gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 194 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: Dr.Red Lottery
« เมื่อ: 18:42 น. วันที่ 05 ก.ค.63 »

การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายแรงยิ่งกว่าประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยอย่างไร การบิดเบือนพระธรรมเกิดจากอะไร?เกิดจากเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อมีคนนำพระธรรม มาบิดเบือนให้สอดคล้อง ตอบสนองดังใจเรา เราจึงขานรับ โดยไม่กังขาใจใดๆเลย พระพุทธเจ้าค้นพบความจริง แต่กิเลสในใจเรา ไม่ต้องการความจริง เพราะมันธรรมดา เมื่อบวชแต่กาย ใจไม่ได้บวช ผ้าเหลืองห่มกาย แต่ศีลธรรมไม่ได้ห่มจิตห่มใจอะไรเลย ถือว่าความวิปริตทางศาสนาเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"

เปรียบเหมือนผู้หนึ่ง ตกเข้าไปในกองเพลิง เมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิงก็รีบออกหนี จึงจะพ้นความร้อน ถ้ารู้ว่าตัวตกเข้าไปอยู่ในกองเพลิงแต่ไม่ได้พยายามหลีกหนีออก จะพ้นความร้อน ความไหม้อย่างไรได้ ข้ออุปมานี้ฉันใด บุคคลผู้รู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นโทษแต่ไม่ได้ละเสีย ก็ไม่ได้พ้นจากโทษ เหมือนกับผู้ที่ไม่พ้นกองเพลิง ฉะนั้น
การตัดสินพระธรรมวินัยแปดอย่าง พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (กล่าวคือคำสอนของพระศาสดา) จึงจะเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นสัตถุศาสน์( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม๘ ) คือ
๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความอยากน้อย
๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อความพากเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
มหาปเทส ๔

หมวดที่ ๒ เฉพาะในทางพระวินัย
๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร(กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร(อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
จึงเห็นได้ชัดข้อ ๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร เมื่อมาพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงให้วางลาภยศถาบรรดาศักดิ์ให้หมดสิ้น เพื่อตัดความกังวล( ปลิโพธ ๒ )แต่ปัจจุบันฆราวาสถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะ สิ่งนั้นจึงไม่ควร ตามพระธรรมวินัยนี้...
มหานิกาย กับ ธรรมยุต ก็มีพระธรรมวินัยเดียวกัน เมื่อเป็นพุทธสายเถรวาท คงต้องห้ามบัญญัติเพิ่ม หรือตัดทอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด ความเจริญก็พึงอยู่ได้ ไม่มีความเสื่อมเลย เป็นการมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระนิพพาน... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Red MeeDee
« เมื่อ: 13:02 น. วันที่ 04 ก.ค.63 »

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจําชาติไทย และจะต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรใว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น
1. คนไทยในสุวรรณภูมิอยู่คู่กับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่สาม (พ.ศ. 235) ตราบเท่าปัจจุบัน......
2. จาก พ.ศ. 235 - พุทธศตวรรษที่ 13 แผ่นดินแหลมทองแบ่งออกเป็น 3 อาณาจักร คือ ล้านนา สุวรรณภูมิและศรีวิชัย แต่ทั้ง 3 อาณาจักรก็ยังนับถือพระพุทธศาสนา.....
3. สมัยสุโขทัย มีหลักฐานปรากฏชัดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย พระมหากษัตริย์ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม.....
4. สมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์และประชาชนต่างก็ยอมรับพระพุทธศาสนาจนเกิดประเพณีการบวชกุลบุตรก่อนเข้ารับราชการ....
5. สมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงประกาศไว้ชัดเจน......
6. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสร้างวังพร้อมกับวัด คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม....
7. กระแสพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เคยตรัสไว้หลายครั้งว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ.....
8. ปัจจุบันมีประชานที่นับถือพระพุทธศาสนาถึง 94 เปอร์เซ็นต์.....
9. ประชาชนชาวไทยมีสามสถาบันหลักคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แต่สถาบันศาสนาไม่เคยมีบัญญัติไว้เลย......
10. พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของไทย เป็นบ่อเกิดด้านจิตรกรรม ประติมากรรมที่สวยงาม.....
11. ปัจจุบันชาวโลกยอมรับแล้วว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก และองค์การสหประชาชาติประกาศยกย่องวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก.....
12. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญสูงสุดของประเทศจะต้องบันทึกสิ่งสำคัญสูงสุดของประเทศไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน เพื่อเป็นมาตรฐานของคนไทยและเพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าประเทศไทย คนไทย มีชาติไทย มีพระพุทธศาสนา มีพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์รวมสูงสุดที่ใครจะละเมิดมิได้...
@โดยจารีต แล้ว พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อยู่แล้วจึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไม่บัญญัติ โดยลายลักษณ์อักษร... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: Dr.Red Chana
« เมื่อ: 19:48 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

ภิกษุทั้งหลาย ! 

#พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ
#มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ

มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร
มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ
และเสียงสรรเสริญ...
 
มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นเจ้าลัทธิ
หรือเพื่อค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มลงไป 

และมิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า 
เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้
 ก็หามิได้...

ภิกษุทั้งหลาย !  ที่แท้  พรหมจรรย์นี้
เราประพฤติเพื่อสำรวม 

...เพื่อละ
...เพื่อคลายกำหนัด 
...เพื่อดับสนิทซึ่งทุกข์ แล.

-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๕... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Red Chana
« เมื่อ: 19:46 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

" วัดไหนจะเริ่มก่อน "

รับสั่งสมเด็จพระสังฆราช ทำเอาช็อค พุทธแท้กลับมาแล้ว !!         
เลิกเอาเงินให้พระเสียทีเถิด
สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งกับประชาชนที่มาสักการะบูชาท่านว่า
"อย่าเอาเงินมาถวาย"
พระรับเงินรับทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก พุทธศาสนาของเราเสื่อมลงถึงวันนี้ คิดให้ดี เป็นเพราะโยมไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เอาเงินไปถวายพระ เมื่อไหร่พวกเราจะเลิกทำบาปกันเสียที หยุดเอาเงินให้พระ หยุดทำร้ายพระศาสนา หยุดสร้างกลุ่ม "เบ็ญจราคี"
ที่โสโครกโสมมเพิ่มขึ้น สวดอภิธรรมศพก็คงงดเว้นการใส่ซองขาวด้วย กิจของสงฆ์นิมนต์แล้วต้องทำมิฉนั้นอาบัติผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ไม่ควรมีพระร่ำรวยเพราะเงินทำบุญ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Red Jet Lee
« เมื่อ: 19:44 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

