจเราไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เองคนอื่นเป็นที่พึ่ง ไม่พึ่งตัวเองพระพุทธเจ้าบอกให้พึ่งตัวเอง เอาเราตถาคตเป็นที่พึ่งแต่พวกเธอต้องพึ่งตัวเอง คือนำหลักคำสอนของพระองค์ไปประพฤติปฏิบัติ ผู้นั้นจะได้ดีตามหลักธรรมคำสอนของเรา

#พุทธังสรณังคัจฉามิ #ธัมมังสรณังคัจฉามิ #สังฆังสรณังคัจฉามิ เรากราบเราไหว้แล้วนำหลักคำสอนมาประพฤติปฏิบัติ ไม่กราบศาสดาอื่น ไม่ไปกราบภูติผีปีศาจหรือ พวกหมอธรรมนั้นหมอธรรมนี้ผีฟ้าผีทรงโดยเด็ดขาดไม่งั้นเราก็ตกระกำลำบาก มันไม่ใช่วิสัยของพวกเราชาวพุทธนะ มันไม่สะอาดขนเปรตขนผีเข้าไปในบ้าน แล้วอำนาจพระรัตนตรัยจะช่วยได้ยังไง เพราะเราไม่ได้ถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เลย..."
 ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: กบส้ม บ้านไร่
« เมื่อ: 15:30 น. วันที่ 17 ต.ค.62 »

ด่าผู้นำ ว่าไม่ทำ เหมือนญี่ปุ่น
แล้วคุณคุณ เหมือนญี่ปุ่น กันบ้างไหม
คนญี่ปุ่น มีดี  ที่วินัย
เราคนไทย ทำได้ถึง ครึ่งเขายัง
     ถ้าทิ้งของ ตามใจ ไม่ยอมหยุด
ขยะหลุด อุดท่อ ก่อน้ำขัง
ใครบอกเล่า เท่าใด  ก็ไม่ฟัง
ยังทิ้งของ ไม่ลงถัง อยู่ดังเดิม
    แม้รัฐบาล จัดสั่ง แจกถังผง
แม้รัฐบาล รณรงค์ เพื่อส่งเสริม
เก็บไปจริง แต่ก็ยิ่ง ทิ้งมาเติม
ขอคอนเฟิร์ม น้ำย่อมท่วม อ่วมอรทัย
    ด่าผู้นำ ด่าเทวดา ด่าฟ้าฝน
เราทั้งผอง ลองมองตน ดูบ้างไหม
น้ำเอ่อล้น ท่วมหนทาง อย่างเร็วไว
เป็นเพราะใคร ถ้าไม่ใช่ คนไทยเอง
     อยากให้น้ำ ท่วมใส ไม่ดำขุ่น         
เหมือนญี่ปุ่น เราร้องโอด เขาโคตรเจ๋ง
ถ้ายังทิ้ง กันเรื่อยเปื่อย คงเหนื่อยเซ็ง   
แล้วจะเร่ง ผู้นำ ให้ทำอะไร
   เขาลอกคลอง เราทั้งผอง ก็ยังทิ้ง     
ทุกทุกสิ่ง ทั้งฟูกหนา โซฟาใหญ่
คนลอกจริง ส่วนคนทิ้ง ก็ทิ้งไว           
แล้วจะให้  ด่าใคร ว่าไม่ดี... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: OrangePiG
« เมื่อ: 15:17 น. วันที่ 17 ต.ค.62 »

จงฝึกกรรมฐานฝึกวิปัสสนา ภาวนาให้มีสติ.
*อย่าบ้าแบบฝึกบ้าๆ บอๆ เพ้อเจ้อ ว่าเห็นนรก ว่าเห็นสวรรค์ เห็นเทพยดา เห็นพญานาค ว่าได้คุญวิเศษ ว่าได้ศักดิ์สิทธิ์ ว่าได้ขลัง อย่างนั้น อย่างนี้.
*ไม่นานเท่าไรก็จะได้ ไปอยูโรงพยาบาลบ้า ประสาท
ผู้วิเศษแห่งศรีธัญญา... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Orange​Buffallow
« เมื่อ: 11:34 น. วันที่ 17 ต.ค.62 »

...ฮ่องเต้​ ดาวน์ซินโดรม... ส.หลก

ในฐานะหมอรู้หมอเรียนมา
จึงใคร่ตอบปุจฉาคนมาถาม
คำ”ฮ่องเต้ซินโดรม”อันโครมคราม
มีนิยามความหมายคล้ายอะไร?

