gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 44 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: Orange ​ animal farm
« เมื่อ: 11:13 น. วันที่ 08 ต.ค.62 »

ข้อความโดย: Red​ animal farm
« เมื่อ: 11:09 น. วันที่ 08 ต.ค.62 »

ข้อความโดย: ควายแดงส้มๆ
« เมื่อ: 10:28 น. วันที่ 04 ต.ค.62 »

ทิ้งมันซะ..!
เราได้ไปเจอกับภาพทางพุทธศาสนาที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้
เมื่อมาดูแล้วทุกอย่างก็มีเหตุผลดีๆที่ควรจะหายไปจริงๆ

สิ่งต่างๆเหล่านั้นคือ

“การเบียดเบียน” - พูดถึงการฆ่าฟันต่างๆ ทั้งมนุษย์กันเอง ทั้งสัตว์ และต้นไม้ เป็นการดีที่เราจะหยุดเบียดเบียน เพื่อไม่เกิดการโกรธแค้น ความทรมาน เพิ่มขึ้นบนโลกนี้มากเกินไป ตรงนี้ไม่ได้พูดถึงการทำไปตามวัฎจักรของธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดนะ เพราะยังไงเราก็ยังต้องกิน ต้องใช้ แต่พูดถึงการเบียดเบียนที่ไม่จำเป็น

“พิธีรีตอง” - เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในการทำอะไรก็ตาม เพราะทำให้สิ้นเปลืองทั้งทรัพยากร และเวลา และยิ่งไปกว่านั้น ยังนำไปสู่การหลงผิด อย่างการสนใจในพิธีมากกว่าแก่นแท้ของสิ่งนั้นๆ

“ความหลอกลวง” - อันนี้ชัดเจนมาก ความหลอกลวงไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งความผิดพลาด ความเสียใจ ความไม่เชื่อใจ ต่างก็เกิดขึ้นได้จากการหลอกลวง

“โชคชะตา ราศี” - ความจริงที่พิสูจน์ได้ 100% คือสิ่งที่น่าเชื่อถือท่ีสุด ก็เพราะมัน 100% ไงล่ะ แต่เรื่องของโชคชะตา ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ 100% เต็มสักที แล้วถ้าพิสูจน์ไม่ได้แบบนี้ เราก็ไม่ควรจะใช้มันเป็นที่พึ่งอย่างเต็มจิตเต็มใจเช่นกัน

“ชนชั้นวรรณะ” - การเข้าใจ ความแตกต่าง ให้ลึกซึ้งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้คิดถึง และเมื่อเข้าใจแล้ว จะรู้ว่าความแตกต่างนั้นไม่มีอยู่จริงเลย มีแต่สิ่งที่เราสร้างกันขึ้นมาเอง แล้วมันกลับมีผลโยชน์ต่อผู้หนึ่ง และมีผลเสียต่ออีกผู้หนึ่ง หากไม่มีสิ่งนี้ผลประโยชน์ก็จะมีให้กับทุกคน แล้วเราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกัน?

“เมาอาจารย์” - การได้รับวิชาความรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไปถึงขั้นที่ติดใจผู้ให้ความรู้ หรือ อาจารย์คนนี้เหลือเกิน นั่นเริ่มจะไม่ดีแล้ว มันอาจทำให้เราเห็นผิดเป็นชอบ หรือ เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะอาจารย์ก็คือคนหนึ่ง ที่อาจมีผิดพลั้งได้ตามปกติมนุษย์ และถึงอาจารย์จะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทัศนคติของเราเนี่ยแหละ ที่จะดึงเราออกจากความรู้ที่ควรจะได้ ไปสู่วังวนความเห็นดีเห็นงามของเราเอง

“เมาตำรา” - คล้ายกับเมาอาจารย์เลย ถ้าเรายังติดว่าตำราเหล่านี้คือสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือเราเริ่มปิดโอกาสตัวเองให้ค้นหาความรู้จากตำราอื่นๆ และจากแหล่งอื่นๆ เช่น ประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง

“เมาศาสนา” - ทุกศาสนามีปลายทางที่นำไปสู่ปัญญาที่แท้จริงทั้งหมด แต่ถ้าเราลุ่มหลงอย่างผิดทาง มีความเชื่อแบบหลับหูหลับตา ไม่ใช่แค่เราจะไปไม่ถึงปัญญาที่ศาสนาชี้ทางให้ แต่ยังจะทำให้เกิดปัญหาตามมาจากความศรัทธาแบบผิดๆอีกด้วย