“โลกนี้ คือ “โรงละคร”
ที่เก็บค่าดูแพงที่สุด
ซึ่งบางที ก็เท่ากับ“ชีวิต”
ของมนุษย์“ผู้ดู” นั่นเอง”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์”
------------------------------------
.
“คนเรา ทุกวันนี้
ดิ้นรน ไขว่คว้าหา...สิ่งที่ไม่มี
และ..สุดท้ายทุกคนก็จะได้ในสิ่งเดียวกัน
คือ...ไม่ได้อะไรเลย”

พุทธทาสภิกขุ
----------------------
.
“สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ จะต้องแปรเปลี่ยน และดับลงในวันหนึ่ง โดยไม่ยกเว้นได้ เพราะว่า..ถ้าเป็นความมีความเป็นแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่มีการเกิดและเกิดขึ้นโดยอาศัย "เหตุ-ปัจจัย" อย่างใดอย่างหนึ่ง เสมอ...
.
อันความมี ความเป็นนั้น เป็น"มายา"ทุกชนิด แม้จะอยู่ได้นานสักหน่อยก็ยังต้องแตกดับอยู่ดี.”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : เรื่องยาว "ตอบคำถามบาทหลวง"
พฤศจิกายน ๒๔๘๒
ข้อความโดย: วัวหูหนวกVSควายตาบอด
« เมื่อ: 19:42 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

หลวงพ่อดีเนาะ..ผู้มองโลกในแง่ดี

มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ซึ่งเลื่องลือกันว่าว่า เป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์ วันหนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที ท่านจึงว่า "ไม่มา ก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า" ท่านฉันข้าวได้ไม่กี่คำ โยมก็มารับพอดี กราบกรานขอโทษที่มาช้า เหตุเพราะว่ารถเสีย หลวงพ่อจึงหยุดฉัน "ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ"

หลวงพ่อนั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับ คนขับบอก "รถเสียครับ" หลวงพ่อก็ว่า "ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ" คนขับง่วนอยู่กับรถพักใหญ่ ทำอย่างไรเครื่องก็ไม่ติด จึงออกปากขอร้องให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่แล้ว ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ แต่แทนที่จะบ่น ท่านกลับยิ้ม บอกว่า "โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ" แล้วท่านก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้ ปรากฏว่ากว่าจะถึงบ้านงานก็เลยเที่ยงแล้ว หมดเวลาฉันอาหารไปแล้ว เป็นอันว่า วันนั้นหลวงพ่ออดข้าวทั้งสองมื้อ แต่เนื่องจากได้เวลาเทศน์แล้ว เจ้าภาพจึงนิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที

หลวงพ่อก็สนองด้วยดี "ดีเนาะ” มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ” ว่าแล้วท่านก็ขึ้นธรรมมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปได้หน่อยก็โยมว่า "ดีเนาะ " แล้วก็วาง ธรรมเนียมของญาติโยมที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ เวลาท่านฉันอะไรเหลือ ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง ถือเป็นสิริมงคล แต่ลูกศิษย์ดื่มกาแฟแค่อึกแรกเท่านั้นก็พ่นพรวดออกมา "เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง!"

"ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆมานาน" หลวงพ่อว่า "ฉันเค็มๆมั่งก็ดีเหมือนกัน" ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน จะแย่แค่ไหน หลวงพ่อก็มองเห็นแต่แง่ดี ท่านจึงไม่มีความทุกข์เลย เคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับติดคุก ท่านก็ว่า "ก็ดีเนาะ มันจะได้ศึกษาชีวิต"

หลวงพ่อดีเนาะมิใช่เป็นหลวงตาธรรมดา ๆ หากเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีชื่อของจังหวัดอุดรธานี ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือทั่วประเทศ การประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นที่เล่าขานกันมากมายหลายเรื่อง เช่นมีผู้ เล่าว่า กุฏิของท่านเป็นที่จับตาของโจรผู้หนึ่ง เพราะเห็นว่ามีสิ่งของมีค่ามากมายที่ญาติโยมนำมาถวาย วันหนึ่งได้โอกาสบุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิพร้อมปืนในมือ

“นี่คือการปล้น อย่าได้ขัดขืนนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อแทนที่จะตกใจหรือโมโห ยิ้มให้โจรด้วยอารมณ์ดีและกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า “ปล้นก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ จึงพูดว่า “ถูกปล้นทำไมว่าดีละหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ทำไม่จะไม่ดีละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้า ๆ นี้ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมดข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก” โจรตอบว่า “ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียวฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์”

หลวงพ่อก็ตอบเหมือนเดิม “ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรแปลกใจจึงถามว่า “ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรล่ะหลวงพ่อ”
หลวงพ่อตอบ “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร”
โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก”
หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคย “ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรถามอีก “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก”

หลวงพ่อตอบว่า “การ ฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก” ได้ยินเช่นนี้โจรเลยเปลี่ยนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว” หลวงพ่อก็ตอบอีกว่า “ไม่ปล้นก็ดีเนาะ” มี ผู้เล่าต่อมาว่า ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาปเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ขอให้หลวงพ่อบวชให้และอยู่ในผ้าเหลืองเป็นเวลานาน ส่วนหลวงพ่อมีคนให้ฉายาท่านว่า “หลวงพ่อดีเนาะ” มาจนทุกวันนี้

หลวงพ่อดีเนาะ แห่งวัดมัชฌิมาวาส อุดรธานี เป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน อีกท่านมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ไม่เคยว่าใครหรือจับผิดใคร เจอปัญหาอะไรๆ ก็พูดว่า “ดีเนาะ” ในที่สุดจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระเทพวิสุทธาจารย์ สาธุอุทานธรรมวาที” ซึ่งแปลว่า ผู้สอนธรรมด้วยการเปล่งคำว่าดีเนาะ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: หัวกระบือ(แดง)
« เมื่อ: 19:39 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »


... ธรรมะนั้นมีไว้แก้ปัญหาจริงๆ โดยแท้จริงมันเป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเพียงเพื่อพิธี เพื่อไว้ศึกษากันอย่างไม่รู้จักจบ แล้วก็เพื่อประกอบพิธี แม้แต่พิธีไหว้พระสวดมนต์นี่ก็เถอะ ถ้าไม่รู้ความมุ่งหมายที่ถูกต้องแล้วมันเป็นเรื่องบ้าเหมือนกันแหละ มันจะเป็นเรื่องสีลัพพตปรามาสอย่างดีที่สุด คือมันงมงายในการกระทำ นี่ข้อแรก ขอให้บันทึกลงไปว่า ธรรมะหรือศาสนาไม่ใช่มีไว้เพื่อประกอบพิธีต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นไสยศาสตร์ไปก็มาก ก็ธรรมะหรือศาสนานี้มันมีไว้เพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์จริงๆ
 