คำ”ฮ่องเต้”คงรู้อยู่เต็มอก
จึงหยิบยกมาเทียบเปรียบพอไหว
หมายถึงเด็กถูกเลี้ยงเอาแต่ใจ
หวังสิ่งใดพ่อแม่ให้ในบัดดล

ส่วน”ซินโดรม”คำสองของภาษา
ไม่ใช่”ซินเดอเรลล่า”อย่าสับสน
คืออาการแปลกแยกจำแนกตน
ผิดจากคนสามัญธรรมดา

เมื่อคำจีนมาอยู่คู่อังกฤษ
คืออาการแห่งจิตติดปัญหา
เอาแต่ใจเด่นชัดในอัตตา
ตัวทิ้งพื้นศูนย์การค้าด่าทอคน

ทั้งชีวิตควรอยู่แต่กับแม่
เพราะไม่แย่ต่อใครให้สับสน
เป็นเด็กเขลาเยาว์วัยในกมล
อย่าอ้างตนว่าแน่...แก้ธรรมวินัย...  ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: Orange ​ animal farm
« เมื่อ: 11:13 น. วันที่ 08 ต.ค.62 »

ข้อความโดย: Red​ animal farm
« เมื่อ: 11:09 น. วันที่ 08 ต.ค.62 »

ข้อความโดย: ควายแดงส้มๆ
« เมื่อ: 10:28 น. วันที่ 04 ต.ค.62 »

ทิ้งมันซะ..!
เราได้ไปเจอกับภาพทางพุทธศาสนาที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้
เมื่อมาดูแล้วทุกอย่างก็มีเหตุผลดีๆที่ควรจะหายไปจริงๆ

สิ่งต่างๆเหล่านั้นคือ

“การเบียดเบียน” - พูดถึงการฆ่าฟันต่างๆ ทั้งมนุษย์กันเอง ทั้งสัตว์ และต้นไม้ เป็นการดีที่เราจะหยุดเบียดเบียน เพื่อไม่เกิดการโกรธแค้น ความทรมาน เพิ่มขึ้นบนโลกนี้มากเกินไป ตรงนี้ไม่ได้พูดถึงการทำไปตามวัฎจักรของธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดนะ เพราะยังไงเราก็ยังต้องกิน ต้องใช้ แต่พูดถึงการเบียดเบียนที่ไม่จำเป็น

“พิธีรีตอง” - เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในการทำอะไรก็ตาม เพราะทำให้สิ้นเปลืองทั้งทรัพยากร และเวลา และยิ่งไปกว่านั้น ยังนำไปสู่การหลงผิด อย่างการสนใจในพิธีมากกว่าแก่นแท้ของสิ่งนั้นๆ

“ความหลอกลวง” - อันนี้ชัดเจนมาก ความหลอกลวงไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งความผิดพลาด ความเสียใจ ความไม่เชื่อใจ ต่างก็เกิดขึ้นได้จากการหลอกลวง

“โชคชะตา ราศี” - ความจริงที่พิสูจน์ได้ 100% คือสิ่งที่น่าเชื่อถือท่ีสุด ก็เพราะมัน 100% ไงล่ะ แต่เรื่องของโชคชะตา ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ 100% เต็มสักที แล้วถ้าพิสูจน์ไม่ได้แบบนี้ เราก็ไม่ควรจะใช้มันเป็นที่พึ่งอย่างเต็มจิตเต็มใจเช่นกัน

“ชนชั้นวรรณะ” - การเข้าใจ ความแตกต่าง ให้ลึกซึ้งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้คิดถึง และเมื่อเข้าใจแล้ว จะรู้ว่าความแตกต่างนั้นไม่มีอยู่จริงเลย มีแต่สิ่งที่เราสร้างกันขึ้นมาเอง แล้วมันกลับมีผลโยชน์ต่อผู้หนึ่ง และมีผลเสียต่ออีกผู้หนึ่ง หากไม่มีสิ่งนี้ผลประโยชน์ก็จะมีให้กับทุกคน แล้วเราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกัน?