“เมาสวรรค์” - หากคุณคิดว่า สวรรค์ คือจุดสูงสุดของความสุข อยากไปให้ถึงที่นั่นเหลือเกิน หรือ สมมติว่าคุณได้อยู่บนนสวรรค์แล้ว มีความสุขมากมาย จนไม่อยากจะออกไปจากตรงนั้น นั่นคือเวลาที่คุณควรจะพิจารณาปัญญาที่อยู่ในตัวเองใหม่แล้ว เชื่อว่าผู้มีปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่เคยบอกให้หลงใหลในสวรรค์อย่างแน่นอน เพราะความสุขเหล่านั้น ไม่ใช่ความสุขที่นิรันดร์

“อัตตา ตัวตน” - ทิ้งตัวตนให้ได้ นี่ต่างหากสิ่งที่จะเป็นนิรันดร์

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สมควรถูกทิ้งไปจากชีวิต จากโลกใบนี้ บางข้ออาจทำได้ทันที บางข้อก็ดูจะยากทีเดียว แต่ถ้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเราต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ยากที่จะค่อยๆลดการยึดติด จนทิ้งมันไปได้ในที่สุด

#muchimore  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: กบส้ม​ ปากน้ำ
« เมื่อ: 08:00 น. วันที่ 03 ต.ค.62 »

ความสุขที่แท้จริง หมายถึงความสุขที่ไม่หลอกลวง ความสุขที่หลอกลวงนั้นเป็นของกิเลสของความโง่ ถ้าคนเรามีความโง่ ก็ต้องไปหลงเอายึดของที่ไม่ใช่ความสุขมาเป็นความสุขของเราเสมอ แบบนี้เขาเรียกกันมาตั้งแต่โบราณว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กรณีเช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก

คนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้วก็ย่อมจะวินาศ เกิดความลุ่มหลงนักๆ เข้าจนกลายเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาเหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นข้าราชการก็ต้องคนโกงคอร์รัปชัน ทำได้ไม่เท่าไรก็ต้องได้รับผลของความคดโกงนั้นเสมอไป

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

“เมื่อเรารู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ นั่นแหละคือสวรรค์”

การทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจจนกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับ ก่อนจะนอนหลับก็ใคร่ครวญดูว่า โอ้ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้ก็ถูกต้องและพอใจ แล้วก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรรค์ ทุกคนอาจไม่เคยรู้ว่าสวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือเมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้ มองเห็นแต่ความถูกต้องของตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรค์ที่แท้จริง ไม่ใช่สวรรค์หลอกๆ อย่างที่เขาหลอกให้หลงมัวเมา

แล้วถ้าเป็นนรกล่ะ ก็คือเมื่อเกลียดตัวเอง เมื่อชังน้ำหน้าตัวเองใครก็ตามที่ทำอะไรชนิดที่มองดูแล้วมันเกลียดตัวเอง นับถือตัวเองไม่ได้ เคารพตัวเองไม่ได้ นั่นน่ะคือนรก  จะสวรรค์ที่แท้จริงหรือนรกที่แท้จริงนั้นก็เกิดขึ้นได้ที่นั่นและเดี๋ยวนั้นเช่นกัน

ถ้าจะพูดโดยสรุปแล้ว เราจงทำให้ทุกอย่างถูกต้อง ทุกอิริยาบถ ทุกนาที ทุกที่ ทุกเวลา ทุกหน และทุกแห่ง แล้วก็อยู่ด้วยความพอใจชนิดนี้ จนสามารถยกมือไหว้ตัวเองได้ นี่คือสวรรค์ที่แท้จริงเป็นความสุขที่แท้ตลอดวันตลอดคืน

ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย ถ้าเป็นความสุขที่หลอกลวงแล้วล่ะก็ต้องใช้เงินมาก ยิ่งหลอกลวงมากก็ยิ่งใช้เงินมาก

.
พุทธทาสภิกขุ
#๑๑๑ปีพุทธทาส #พุทธธรรมกับสังคม
ข้อความโดย: กบ อัศวินสีส้ม
« เมื่อ: 17:46 น. วันที่ 01 ต.ค.62 »

มันมาอีกแล้ว...ทำมะกลายยุให้ทำบุญปลูกต้นทุเรียนต้นละแปดหมื่น แล้วจะได้ขึ้น สวรรค์ มันจะบ้าเหรอ?! ใครยังจะเชื่อมันอีก..

ท่านพุทธทาส ท่านบอกว่า..