 
แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันกลายเป็นเพื่อทำพิธี เพราะคนมันโง่ เพราะมันเรียนไม่ถูกต้อง เพราะมันเรียน เรียนชนิดที่ไม่สามารถจะเอามาใช้แก้ปัญหา เพราะมันก็เรียนตามพิธี เรียนเป็นพิธี เรียนเป็นธรรมเนียมประเพณี อย่างเรียนนักธรรม เรียนบาลีนี้มันจะกลายเป็นประเพณี พิธี หรือเป็นแฟชั่นไปเท่านั้นเอง เพราะนั้นเราจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการมีธรรมะหรือการมีศาสนา ถ้ามองเห็นไอ้เรื่องนี้แล้วก็จะดีมาก
 
 
คือจะได้ใช้ธรรมะหรือใช้ศาสนานั้นให้เป็นประโยชน์จริงกันเสียที ที่ว่าประโยชน์จริงนั่นก็คือว่า ตามหน้าที่ของธรรมะหรือศาสนาที่จะมีไว้เพื่อดับทุกข์ของมนุษย์ ของมนุษย์ ทีนี้ผมไม่ชอบใช้คำว่าดับทุกข์ เพราะว่าคำว่าดับทุกข์นี่มันจะแคบไป มันจะแคบไป จึงอยากจะใช้คำพูดว่า เพื่อแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ว่าแม้จะใช้คำพูดว่าปัญหา มันก็รวมความทุกข์อยู่นั่นเอง มันก็รวมความทุกข์ไว้ในคำว่าปัญหานั่นเอง เพราะขึ้นชื่อว่าปัญหาแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าปัญหาอะไร หมายถึงไอ้สิ่งที่ยุ่งยาก ลำบาก รบกวน อย่างน้อยก็รบกวนจิตใจไม่ให้สงบสุขได้ ทำให้นอนหลับไม่ได้ เป็นต้น
 
 
แต่เรารวมเรียกว่าปัญหานี่จะง่ายกว่า มันอธิบายได้ง่ายกว่า เพราะว่าความทุกข์นั่นมันหมายถึงความเจ็บปวดทนทรมานไปเสียท่าเดียว แล้วความหมายของคำว่าความทุกข์มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ด้วย นี้เราจะใช้คำว่าปัญหา จึงพูดว่าธรรมะหรือศาสนานี้มีเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
 
 
ขอให้ช่วยกันทำให้มันเป็นอย่างนี้สิ อย่าเรียนพอเป็นพิธี อย่าปฏิบัติพอเป็นพิธี แล้วก็ได้ผลชนิดหลอกๆ ตัวเองพอเป็นพิธีสิ นี่คือความสูญเปล่าที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และเป็นมาแล้วไม่น้อย เป็นมาแล้วเรื่อยๆ มา เป็นความสูญเปล่าของการมีศาสนา แต่แล้วโดยที่คนยังนับถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งอธิบายไม่ได้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเข้าใจไม่ได้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์
 
 
เพราะฉะนั้นอาศัยความที่เข้าใจไม่ได้หรือความโง่ของตัวเองสร้างความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วก็ประกอบพิธี ดำรงรักษาธรรมะหรือศาสนาไว้อย่างรูปแบบของพิธี คุณลองสังเกตดูเถอะ ศึกษาเล่าเรียนนักธรรมบาลีก็เป็นพิธีเสียโดยมาก หรือเป็นระเบียบว่าถ้าบวชแล้วมันต้องศึกษา ไม่เช่นนั้นเขาไม่ยอมนี่ ผู้บังคับบัญชาเขาไม่ยอม
 
 
การปฏิบัติวิปัสสนา นี่เรียกว่าวิปัสสนานะ มันก็เป็นงมงาย เป็นพิธีเสียมากหรือเกือบทั้งหมด ไม่ได้ผลตามนั้น ก็ได้ผลเหมาๆ เอาว่าได้ ก็ได้ผลตามพิธี ทำบุญทำทานก็เป็นเรื่องพิธี หวังผลที่ไม่ตรง ไม่ตรงเรื่องหรอก เป็นบุญเป็นกุศลชนิดที่วาดฝันไว้เอง
 
 
แม้แต่เรื่องพระนิพพานนั่นน่ะก็เข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน นิพพานที่คิดเอาเอง ว่าเอาเอง คาดหมายเอาเอง มันไม่ถูกหรอก ไม่ตรงตามเรื่องของนิพพานโดยแท้จริง เช่นว่าทำไปรอไว้อีกหลายหมื่นชาติแสนชาติ แล้วก็จะไปอยู่เมืองแก้ว คือ นิพพาน เป็นนิรันดรไปเลย เป็นอย่างนี้นี่ว่าเอาเอง แล้วก็เป็นรูปแบบพิธี รูปแบบความเชื่องมงาย คือ ไม่ได้รับนิพพานที่นี่ ในจิตใจที่นี่ นี่เราเรียกว่าได้ผลเป็นพิธีเท่านั้น
 
 
ดังนั้นมันจึงแก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องปริยัติ การเล่าเรียนก็แก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องการปฏิบัติ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องปฏิเวธ ได้ผลมาก็เป็นผลที่งมงาย แก้ปัญหาไม่ได้ รวมความแล้วก็คือ แก้ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้ นี่การปรารภข้อแรกมีว่าอย่างนี้ ว่าเรายังมีธรรมะหรือมีศาสนาที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ...
 