“เมาอาจารย์” - การได้รับวิชาความรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไปถึงขั้นที่ติดใจผู้ให้ความรู้ หรือ อาจารย์คนนี้เหลือเกิน นั่นเริ่มจะไม่ดีแล้ว มันอาจทำให้เราเห็นผิดเป็นชอบ หรือ เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะอาจารย์ก็คือคนหนึ่ง ที่อาจมีผิดพลั้งได้ตามปกติมนุษย์ และถึงอาจารย์จะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทัศนคติของเราเนี่ยแหละ ที่จะดึงเราออกจากความรู้ที่ควรจะได้ ไปสู่วังวนความเห็นดีเห็นงามของเราเอง

“เมาตำรา” - คล้ายกับเมาอาจารย์เลย ถ้าเรายังติดว่าตำราเหล่านี้คือสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือเราเริ่มปิดโอกาสตัวเองให้ค้นหาความรู้จากตำราอื่นๆ และจากแหล่งอื่นๆ เช่น ประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง

“เมาศาสนา” - ทุกศาสนามีปลายทางที่นำไปสู่ปัญญาที่แท้จริงทั้งหมด แต่ถ้าเราลุ่มหลงอย่างผิดทาง มีความเชื่อแบบหลับหูหลับตา ไม่ใช่แค่เราจะไปไม่ถึงปัญญาที่ศาสนาชี้ทางให้ แต่ยังจะทำให้เกิดปัญหาตามมาจากความศรัทธาแบบผิดๆอีกด้วย

“เมาสวรรค์” - หากคุณคิดว่า สวรรค์ คือจุดสูงสุดของความสุข อยากไปให้ถึงที่นั่นเหลือเกิน หรือ สมมติว่าคุณได้อยู่บนนสวรรค์แล้ว มีความสุขมากมาย จนไม่อยากจะออกไปจากตรงนั้น นั่นคือเวลาที่คุณควรจะพิจารณาปัญญาที่อยู่ในตัวเองใหม่แล้ว เชื่อว่าผู้มีปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่เคยบอกให้หลงใหลในสวรรค์อย่างแน่นอน เพราะความสุขเหล่านั้น ไม่ใช่ความสุขที่นิรันดร์

“อัตตา ตัวตน” - ทิ้งตัวตนให้ได้ นี่ต่างหากสิ่งที่จะเป็นนิรันดร์

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สมควรถูกทิ้งไปจากชีวิต จากโลกใบนี้ บางข้ออาจทำได้ทันที บางข้อก็ดูจะยากทีเดียว แต่ถ้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเราต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ยากที่จะค่อยๆลดการยึดติด จนทิ้งมันไปได้ในที่สุด

#muchimore  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: กบส้ม​ ปากน้ำ
« เมื่อ: 08:00 น. วันที่ 03 ต.ค.62 »

ความสุขที่แท้จริง หมายถึงความสุขที่ไม่หลอกลวง ความสุขที่หลอกลวงนั้นเป็นของกิเลสของความโง่ ถ้าคนเรามีความโง่ ก็ต้องไปหลงเอายึดของที่ไม่ใช่ความสุขมาเป็นความสุขของเราเสมอ แบบนี้เขาเรียกกันมาตั้งแต่โบราณว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กรณีเช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก

คนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้วก็ย่อมจะวินาศ เกิดความลุ่มหลงนักๆ เข้าจนกลายเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาเหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นข้าราชการก็ต้องคนโกงคอร์รัปชัน ทำได้ไม่เท่าไรก็ต้องได้รับผลของความคดโกงนั้นเสมอไป

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

“เมื่อเรารู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ นั่นแหละคือสวรรค์”

การทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจจนกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับ ก่อนจะนอนหลับก็ใคร่ครวญดูว่า โอ้ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้ก็ถูกต้องและพอใจ แล้วก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรรค์ ทุกคนอาจไม่เคยรู้ว่าสวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือเมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้ มองเห็นแต่ความถูกต้องของตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรค์ที่แท้จริง ไม่ใช่สวรรค์หลอกๆ อย่างที่เขาหลอกให้หลงมัวเมา

แล้วถ้าเป็นนรกล่ะ ก็คือเมื่อเกลียดตัวเอง เมื่อชังน้ำหน้าตัวเองใครก็ตามที่ทำอะไรชนิดที่มองดูแล้วมันเกลียดตัวเอง นับถือตัวเองไม่ได้ เคารพตัวเองไม่ได้ นั่นน่ะคือนรก  จะสวรรค์ที่แท้จริงหรือนรกที่แท้จริงนั้นก็เกิดขึ้นได้ที่นั่นและเดี๋ยวนั้นเช่นกัน

ถ้าจะพูดโดยสรุปแล้ว เราจงทำให้ทุกอย่างถูกต้อง ทุกอิริยาบถ ทุกนาที ทุกที่ ทุกเวลา ทุกหน และทุกแห่ง แล้วก็อยู่ด้วยความพอใจชนิดนี้ จนสามารถยกมือไหว้ตัวเองได้ นี่คือสวรรค์ที่แท้จริงเป็นความสุขที่แท้ตลอดวันตลอดคืน

ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย ถ้าเป็นความสุขที่หลอกลวงแล้วล่ะก็ต้องใช้เงินมาก ยิ่งหลอกลวงมากก็ยิ่งใช้เงินมาก

.
พุทธทาสภิกขุ
#๑๑๑ปีพุทธทาส #พุทธธรรมกับสังคม
ข้อความโดย: กบ อัศวินสีส้ม
« เมื่อ: 17:46 น. วันที่ 01 ต.ค.62 »

มันมาอีกแล้ว...ทำมะกลายยุให้ทำบุญปลูกต้นทุเรียนต้นละแปดหมื่น แล้วจะได้ขึ้น สวรรค์ มันจะบ้าเหรอ?! ใครยังจะเชื่อมันอีก..

ท่านพุทธทาส ท่านบอกว่า..

บุญมี ๒ ชนิด คือว่าอาศัยความรู้สติปัญญาที่ถูกต้องชนิดหนึ่ง อาศัยความไม่รู้ เพียงแต่ศรัทธาหรือมิจฉาทิฏฐิก็ได้ ขอให้เข้าใจว่า คำว่ามิจฉาทิฏฐินี้ใช้ได้แม้แต่ในทางที่เป็นบุญ
เพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่นบุญในรูปแบบของสีลัพพตปรามาสอย่างนี้ก็มีอยู่มาก ไม่ใช่เป็นบุญที่สะอาด ไม่ใช่เป็นบุญที่จะทำลายล้างบาป หรือล้างมิจฉาทิฏฐิได้...

ก็ยังมีอยู่มาก"คนบ้าบุญ" บ้าบุญนั้นมันต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอน แม้ว่าจะไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิที่เลวร้ายมากมายอะไรนัก มันก็ต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ดี

เราสังเกตในข้อนี้กันให้มาก ว่าเรากำลังเมาบุญหรือเปล่า หรือว่าบางทีจะใช้คำอื่นว่า เราอิ่มด้วยบุญหรือเปล่า...ถ้าอิ่มด้วยบุญมันก็กำกวมเหมือนกัน มันอาจจะอิ่มด้วยความเข้าใจผิด เช่นเดียวกันอีกก็ได้ แต่ถ้าว่ามันรู้ว่าบุญยังไม่ใช่ที่สุดจบของความทุกข์หรือการปรุงแต่ง มันก็อาจจะเบื่อบุญได้เหมือนกัน

บุญนั่นแหละตัวการปรุงแต่ง บุญปรุงแต่งให้เวียนว่ายตายเกิดดี และบุญเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ชอบใจของสัตว์ จึงมีคำกล่าวว่า บุญ นั้นก็เป็น อุปธิ โอปธิกัง ปุญญัง บุญนั้นเนื่องด้วยอุปธิ เป็นไปโดยอุปธิ คืออุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เอามายึดถือไว้จนกลายเป็นของหนัก อะไรที่เอามายึดถือไว้ด้วย อุปาทานจนกลายมาเป็นของหนัก ก็เรียกว่าอุปธิ คือบุญนี้ก็เป็นอุปธิอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนจึงแบกบุญ บ้าบุญ ถือบุญ ในลักษณะที่เป็นอุปธิ อย่างนี้ไม่เรียกว่า กุศล

#111ปีพุทธทาส
ที่มา : ปกิณณกธรรมบรรยาย ครั้งที่ 3 เรื่อง บุญแท้เมื่อหมดความรู้สึกอยากมีบุญ
ปี พ.ศ. 2525 ‪#‎จดหมายเหตุพุทธทาส‬

ข้อความโดย: แกงส้มกบ
« เมื่อ: 17:07 น. วันที่ 30 ก.ย.62 »



จากกรณีวัดธรรมกาย มีการเชิญชวนชาวพุทธ ร่วมทำบุญปลูกต้นทุเรียนก้านยาว ทรัพย์เศรษฐี 179 ต้น ต้นละ 8 หมื่นบาท 1 ต้น ปลูกได้ 4 คน พร้อมกับให้เหตุผลว่าหากพระเณรได้ฉันทุเรียนดังกล่าวจะบรรลุธรรม โดยจัดขึ้นบริเวณสวนทรัพย์เศรษฐี ในเนื้อที่ราว 8 ไร่ ใกล้กับวัดโบสถ์บน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี มีศิษยานุศิษย์ สวมชุดขาวเดินทางมาร่วมกิจกรรม ราว 1,000 คน...  ส.หลก

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]