บุญมี ๒ ชนิด คือว่าอาศัยความรู้สติปัญญาที่ถูกต้องชนิดหนึ่ง อาศัยความไม่รู้ เพียงแต่ศรัทธาหรือมิจฉาทิฏฐิก็ได้ ขอให้เข้าใจว่า คำว่ามิจฉาทิฏฐินี้ใช้ได้แม้แต่ในทางที่เป็นบุญ
เพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่นบุญในรูปแบบของสีลัพพตปรามาสอย่างนี้ก็มีอยู่มาก ไม่ใช่เป็นบุญที่สะอาด ไม่ใช่เป็นบุญที่จะทำลายล้างบาป หรือล้างมิจฉาทิฏฐิได้...

ก็ยังมีอยู่มาก"คนบ้าบุญ" บ้าบุญนั้นมันต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอน แม้ว่าจะไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิที่เลวร้ายมากมายอะไรนัก มันก็ต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ดี

เราสังเกตในข้อนี้กันให้มาก ว่าเรากำลังเมาบุญหรือเปล่า หรือว่าบางทีจะใช้คำอื่นว่า เราอิ่มด้วยบุญหรือเปล่า...ถ้าอิ่มด้วยบุญมันก็กำกวมเหมือนกัน มันอาจจะอิ่มด้วยความเข้าใจผิด เช่นเดียวกันอีกก็ได้ แต่ถ้าว่ามันรู้ว่าบุญยังไม่ใช่ที่สุดจบของความทุกข์หรือการปรุงแต่ง มันก็อาจจะเบื่อบุญได้เหมือนกัน

บุญนั่นแหละตัวการปรุงแต่ง บุญปรุงแต่งให้เวียนว่ายตายเกิดดี และบุญเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ชอบใจของสัตว์ จึงมีคำกล่าวว่า บุญ นั้นก็เป็น อุปธิ โอปธิกัง ปุญญัง บุญนั้นเนื่องด้วยอุปธิ เป็นไปโดยอุปธิ คืออุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เอามายึดถือไว้จนกลายเป็นของหนัก อะไรที่เอามายึดถือไว้ด้วย อุปาทานจนกลายมาเป็นของหนัก ก็เรียกว่าอุปธิ คือบุญนี้ก็เป็นอุปธิอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนจึงแบกบุญ บ้าบุญ ถือบุญ ในลักษณะที่เป็นอุปธิ อย่างนี้ไม่เรียกว่า กุศล

#111ปีพุทธทาส
ที่มา : ปกิณณกธรรมบรรยาย ครั้งที่ 3 เรื่อง บุญแท้เมื่อหมดความรู้สึกอยากมีบุญ
ปี พ.ศ. 2525 ‪#‎จดหมายเหตุพุทธทาส‬

ข้อความโดย: แกงส้มกบ
« เมื่อ: 17:07 น. วันที่ 30 ก.ย.62 »



จากกรณีวัดธรรมกาย มีการเชิญชวนชาวพุทธ ร่วมทำบุญปลูกต้นทุเรียนก้านยาว ทรัพย์เศรษฐี 179 ต้น ต้นละ 8 หมื่นบาท 1 ต้น ปลูกได้ 4 คน พร้อมกับให้เหตุผลว่าหากพระเณรได้ฉันทุเรียนดังกล่าวจะบรรลุธรรม โดยจัดขึ้นบริเวณสวนทรัพย์เศรษฐี ในเนื้อที่ราว 8 ไร่ ใกล้กับวัดโบสถ์บน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี มีศิษยานุศิษย์ สวมชุดขาวเดินทางมาร่วมกิจกรรม ราว 1,000 คน...  ส.หลก
ข้อความโดย: ชูชกส้มๆ
« เมื่อ: 07:05 น. วันที่ 30 ก.ย.62 »

พระพุทธเจ้าสอนว่า (จากธรรมบทหมวดคนพาลในพระไตรปิฏก)
++++++++++++++++++++
คนโง่มัวคิดวุ่นวายว่า
เรามีบุตร เรามีทรัพย์
เมื่อตัวเขาเองก็ไม่ใช่ของเขา
บุตรและทรัพย์จะเป็นของเขาได้อย่างไร

ปุตฺตา นตฺถิ ธน มตฺถิ
อิติ พาโล วิหญฺญติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ
กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ

I have sons, I have wealth;'
So thinks the fool and is troubled.
He himself is not his own,
How then are sons, how wealth?
+++++++++++++++++++++
ข้อความโดย: กบส้ม​ ชูชกแดง
« เมื่อ: 11:49 น. วันที่ 29 ก.ย.62 »

พระเจ้าสัญชัยทรงครองราชสมบัติ
เมืองสีพี มีพระมเหสีทรงพระนามว่า
พระนางผุสดี เป็นธิดาพระเจ้ากรุงมัทฑราช
พระนางผุสดีนี้ในชาติก่อนๆได้เคย
ถวายแก่นจันทน์หอมเป็นพุทธบูชา
และอธิษฐานขอให้ได้เป็นพุทธมารดา
พระพุทธเจ้าในกาลอนาคต ครั้นนาง
สิ้นชีวิตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก

เมื่อถึงวาระที่ต้องจุติมาเกิดในโลก
มนุษย์ พระอินทร์ได้ประทานพรสิบ
ประการแก่นาง ครั้นเมื่อพระนางผุสดี
ทรงครรภ์ใกล้กำหนดประสูติ พระนาง
ปราถนาไปเที่ยวชมตลาด ร้านค้า
บังเอิญในขณะเสด็จประพาสนั้น
พระนางทรงเจ็บครรภ์และประสูติ
พระโอรสในบริเวณย่านนั้น พระโอรส
จึงทรงพระนามว่า #เวสสันดร
หมายถึง ในท่ามกลางระหว่างย่าน
ร้านค้า พร้อมกับที่พระโอรสประสูติ
ช้างต้นของพระเจ้าสัญชัยก็ตกลูก
เป็นช้างเผือกเพศผู้ ได้ชื่อว่า #ปัจจัยนาค
เป็นช้างต้นคู่บุญพระเวสสันดร

เมื่อพระกุมารเวสสันดรทรงเจริญวัยขึ้น
ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทาน
มักขอพระราชทานทรัพย์จากพระบิดา
มารดา ตัังโรงทานสี่มุมเมือง เพื่อบริ
จาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจำเป็น
แก่ประชาชน และหากมึผู้มาทูลขอ
สิ่งหนึ่งสิ่งใด พระองค์ก็ทรงบริจาค
ให้โดยไม่เสียดาย ด้วยทรงเห็นว่า
การบริจาคนั้นเป็นกุศล เป็นคุณประ
โยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้
#ผู้รับก็จะพ้นจากความเดือดร้อน
#ผู้ให้ก็จะอิ่มเอิ่บสุขใจทึ่ได้ช่วยเหลือ
#ผู้อื่นและยังทำให้พ้นจากทางโลภ
#ความตระหนี่ถี่เหนียวในทรัพย์ของตนเอง

พระเกียรติคุณของพระเวสสันดรเลื่อง
ลือไปทั่วทุกสารทิศว่า ทรงมีจิตเมตตา
แก่ผู้อื่น มิได้ทรงเห็นแก่ความสุขสบาย
หรือเห็นแก่ทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์
มิทรงหวงแหนสิ่งใดไว้สำหรับพระองค์

อยู่มาครั้งหนึ่ง ในเมืองกลิงคราษฎร์
เกิดข้าวยากหมากแพงเพราะฝนแล้ง
ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ราษฎร์อดอยาก
ได้รับความเดือดร้อนสาหัส ประชาชน
พากันไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า ในเมือง
สีพีนั้นมีช้างเผือกคู่บุญพระเวสสันดร
ชื่อว่าช้างปัจจัยนาค เป็นช้างมีอำนาจ
พิเศษ ถ้าอยู่เมืองใด จะทำให้ฝนฟ้า
ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธ์ดูจะบริ
บูรณ์ ขอให้พระเจ้ากลิงคราษฎร์ส่งฑูต
เพื่อไปทูลขอช้างจากพระเวสันดร
พระเวสสันดรก็จะทรงบริจาคให้
เพราะพระองค์ไม่เคยขัดเมื่อมีผู้ทูลขอ
สิ่งใด

พระเจ้ากลิงคราษฎร์จึงทรงส่งพราหม์
แปดคนไปเมืองสีพี ครั้นเมื่อพราหมณ์
ได้พบพระเวสสันดรขณะเสด็จประพาส
พระนคร ประทับบนหลังช้างปัจจัยนาค
พราหมณ์จึงทูลขอช้างคู่บุญเพื่อดับ
ทุกข์ชาวกลิงคราษฎร์ พระเวสสันดร
ก็โปรดประทานให้ตามที่ขอ ชาวสีพี
เห็นพระเวสสันดรทรงบริจาคช้าง
ปัจจัยนาคคู่บ้านคู่เมืองไป ก็ไม่พอใจ
พากันโกรธเคืองว่า ต่อไปบ้านเมืองจะ
ลำบาก เมื่อไม่มีช้างปัจจัยนาค