 
- ความหนึ่ง จากหนังสือ "พระพุทธองค์ทรงเป็น บรมครู"  โดย หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
ข้อความโดย: หัวกระบือ(แดง)
« เมื่อ: 19:38 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

ข้อความโดย: กบแดงนอกกะลา
« เมื่อ: 09:03 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

ยังมีความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งที่ทำคนให้เข้าใจ
พุทธศาสนาผิด จนถึงกับไม่สนใจพุทธศาสนา หรือ
สนใจอย่างเสียไม่ได้ ข้อนี้คือ ความเข้าใจที่ว่า
พุทธศาสนามีไว้สำหรับคนที่เบื่อโลกแล้ว หรือ
เหมาะแก่ บุคคลที่ละจากสังคมไปอยู่ตามป่า
ตามเขา ไม่เอาอะไรอย่างชาวโลกๆ อีก ข้อนี้
มีผลทำให้คนเกิด "กลัว" ขึ้น ๒ อย่าง คือกลัวว่า
จะต้องสลัดสิ่งสวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน
ในโลกโดยสิ้นเชิง อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ กลัว
ความลำบากเนื่องจาก การที่จะต้องไปอยู่ในป่า
อย่างฤษีนั่นเอง ส่วนคนที่ "ไม่กลัว" นั้น ก็กลับ
มีความยึดถือบางอย่าง คือ ยึดถือการอยู่ป่า
ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับผู้จะปฏิบัติธรรม
จะมีความสำเร็จก็เพราะออกไปทำกันในป่าเท่านั้น
การคิดเช่นนี้ เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติ
ธรรมะ เพราะโดยปกติคนย่อมติดอยู่ในรสของ
กามคุณ ในบ้านในเรือนหรือ การเป็นอยู่อย่างโลกๆ
พอได้ยินว่า จะต้องสละสิ่งเหล่านี้ไป ก็รู้สึกมีอาการ
เหมือนกับจะพลัดตกลงไปในเหวลึกและมืดมิด
มีทั้งความเสียดายและความกลัวอยู่ในใจ
จึงไม่สามารถได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา
เพราะมีความต่อต้าน อยู่ในจิตใจหรือมีความรู้สึก
หลีกเลี่ยงอยู่แล้ว เมื่อคนคิดกันว่า จะเข้าถึงตัวแท้
ของพุทธศาสนาไม่ได้ถ้าไม่ไปอยู่ในป่า จึงมีแต่
เพียงการสอน และการเรียนเพื่อประโยชน์แก่อาชีพ
หรือเพื่อผลทางวัตถุไป จะสอน หรือ จะเรียนกัน
สักเท่าไรๆ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึงตัวแท้ของ
พุทธศาสนาได้ พุทธศาสนาจึงหมดโอกาสที่จะ
ทำประโยชน์แก่บุคคลผู้ครองเรือนได้เต็ม ตามที่
พุทธศาสนาอันแท้จริงจะมีให้ พุทธศาสนาไม่ได้
มีหลักเช่นนั้น การที่มีคำกล่าวถึง ภิกษุอยู่ในป่า
การสรรเสริญ ประโยชน์ของป่า หรือแนะให้
ไปทำกรรมฐานตามป่านั้น มิได้หมายความว่า
จะต้องไปทนทรมานอยู่ในป่าอย่างเดียว แต่หมาย
เพียงว่า ป่าเป็นแหล่งว่างจากการรบกวน ป่าย่อม
อำนวยความสะดวก และส่งเสริมการกระทำ
ทางจิตใจ ถ้าใครสามารถหาสถานที่อื่น ซึ่งมิใช่ป่า
แต่อำนวยประโยชน์ อย่างเดียวกัน ได้แล้ว
ก็ใช้ได้ ... ฉะนั้น การที่ใครๆ จะมากล่าวว่า
ถ้าจะปฏิบัติธรรมะแล้วต้องทิ้งบ้านเรือน เปิดหนี
เข้าป่า ก็เป็นการกล่าวตู่พุทธศาสนาด้วยคำเท็จ
อย่างยิ่ง เพราะสถานที่ใดที่มีการพิจารณาธรรมะได้
ที่นั้นก็มีการศึกษาและปฏิบัติธรรมะได้ .

-  พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ)
ข้อความโดย: อลัชชีสีแดง
« เมื่อ: 09:00 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

#เดี๋ยวนี้ก็เกิดอลัชชี คนไม่ซื่อตรงต่อธรรมะ

 แทรกตัวเข้ามาอยู่ในหมู่พระ ถือเป็นอาชีพ

 เอาศาสนาเป็นเครื่องมือหากิน

 จนกระทั่งปราบกันไม่หวาดไม่ไหว

 ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาต่อต้าน

 ไม่ควรยอมแพ้เด็ดขาด..

#พุทธทาสภิกขุ

...................
สัพพะทานัง ธัมมทานัง ชินาติ
ข้อความโดย: Dr.Red Chana
« เมื่อ: 12:38 น. วันที่ 27 มิ.ย.63 »

นรก ..!

 มาลองศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ ในพระพุทธศาสนา เรื่อง  " นรก " กันดูบ้าง.

 ดวงวิญญาณของมนุษย์เรา หลังจากร่างกายนี้ตายแตกดับไปแล้ว ก็จะออกจากร่างไปสู่ภพภูมิ ที่ตนเองเคยทำกรรมเอาไว้เมื่อครั้งสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำกรรมดี ดวงวิญญาณก็จะไปรับผลของกรรมดี ไปเกิดในภพภูมิที่ดี .

มี สวรรค์  พรหม พระนิพพาน

 หรือได้กลับมาเป็นมนุษย์ ก็ยังดีจะได้ทำ คุณงามความดี เพื่อให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี มีความสุข ต่อไป.

 ส่วนคนที่ทำบาปหยาบช้า ดวงวิญญาณ ก็จะไปรับกรรมชั่ว ไปเกิด ในอบายภูมิ 4 . มีดังนี้.

ไปเกิดเป็นสัตว์ นรก 1. เปรต 1. อสูรกาย 1. สัตว์เดรัจฉาน 1.

ตามวิบากกรรม ที่ตนได้เคยกระทำเอาไว้นั้นๆ.

ในที่นี้จะพูดถึงสัตว์ นรก ที่ตกไปเกิดอยู่ในภูมิที่ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ..?

1. มหานรกมี 8 ขุม

2. อุสสทนรกมี 128 ขุม

3. โลกันตนรกมี 1. ขุม

 มหานรกขุมใหญ่ 8 ขุมแต่ละขุม จะมีนรกขุมบริวาร หรือ อุสสทนรก ด้านละ 4 ขุม รวม 16 ขุม และยังมี นรกขุมเล็กๆ เรียกว่า ยมโลก อยู่ภายนอกด้านละ 10 ขุม สำหรับ โลกันตนรก จะอยู่นอกกำแพงจักรวาล ดังนี้ .