จึงพากันไปเฝ้าพระเจ้าสัญชัยทูลกล่าว
โทษพระเวสสันดรว่า บริจาคช้างคู่บ้าน
คู่เมืองแก่ชาวเมืองอื่นไป #ขอให้ขับ
#พระเวสสันดรไปเสียจากเมืองสีพี
พระเจ้าสัญชัยไม่อาจขัดราษฎร์ได้
จึงจำพระทัยมีพระราชโองการให้ขับ
พระเวสสันดรออกจากเมืองไป พระ
เวสสันดรไม่ทรงขัดข้อง แต่ทูลขอ
พระราชทานโอกาสบริจาคทานครั้ง
ใหญ่ก่อนเสด็จออกจากพระนคร
พระบิดาก็ทรงอนุญาตให้พระเวสสันดร
#ทรงบริจาคสัตสดกมหาทาน คือ
#บริจาคทานเจ็ดสิ่ง #สิ่งละเจ็ดร้อย
แก่ประชาชนชาวสีพี

เมื่อพระนางมัททรี พระมเหสีของ
พระเวสสันดรทรงทราบว่าประชาชน
ขอให้ขับพระเวสสันดรออกจากเมือง
ก็กราบทูลพระเวสสันดรว่า

#พระองค์เป็นพระราชสวามีของหม่อมฉัน
#พระองค์เสด็จไปที่ใดหม่อมฉันจะขอ
#ตามไปทุกหนทุกแห่งมิได้ย่อท้อต่อ
#ความลำบากขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยาแล้ว
#ย่อมต้องอยู่เคียงข้างกันในทุกที่
#ทุกเวลาไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์
#โปรดอนุญาตให้หม่อมฉันติดตามไปด้วยเถิด

พระเวสสันดรไม่ทรงประสงค์ให้พระ
นางมัทรีติดตามพระองค์ไป เพราะ
การเดินทางไปจากพระนครย่อมมีแต่
ความยากลำบาก ทั้งพระองค์ก็ทรง
ปราถนาจะเสด็จไปประทับบำเพ็ญ
ศีลภาวนาอยู่ในป่า พระนางมัทรีไม่
คุ้นเคยต่อสภาพเช่นนี้น ย่อมจะต้อง
ลำบากยากเข็ญทั้งอาหารการกินและ
ความเป็นอยู่ แต่ไม่ว่าพระเวสสันดร
จะตรัสห้ามปรามอย่างไร นางก็มิยอม
ฟัง บรรดาพระประยูรญาติก็พากันอัอน
วอนขอร้อง พระนางก็ทรงยืนกรานว่า
จะติดตามพระราชสวามีไป

พระนางผุสดีจึงทรงทูลขอพระเจ้า
สัญชัยมิให้พระเวสสันดรออกจากเมือง
พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า

#บ้านเมืองจะเป็นสุขได้ก็ต่อเมื่อ
#ราษฎร์เป็นสุข
#พระราชาจะเป็นสุขได้ก็เมื่อราษฎร์เป็นสุข
#ถ้าราษฎร์เป็นทุกข์พระราชาจะนิ่งเฉย
#อยู่ได้อย่างไร
ราษฎร์พากันกล่าวโทษพระเวสสันดร
ว่าจะทำให้บ้านเมืองยากเข็ญ เรา
จึงจำเป็นต้องลงโทษ แม้ว่าพระเวส
สันดรจะเป็นลูกของเราก็ตาม

ไม่ว่าผู้ใดจะห้ามปรามอย่างไร พระนาง
มัทรีก็จะตามเสด็จพระเวสสันดรไปให้
จงได้ พระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดี
จึงขอเอาพระชาลี พระกัณหา โอรส
ธิดาของพระเวสสันดรไว้ แต่พระนาง
มัทรีก็ไม่ยินยอมทรงกล่าวว่า
#เมื่อชาวเมืองสีพีรังเกียจพระเวสสันดร
#ให้ขับไล่ไปเสียดังนี้พระโอรสธิดา
#จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
#ชาวเมืองโกรธแค้นขึ้นมาพระชาลี
#กัณหาก็จะทรงได้รับความลำบาก
#จึงควรที่จะออกจากเมืองไปเสีย
#พร้อมพระบิดาพระมารดา

ในที่สุดพระเวสสันดรพร้อมด้วย
พระมเหสี และโอรสธิดาก็ออกจาก
เมืองสีพีไป แม้กระนั้นชาวเมืองยังตาม
มาทูลขอรถพระที่นั่ง ทั้งสี่พระองค์จึง
ต้องทรงดำเนินด้วยพระบาทออกจาก
เมืองสีพี มุ่งไปสู่ป่า เพื่อบำเพ็ญพรต
ภาวนา