 มหานรกขุมที่ 1. สัญชีพนรก

  ( สัตว์นรกไม่มีวันตาย )

 มีลักษณะ...เป็นพื้นเหล็กหนาถูกเผาไฟจนลุกโชน มีขอบทั้ง 4 ด้านมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลระหว่างไฟ จะมีสรรพวุธต่างๆ เช่น หอก ดาบ ค้อน ถูกเผาไฟจนลุกแดง และคมจัด สัตว์นรกวิ่งพล่าน เท้าเหยียบไฟ ร่างกายถูกเผา และถูกสรรพวุธ ฟัน แทง สับ ทุบ สัตว์ นรก เจ็บปวดทรมานร้องครวญครางดิ้นเร่าๆ เกลือกกลิ้งไปมา ร่างกายสัตว์นรกฉีกขาดแล้วมาต่อกันใหม่โดยทันที เพื่อรับความทรมานต่อไป วิญญาณสัตว์นรกจะไม่มีวันตาย .

 อายุขัย ของสัตว์นรกขุมนี้ 500 ปี 1 วัน ของนรก ขุมนี้ เท่ากับ 9 ล้านปี ของโลกมนุษย์ .

 ความผิดบาป เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิต อยู่ บนโลกใบนี้ มีอาชีพเป็นโจร ใจบาป ปล้นจี้ ลักขโมย ทำลายทรัพย์สิน ของบุคคลอื่น และสาธารณะ

 เป็นผู้มีอำนาจ ข่มเหงผู้ต่ำต้อยกว่าเป็นต้น ฯลฯ .

 มหานรกขุมที่ 2. กาฬสุตตะนรก

  ( ขุมนรกบรรทัดดำ )

 มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กและพื้นเหล็ก ถูกเผาไฟลุกโซน  นายนิริยบาล จะจับเอาสัตว์นรกนอนลง ใช้เส้นบรรทัดที่ทำด้วยสายเหล็กแดง ลุกเป็นไฟมาดีดตามร่างกายของสัตว์นรก ตามยาวบ้าง ตามขวางบ้าง แล้วนำเลื่อยบ้าง ขวานบ้าง มีดอีโต้ บ้างมาสับ ฟัน เลื่อย ตามรอยที่ดีดไว้ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส .

 อายุขัย ของสัตว์นรกขุมนี้ 1,000 ปี 1 วัน ของนรกขุมนี้ เท่ากับ 36 ล้านปีของเมืองมนุษย์โลก.

 ความผิดบาป เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ฆ่านักบวช เป็นภิกษุ สามเณร เป็นผู้ทุศีล และอลัชชี .

 มหานรกขุมที่ 3. สังฆาฏนรก

 ( ขุมนรกภูเขาขยี้กาย )

มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กและพื้นเหล็ก ถูกเผาไฟ ลุกโซน มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ 2 ลูก กลิ้งไปมา เข้าหากันบดขยี้ ร่างสัตว์นรก จนแหลกเหลวแล้ว ฟื้นขึ้นมาใหม่ ให้ได้รับความทุกข์ทรมานต่อไป สัตว์นรกตนใดวิ่งหนี ก็จะถูกนายวิริยบาล ตีบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง อยู่ตลอดเวลา.

อายุขัย ของสัตว์นรกขุมนี้ 2,000 ปี 1 วันของนรกขุมนี้เท่ากับ 145 ล้านปีของโลกมนุษย์

 ความผิดบาป เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์.

 มีอาชีพเป็นนายพรานนก  นายพรานเนื้อ หรือพวกที่ชอบ ทรมาน เบียดเบียนสัตว์ ที่ตนใช้ประโยชน์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย โดยขาดความเมตตาสงสาร .

 มหานรกขุมที่ 4. โรรุวะนรก

  ( ขุมนรกร้องไห้ )

 มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็ก 4 ด้าน ไฟลุกโชน ยิ่งลึก ยิ่งร้อน ตรงกลางขุมนรก มีดอกบัวเหล็ก กรีดเหล็ก มีไฟพุ่งออกมาตลอดเวลา 

  สัตว์นรกจะถูกบังคับให้ขึ้นไปอยู่ในดอกบัวนั้น กรรมทำให้สัตว์นรกยืนขึ้น แล้วก้มตัวลง กลีบบัวงับหนีบสัตว์นรก ส่วนหัวถึงคาง ขาถึงข้อเท้า มือถึงข้อมือ ไฟเผาร่างอยู่ตลอดเวลา สัตว์นรกเจ็บปวดทรมานส่งเสียงร้องครวญครางดังยิ่งนัก

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 4,000 ปี 1 วัน ของนรกเท่ากับ 576 ล้านปี ของเมืองมนุษย์โลก .

 ความผิดบาป สมัยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่บนโลก พวกที่ดื่มสุราเมาอาละวาด ชอบทำร้ายร่างกายคนอื่น   พวกที่ชอบเผาไม้ ทำลายป่า พวกที่กักขังสัตว์ไว้ฆ่า และมีอาชีพ เป็นชาวประมง .

 มหานรกขุมที่ 5. มหาโรรุวะนรก

 ( ขุมนรกร้องให้ดังสนั่น )

 มีลักษณะ...มีดอกบัวกรีบเป็นเหล็กขนาดใหญ่ ไฟร้อนจัดยิ่งกว่าขุมก่อน กรีบบัวคมเป็นกรดมีอยู่ทั่วไป ระหว่างช่องว่างมีแหลมหลาว ปักชูปลายแหลมขึ้นลุกเป็นไฟ

 นายนิริยบาล จะบังคับไล่แทงให้ขึ้นไปบนดอกบัว สัตว์นรกทั้งหลายร้อนดิ้นทุรน ทุราย ไปกระทบกรีบบัว บาดร่างสัตว์นรกร่วงตกลงมา ถูกแหลมหลาวแทงรับไว้

 เนื้อของสัตว์นรก ร้อนลุกเป็นไฟ หล่นลงสู่พื้น และมีสุนัขนรก คอยกัดแทะกินจนหมดสิ้น สัตว์นรกก็จะก่อร่างขึ้นใหม่รับทุกขเวทนา ยิ่งนักร้องโหยหวนดังยิ่งกว่าขุมนรกก่อน .

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 8,000 ปี 1 วันของนรกเท่ากับ 2,304 ล้านปีเมืองมนุษย์โลก

 ความผิดบาป พวกที่ชอบลักขโมยเครื่องสักการะบูชา  ขโมยทรัพย์สมบัติ ของ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ หรือขโมยของภิกษุ สามเณร และนักบวชต่างๆ .