ครั้นเสด็จมาถึงเมืองมาตุลนคร บรรดา
กษัตริย์เจตราชทรงทราบข่าว จึงพากัน
มาต้อนรับพระเวสสันดร ทรงถามถึง
ทางไปสู่เขาวงกต กษัตริย์เจตราชก็
ทรงบอกทางให้และเล่าว่า เขาวงกต
ต้องเดินทางผ่านป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วย
อันตราย แต่เมื่อถึงสระโบกขรณีแล้ว
ก็จะเป็นบริเวณร่มรื่นสะดวกสบาย
มีต้นไม้ผลที่จะใช้เป็นอาหารได้

นอกจากนี้กษัตริย์เจตราชยังได้สั่งให้
พรานป่าเจตบุตร เป็นผู้ชำนาญป่าแถวนั้น
ให้คอยเฝ้าระแวดระวังรักษาต้น
ทางที่จะไปสู่เขาวงกต มิให้ผู้ใดไปรบ
กวนพระเวสสันดรในการบำเพ็ญพรต
เว้นแต่ฑูตจากเมืองสีพีทึ่จะมาทูลเชิญ
เสด็จกลับนครเท่านั้น ที่จะยอมให้ผ่าน
เข้าไปได้

มีพราหมณ์เฒ่าชื่อ #ชูชก หาเลี้ยงชีพ
ด้วยการขอทาน ชูชกขอทานจนได้เงิน
มามาก จะเก็บไว้เองก็กลัวสูญหาย
จึงไปฝากเพื่อนพราหมณ์ไว้  อยู่มาวัน
หนึ่งชูชกไปหาพราหมณ์ที่ตนฝากเงิน
ไว้และจะขอเงินคืน ปรากฏว่าพราหมณ์
นั้นใช้เงินหมดแล้ว จะหามาใช้ให้ชูชก
ก็หาไม่ทัน จึงจูงเอาลูกสาวชื่อ
อมิตตดา มายกให้แก่ชูชก พราหมณ์
กล่าวกับชูชกว่า
#ท่านจงรับเอาอมิตตาดาลูกสาวเราไปเถิด
#จะเอาไปเลี้ยงเป็นลูกหรือภรรยา
#หรือจะเอาไปเป็นทาสรับใช้ปรนนิบัติ
#ก็สุดแล้วแต่ท่านจะเมตตา...  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.สมชาย​ กบแดง
« เมื่อ: 17:21 น. วันที่ 26 ก.ย.62 »

“วัดพระธรรมกายใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการเข้าแทรกแซงและยึดครองคณะสงฆ์ไทย อาจเรียกว่า ‘กลยุทธ์ปูเสฉวน’ เพราะปูเสฉวนอาศัยอยู่ในเปลือกหอย แต่ตัวเป็นปูไม่ใช่หอย อาศัยเปลือกหอยกำบังธาตุแท้เพื่อลวงโลก ปูเสฉวนออกจากเปลือกหอยมากินเนื้อหอย หอยก็ยังไม่รู้สึกตัวจนตัวตายแล้ว”

“วัดพระธรรมกาย เป็นลัทธิแปลกปลอม ไม่ใช่พระพุทธศาสนาเถรวาทแท้ของคณะสงฆ์ไทย
แต่ผู้บริหารวัดร่วม 10 รูป ได้วางแผนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างชาญฉลาด เป็นนักฉวยโอกาสชั้นสุดยอด รู้จักใช้บุคคล ช่วงจังหวะแฝงตัว กำบังตัว คืบคลานเข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์ไทย”

“ในเวลาเดียวกัน วัดพระธรรมกายก็พยายามชักจูงพระเณรที่มีความรู้เปรียญธรรมสูงๆ ให้มาอยู่ในวัดด้วยการใช้เงินจำนวนมาก กระทำทุกวิธีการและใช้การปลูกฝังลัทธิวิชชาธรรมกายในหมู่เยาวชนเพื่อนำไปสู่การบวชเป็นพระเณรของวัด จนทำให้ขณะนี้มีพระเณรมากที่สุดในประเทศไทย และสอบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้ชนะทุกวัดของประเทศไทย”
“วัดพระธรรมกายจะอาศัยฐานเหล่านี้เพื่อ ‘คิดการใหญ่’ ตามแผนที่วัดประกาศเองอย่างชัดแจ้งในโครงการ ‘Dhammakaya

ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก ชาวพุทธทุกคนทั่วโลกต้องมาจาริกบุญที่วัดพระธรรมกายอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต”

วันที่ 19 ก.ย. มีรายงานข่าวว่า ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมืองโดย กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล ได้รายงานเรื่อง “ชำแหละที่ดินเมืองไทยวันนี้อยู่ในมือใคร ไม่ใช้ประโยชน์-เสียหายปีละ 1.3 แสนล้าน” ระบุข้อมูลทรัพย์สินการถือครองที่ดินในการถือครองของเอกชน นักการเมืองและสถาบันการศึกษา โดยเปิดเผยว่า