 มหานรกขุมที่ 6 ตาปะนรก

( ขุมนรกแห่งความเร่าร้อน )

  มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กสี่ด้าน พื้นเป็นเหล็กแดงฉาน ไฟพลุ่งโชนสว่างมาก   ไร้เปลว ไฟละเอียดและร้อนจัด มีแหลมหลาวใหญ่เท่าลำต้นตาล ไฟลุกโชนพุ่งมาเสียบสัตว์นรก และเอาขึ้นตั้งไว้ พอไฟไหม้เนื้อหนังหล่นลงมา

 ก็จะถูกสุนัขนรกตัวใหญ่เท่าช้าง เที่ยวไล่กัดแทะจนเหลือแต่กระดูกแล้วก็เกิดเป็นสัตว์นรกใหม่ต้องทุกข์ทรมาน ร้องเสียงดังระงมเซ็งแซ่ไปหมด .

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้   1,600 ปี 1 วันของนรก เท่ากับ 9236 ล้านปีในเมืองมนุษย์โลก

 ความผิดบาป พวกที่เผาบ้าน เผาเมือง เผาโบสถ์ กุฏิวิหาร ศาลาการเปรียญ .

 มหานรกขุมที่ 7. มหาตาปะนรก

( ขุมนรกแห่งความเร่าร้อนยิ่ง )

 ลักษณะ...มีไฟคล้ายแสงสว่าง มีความร้อนสูงมาก พุ่งมาจากกำแพง รอบด้าน มารวมกันตรงกลาง มีภูเขาเหล็กตั้งอยู่กลางขุมนรก มีไฟพุ่งเข้า พุ่งออก เผาเหล็กจนแดงฉาน นายนิริยบาล บังคับให้สัตว์นรก ป่ายปีนขึ้นไปบนยอดเขา

 พอใกล้ถึงยอดเขาสัตว์นรกทนไม่ไหวร่วงหล่นลงมา ก็จะถูกแหลมหลาวที่ปักไว้รอบข้างแทงเข้า ไฟไหม้ท่วมร่างสัตว์นรกนั้น .

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 1/2 ( กัลป์ )

 ความผิดบาป เป็นพวกมิจฉาทิฐิ บุคคล เห็นผิดเป็นชอบ ไม่รู้จักสิ่งดีมีประโยชน์ ปฏิเสธเรื่องบุญเรื่องบาป เห็นว่าตายแล้วสูญ ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ทุจริตกรรม.

มหานรกขุมที่ 8. อเวจีมหานรก

 ( ขุมนรกแห่งไฟ )

 ลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กปิดเฉพาะตัวทั้ง 6 ทิศ มีหลาวเหล็กแทงสัตว์นรก ทะลุ ตรึงร่าง ให้ยืนกางแขนขาโดยจากบนลงล่างซ้ายไปขวาหน้าไปหลังจำนวนหลายสิบเล่ม จนสัตว์นรกไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย ถูกแผดเผาอยู่ตลอดเวลาจนกระดูกแดงฉาน จำนวนสัตว์นรกในขุมนี้ มีมากกว่าทั้ง 7 ขุมเอามารวมกัน

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 1 กัป ( กัลป์ )

 ความผิดบาป พวกที่ทำบาปหนัก เป็น อนันตริยกรรม ได้แก่ ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท คือยุยงให้สงฆ์แตกกัน

 พวกทำลายพระพุทธรูป ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พวกติเตียนพระอริยสงฆ์

 หมายเหตุ 1 กับ ( กัลป์ ) หมายถึง

ระยะเวลา อุปมาดัง 

 มีภูเขาสูงใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาทั้งหลายที่เห็นในโลกมนุษย์ เวลาผ่านไป 100 ปี มีเทวดานำผ้าทิพย์เนื้อละเอียดดังควันไฟ มาปัดภูเขา 1 ครั้งจนภูเขานี้แบนราบเท่ากับพื้นแผ่นดิน จึงเทียบเท่ากับกาลเวลา 1 กัป ( กัลป์ ) .

     " วัฏสงสาร 31 ภูมิ "

 หากใคร เกลียดทุกข์ รักสุข ก็จงอย่าทำบาป คือความชั่ว หากเราทำแต่ความดีคือบุญกุศลแล้ว ในตอนที่มีชีวิตอยู่ชาตินี้ก็จะได้รับแต่ความสุข เมื่อตายไปแล้ว ชาติภพชาติต่อไปก็จะได้ไปเกิดในที่สุคติ .

 สำหรับวันนี้จะขอพูดถึงแต่นรก 8 ขุมก่อน ไว้มีโอกาสก็จะมาแสดงถึงนรกขุมย่อย ลองลงไป อีกทั้งหมด...เอวัง ... ส.สู้ๆ



 
ข้อความโดย: Dr.Red Chana
« เมื่อ: 12:35 น. วันที่ 27 มิ.ย.63 »

☸️ นรก ..!

 
ข้อความโดย: Dr.Red Jet Lee
« เมื่อ: 20:17 น. วันที่ 20 มิ.ย.63 »

เวรระงับด้วยการไม่จองเวร นั้นจริงแท้
แต่ต้องศึกษาว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องจองเวร

พระพุทธศาสนานี้ คนที่ศึกษารู้กันดีว่า เป็นหลักการที่สอนให้เว้นการเบียดเบียนกันโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ว่า ไม่มีการจงใจฆ่าที่ไม่บาป จนไม่มีข้อที่จะนำไปใช้อ้างในการรุกรานทำร้ายกัน

...

แต่พระพุทธศาสนาก็มองเห็นตระหนักว่า การที่จะใช้เมตตา-กรุณาหรืออหิงสามาแก้ปัญหาให้สำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เรามีเมตตา-กรุณา รักคนอื่น ไม่เบียดเบียนใคร ถ้าพบกันหรืออยู่กับคนที่เป็นปกติไม่มีเป้าหมายที่อยู่ในเจตนาพิเศษออกไป ก็จะมีสันติสุขโดยง่าย

แต่ถ้าไปเจอกับคนที่มีเจตนาแฝงเร้น เช่น เขามุ่งหาผลประโยชน์ หรือแสวงอำนาจ ความรักด้วยเมตตากรุณา ก็อาจจะไม่พอ บางทีคนที่เมตตาก็กลายเป็นเหยื่อเขาไป

ยิ่งถ้ามูลเหตุของปัญหาถึงขั้นเป็นทิฏฐิ เช่น เป็นลัทธิความเชื่อด้วยแล้ว การแก้ปัญหาของเราแม้จะเริ่มด้วยเมตตา-กรุณา และวิธีอหิงสาก็จริง แต่จะสำเร็จได้ต้องใช้ปัญญาความสามารถอย่างพิเศษจริงๆ