การถือครองที่ดินของเอกชน ผู้ที่ถือครองที่ดินรายใหญ่สุดคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของ บริษัท ที.ซี.ซี. แลนด์ ถือครองที่ดินไม่น้อยกว่า 100,000 ไร่ ทั่วประเทศ ครอบคลุม 55 จังหวัด อันดับ 2 คือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ บริษัท ซี.พี. แลนด์ ถือครองที่ดิน 10,000 ไร่ ทั่วประเทศ

รายที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีอาคารพาณิชย์ย่านเจริญผล 4,000 คูหา สยามสแควร์ 610 คูหา มาบุญครอง และยังถือครองที่ดินบริเวณสามย่าน สวนหลวง รามคำแหง อ่อนนุช หัวหิน เชียงใหม่

"พระธัมมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดธรรมกายและประธานมูลนิธิธรรมกาย ถือครองที่ดินในชื่อเดิมว่า พระไพบูลย์ สุทธิผล 1,045 ไร่ และถือครองในชื่อร่วมและถือครองในชื่อคนอื่น รวมทั้งสิ้น 27,920ไร่"

โดยทั้งนี้คมชัดลึกได้นำเสนอข้อมูลว่าพบว่าวัดธรรมกายได้มีการขยายวัดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกามีเกือบ 10 วัด เช่น
วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย รัฐแคลิฟอร์เนีย
วัดพระธรรมกายชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์
วัดพระธรรมกาย นิว เจอร์ซี่ รัฐนิวเจอร์ซี่
วัดพระธรรมกายซีแอ๊ตเติ้ล รัฐวอชิงตัน
วัดพระธรรมกายมินิโซต้า รัฐมินิโซต้า
วัดพระธรรมกายฟลอริด้า รัฐฟลอริด้า
วัดพระธรรมกายบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตช์
วัดพระธรรมกายออเรกอน รัฐออเรกอน
วัดพระธรรมกายซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ข้อความโดย: กบแดง​ วินๆ
« เมื่อ: 20:04 น. วันที่ 25 ก.ย.62 »

อัปมงคล 25 อย่างที่ดึงดวงชะตาให้ตกต่ำเสื่อมความเจริญ

1. ทำเนรคุณ อกตัญญูพ่อแม่และผู้มีพระคุณ
2. ใช้ชีวิตผิดศีลธรรม เช่น มักลักทรัพย์ เบียดเบียนผู้อื่น ผิดลูกผิดเมียเขา
3. เป็นคนฉ้อฉลทุจริตคิดไม่ซื่อ
4. มักมีจิตคิดร้ายต่อผู้อื่น
5. มักพูดให้โทษให้ร้ายผู้อื่น
6. ปล่อยให้หิ้งพระสกปรก ตั้งหิ้งพระในที่ไม่ควร
7. ปล่อยให้บ้านเรือนสกปรก
8. นอนใต้บันได นอนหันศีรษะไปทางห้องน้ำ
9. ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รังแกสัตว์
10. ละเลยเมินเฉยต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
11. ไม่เลี้ยงดูลูกเมียให้อยู่ดีมีสุข
12. ไม่เคารพบุคคลที่ควรเคารพ
13. ห่างวัด ปฏิเสธการทำบุญ
14. คบคนพาล คนชั่ว
15. ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าน้ำเมา
16. ดูหมิ่นพระสงฆ์ หมิ่นคนทำบุญให้ทาน
17. เสพยา ชักชวนให้ผู้อื่นเสพยาหรือเล่นการพนัน
18. งมงายในเรื่องนอกศาสนา
19. ไร้ความยุติธรรม
20. ส่งเสริมให้ผู้อื่นทำชั่ว
21. พรากลูกพรากเมีย
22. ต้มตุ๋นล่อลวงผู้อื่น
23. ข่มเหงรังแกผู้อื่นด้วยการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ
24. จิตใจโลภ และไม่เคยคิดเผื่อแผ่แบ่งปันใคร
25. ไม่ซื่อสัตย์ในการค้าและการทำงานตามหน้าที่ของตน...  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.วิน​ กบแดง
« เมื่อ: 12:04 น. วันที่ 19 ก.ย.62 »

เกิดมาเพื่อรับใช้ผู้อื่น นั่นแหละ เป็นการทำให้ก้าวหน้าไปในทางพระนิพพาน เพราะว่ารับใช้ผู้อื่นนี่มันลดความยกหูชูหางของตัว ลดการถือตัว ถ้ามันถือตัวอยู่มันรับใช้ผู้อื่นไม่ได้ - พุทธทาสภิกขุ