หลักการก็คือ คนที่จะชนะศัตรูได้ ย่อมต้องมีกำลังเก่งกล้าสามารถกว่าศัตรู แต่คนที่จะชนะศัตรูที่มุ่งร้ายด้วยวิธีการไม่ทำร้ายนั้นจะต้องมีปัญญาความสามารถยิ่งกว่าคนที่ชนะศัตรูด้วยกำลังนั้นอีกมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

วรรณคดีพระพุทธศาสนา เช่น ชาดก อย่างมโหสถชาดก จึงได้สั่งสอนและแสดงตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อมีคนพวกอื่นตั้งตัวเป็นศัตรู ยกมาเพื่อฆ่าฟันทำร้าย ฝ่ายธรรมิกชนต้องใช้ปัญญาความสามารถที่เหนือกว่ามากมายในการที่จะเอาชนะคนพวกนั้น โดยไม่ใช้วิธีทำร้ายตอบ และทำให้พวกศัตรูนั้นต้องยอมสยบและกลายเป็นมิตรในที่สุด

หนังสือ  สลายความขัดแย้ง สังคมศาสตร์ที่หยั่งถึงธรรมชาติ
โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรกฏาคม ๒๕๔๙ หน้า ๔๗ - ๔๘

สามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้ที่:
https://book.watnyanaves.net/pdf/viewer.php?bookid=dissolving_conflict_social_science_in_line_with_nature.pdf

หรือสามารถเลือกอ่านเล่มอื่นได้ที่:
https://book.watnyanaves.net/index.php?floor=long-gone

#ธรรมะ #สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

Instagram: @watnyanavesakavan
ข้อความโดย: Dr.Red Mountain
« เมื่อ: 20:15 น. วันที่ 20 มิ.ย.63 »

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
หน้าที่ ๒๘๒-๒๘๓

ต่อจากวันที่ 11มิย.63

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะบางคน สามารถที่จะฆ่า หรือจองจำคนลักแกะ หรือเอาไฟเผา หรือทำตามที่ตนปรารถนา บางคนไม่สามารถที่จะฆ่า หรือจองจำคนลักแกะ หรือเอาไฟเผา หรือทำตามที่ ตนปรารถนาได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไรเล่า สามารถ ที่จะฆ่า หรือจองจำคนลักแกะ หรือเอาไฟเผา หรือทำตามที่ตนปรารถนา ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย เจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะบางคนในโลกนี้ เป็นคนขัดสน มีสิ่ง ของของตนน้อย มีโภคทรัพย์น้อย เจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นนี้ สามารถที่ จะฆ่า หรือจองจำคนลักแกะ หรือเอาไฟเผา หรือทำตามที่ตนปรารถนา ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย เจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไรเล่า ไม่สามารถที่จะฆ่า หรือ จองจำคนลักแกะ หรือเอาไฟเผา หรือทำตามที่ตนปรารถนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะบางคนในโลกนี้ เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะ
เหลือเฟือ เป็นพระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชา เจ้าของแกะหรือคน ฆ่าแกะเช่นนี้ ไม่สามารถที่จะฆ่า หรือจองจำคนลักแกะ หรือเอาไฟเผา หรือ ทำตามที่ตนปรารถนา ความจริงเจ้าของแกะหรือคนฆ่าแกะนั้น อันคนผู้ประนมมือ ย่อมจะขอเขาได้ว่า ข้าแต่ท่าน ขอท่านจงให้แกะหรือทรัพย์ที่เป็นมูลค่าของแกะ แก่ฉันเถิด แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมแม้เพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาเข้านรก ส่วนบุคคลบางคน ในโลกนี้ ได้ทำบาปกรรมเล็กน้อยไว้เช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นย่อมให้ผล ทันตาเห็น ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏแต่เฉพาะส่วนมาก ฯลฯ ฯ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไรๆ เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ ส่วน ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใดๆ เขาจะ ต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ ฯ
ข้อความโดย: Dr.Red Paknam
« เมื่อ: 20:13 น. วันที่ 20 มิ.ย.63 »

10 ข้อคิด
#ล้างพิษในใจ
พศิน อินทรวงค์

1. #พิษร้ายในใจคือกิเลส  กิเลสในใจมีอยู่สามตัวหลักๆ  หนึ่งคือความโลภ  สองคือความโกรธ  สามคือความหลง  อวิชชาสามตัวนี้หมุนเวียนสิงสู่ชีวิตเรา  มันอำพราง ปิดบัง ซ่อนเร้นให้เราเห็นว่า  การดำรงอยู่ของมันเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข  เราจึงนอนกอดกับผี  อยู่กับผี  ไปไหนมาไหนก็ไปกับผี  ผู้ใดต้องการล้างพิษในใจ  จงตั้งทัศนคติให้ถูกต้องตรงธรรม  ท่านจำเป็นต้องแยกให้ออกว่า  หนทางใดคือหนทางแห่งความสุข  หนทางใดคือหนทางแห่งความทุกข์  ได้กินของอร่อยอย่างใจ  ได้กินของที่ไม่ชอบไม่พอใจ  ได้พ้นไปจากอำนาจแห่งการยึดติดในรสชาติ  สามสิ่งนี้  สิ่งใดคือความสุข  สิ่งใดคือความทุกข์  สิ่งใดคือความทุกข์ที่มาในนามของความสุข  ท่านจำเป็นต้องแยกแยะให้ออก

2. #พิษแห่งความโลภ คืออะไรหรือ  มัน #คือการตั้งตนเป็นศูนย์กลางเพื่อกอบโกยผลประโยชน์  กอบโกยความรัก  ความเข้าใจ  กอบโกยวัตถุ เงินทอง  ลาภ สรรเสริญเกินความจำเป็น  มีหนึ่งต้องการสิบ  มีร้อยต้องการพัน  มีแสนต้องการล้าน  มีเท่าไหร่ไม่รู้จักพอ   ต้องปล้น ฆ่า แย่งชิงตลอดเวลา  เหล่านี้คือความโลภซึ่งเป็นพิษภัยกัดกินชีวิตตนเอง  คนจนก็โลภได้  คนรวยก็โลภได้  ความโลภไม่ขึ้นอยู่กับจนหรือรวย  ความโลภคือหลุมอันกว้างใหญ่  ถมเท่าไหร่ ๆ ไม่เคยเต็ม 

3. #พิษแห่งความโกรธ คืออะไรหรือ  มัน #คือการตั้งตนเป็นศูนย์กลางเพื่อทำลายล้างผู้อื่น   บีบเขาให้เล็กลงด้วยการโอ้อวด    ปลดปล่อยถ้อยคำรุนแรง เพื่อขู่เข็น  เพื่อขยับขยายอัตตาตนเองให้กว้างใหญ่คับฟ้า  ในนามของความถูกต้อง  จงฟังคำกู  ในนามของความดีงาม  จงฟังคำกู  ในนามของเหตุและผล  ในแบบของกู  เหล่านี้คือพิษภัยแห่งความโกรธ  ที่มาในนามของความชอบธรรมต่าง ๆ  จงตระหนักให้ดีว่า  กิเลสแห่งความโกรธนี้  สรรหาเหตุผลเพื่อให้มันครอบครองจิตใจของเราได้เสมอ 

4. #พิษแห่งความหลง คืออะไรหรือ  มัน #คือการไม่รู้ในความธรรมดาของโลก  เช่นคนเราเกิดมา  ต้องแก่  เจ็บ ตาย  คนเราเกิดมา  ต้องพบพานสิ่งดี สิ่งร้าย  สิ่งสมหวัง  สิ่งผิดหวัง  พบเจอผู้ที่เราพอใจ  ไม่พอใจ  พบเจอผู้ชื่นชม  นินทา  ด่าทอ  บางเจอกับความเหนื่อยยากจากการประกอบการงานเลี้ยงชีพ  มีคนรัก  มีคนเกลียด  มีคนชัง  บางครั้งถูกต้อง  บางครั้งผิดพลาด มีพบ พราก จาก ลา   รวมความแล้ว  ความหลงคือความไม่รู้ธรรมชาติของชีวิต  เมื่อไม่รู้ธรรมชาติของชีวิตแล้ว  จิตใจจึงเข้ายึดครองชีวิตด้วยความรู้สึกว่าตัวฉันคือผู้ยิ่งใหญ่  ตัดขาดตนเองจากเพื่อนมนุษย์  เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  ความหลงนี้ช่างยิ่งใหญ่  หลงอะไรจะหนักหนาเท่าหลงชีวิตเป็นไม่มีอีกแล้ว   การรู้จักตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ  สิ่งสำคัญกว่านั้น  คือการรู้จักตนเองว่าไม่มีตนเอง

5. #พิษในใจล้างได้ที่ไหน  #ก็ล้างได้ที่ใจของเราเอง  มองที่ใจของเราสิ  ขณะนี้เรากำลังคิดอะไรอยู่  แล้วความคิดของเรานี้  นำไปสู่ความรู้สึกแบบใด  แล้วความรู้สึกของเรานี้  นำไปสู่คำพูด  และการกระทำแบบใด  สังเกตใจตนให้ดี นิ่งๆ ไว้  ใจเย็น ๆ  พูดให้น้อยลงอีกนิด  แล้วเราจะเริ่มเห็น  เห็นการทำงานของใจ  เห็นพิษร้ายที่ปะปนอยู่ในจิตใจของเรา  เงียบแล้วฟัง  อย่าฟังผ่าน ๆ แต่ต้องฟังให้ดี   ได้ยินไหม  กิเลสคุยกันใหญ่เลย

6. #พิษในใจล้างได้อย่างไร  #ก็ล้างได้ด้วยการรับผิดชอบตนเอง  เราไม่ได้โกรธ  เพราะคนอื่นทำให้โกรธ  แต่เราโกรธเพราะเรามีเชื้อไฟแห่งความโกรธอยู่แล้วในใจ  แล้วความโลภเล่า  เราโลภเพราะมีไม่พอจริงหรือ  คงมิใช่อย่างนั้นหรอก  เราโลภเพราะเราปรารถนาไม่จบสิ้นต่างหาก  แล้วความหลงนี่ละ  เราจะออกจากท้องทะเลแห่งอัตตาตัวตนได้อย่างไร  ทางออกไม่ใกล้ไม่ไกล  เริ่มต้นด้วยใจที่ไม่เห็นแก่ตัว

7. #ล้างพิษแล้วเราจะได้อะไร  #ก็ได้ใจให้สะอาด  ใจที่โล่ง  โปร่ง เบา  คือใจที่สะอาด   #ใจที่สะอาดนำมาซึ่งความสุข  ทุกข์คือความบีบคั้น  เวลาโกรธ  ทำไมเราจึงอยากกำมือ  ก็เพราะใจมันบีบคั้น  เวลาเราหลับสบายทำไมเราจึงคลายฝ่ามือออก  ท่านเคยคิดบ้างไหม  อันที่จริงธรรมชาตินั้นทิ้งเบาะแสแห่งความสุขไว้ให้เราถอดรหัสเสมอ  ทว่าต้องสังเกต  เมื่อเริมต้นสังเกตก็จะเห็นจริงตามนั้น

8. #พิษร้ายในใจคือกิเลสในใจจริงหรือไม่ #อย่าเพิ่งเชื่อ  #อย่าเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์  คำพูดนี้สำคัญนัก  ท่านไม่ควรเชื่ออะไรง่ายๆ  เพราะจิตใจมิใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้โดยง่าย ไม่อย่างนั้นแล้ว  เราคงเห็นผู้คนมีความสุขอยู่ล้นโลก ไม่อย่างนั้นแล้ว กระแสหลักของโลก คงเป็นกระแสทำลายกิเลส  มิใช่กระแสปรนเปรอกิเลส

 9. #พิษร้ายในใจคือกิเลส   ถ้อยคำนี้เป็นสิ่งที่ท่าน #ต้องนำไปขบคิดต่อหลังจากที่อ่านบทความนี้จบลง จริงหรือไม่  ที่ท่านมีความทุกข์เพราะถูกย่ำยีด้วยความโลภ  โกรธ  หลงที่ตัวท่านเองเป็นคนสร้าง             

10. พิษร้ายในใจคือกิเลส  #ผู้คิดล้างพิษในใจ  #คือผู้ทวนกระแสต่อสู้กับกิเลส  การต่อสู่กับกิเลส #คือการปฏิบัติธรรม   “การปฏิบัติธรรม คือการทำ  สิ่งที่ควรทำ  แต่เราไม่อยากทำ”

ขออวยพรให้ทุกท่าน มีความสุขกันทั่วหน้า 
ล้างพิษในใจได้สำเร็จกันทุกคน

.
***ติดต่อ พศิน อินทรวงค์***
วิทยากร/บรรยาย/หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
***ติดตามช่องยูทูป***
พศิน อินทรวงค์ - Pasin Intarawong
https://www.youtube.com/channel/UCccGJ9suemcJiF6WQqxUuGQ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]