- - - -

“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” - สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

- - - -

 “การเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเรียนรู้ คือการที่ได้นำประโยชน์หรือคุณค่าที่ได้จากการเรียนรู้ไปทำประโยชน์กับสังคม กับมนุษยชาติ เป็นโครงการที่พวกเราทุกคนที่เป็นศิษย์เก่า พยายามที่จะใช้เวลาส่วนหนึ่งของเรามาทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชาวโลก”

เพราะใบปริญญาไม่ใช่แค่กระดาษติดฝาบ้าน และ ‘ปัญญา’ ไม่ได้มีความหมายแค่ความรู้ แต่ยังหมายถึงความกล้า ความศรัทธา จิตวิญญาณความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ สังคม และโลกใบนี้ การแสดงพลังของชาวมหิดลในกิจกรรม Mahidol Day of Service จึงเป็นเหมือนการประกาศให้สังคมได้รู้ถึงการใช้ ‘ปัญญา’ นำพา ‘ความสุข’ ซึ่งเป็นความสุขจากการได้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง...  ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: วิน​ กบ​แดง
« เมื่อ: 12:12 น. วันที่ 17 ก.ย.62 »

"ความยึดมั่น ในความไม่ยึดมั่น"

(คนไทยไม่ใจแคบ แต่ระวังไว้ อย่าให้ปัญญาแคบ)

อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย

ที่เห็นง่ายๆ ก็คือ คนที่เอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้ แล้วไม่ทำอะไร ไม่เอาอะไร แล้วก็บอกว่าฉันไม่ยึดมั่น แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำไปตามความไม่ยึดมั่นที่เอามายึดไว้ คือเป็นเพียงความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นเท่านั้น เป็นความยึดมั่นซ้อนเข้าไปอีก ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้นเป็นไปเองด้วยปัญญา ไม่ต้องเอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้

เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยวางเพียงด้วยความไม่ยึดมั่นที่ยึดถือเอาไว้ และอย่าเอาความปล่อยวางมาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย เพราะอันนั้นไม่ใช่ความปล่อยวางอะไรเลย แต่เป็นความประมาทแท้ๆ

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(ป. อ. ปยุตฺโต)พระพุทธโฆษาจารย์
ข้อความโดย: ดร.สมชาย​ กบแดง
« เมื่อ: 09:46 น. วันที่ 11 ก.ย.62 »

#โอวาทธรรมคำสอนของ
       #พระพรหมคุนาภรณ์ ป.อ. ปยุตฌโต
    #หัวข้อธรรมเรื่อง หน้าที่ของการสืบทอดพุทธศาสนา
  #เป็นของพุทธบริษัท มิใช่ผู้ใดผู้หนึ่ง

ก่อนพระพุทธเจ้าทรงตัดสินใจดับขันธปรินิพพานพระองค์ท่านมั่นใจแล้วว่าพุทธบริษัท๔จะดำรงค์ไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

พุทธบริษัท  ๔ ผู้ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

#พุทธบริษัท  ๔ ประกอบไปด้วย  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น  ๒ ส่วน  ใหญ่  ๆ คือ  ทางธรรม  ประกอบด้วย  ภิกษุ (ชาย)  ภิกษุณี(ญ)  ทางโลก  ประกอบด้วย  อุบาสก(ช)  อุบาสิกา(ญ)  บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา  โดยมีหน้าที่
๑. ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริง ๆ
๒. นำไปประพฤติปฏิบัติ ( ประโยชน์ตน )
๓. มีส่วนช่วยเผยแพร่เกื้อกูลให้บุคคลอื่นเข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติ ( ประโยชน์ท่าน ) 
๔. สามารถปกป้อง เมื่อมีผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อน หรือกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย  โดยหน้าที่เหล่านี้มาจากพระสูตรที่ว่า ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระยามารว่า

"#ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา  ผู้เป็นสาวก สาวิกา ของตถาคตยังไม่ฉลาด ไม่ได้รับแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตน จักบอกจักแสดง จักบัญญัติ จักแต่งตั้ง จักเปิดเผย จักจำแนก จักทำให้ตื้น จักแสดงธรรมมี ปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาท ที่เกิดขึ้น ให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด ดูก่อนมารผู้มีบาป ตถาคตจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น" (มหาปรินิพพานสูตร) พระพุทธศาสนาจึงเป็นของบริษัท 4

#เปิดกรุธรรมะเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
ถ้าพระสงฆ์เสีย โยมยังอยู่ อุบาสก-อุบาสิกาก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาไว้ ยามใดที่พระสงฆ์เพลี่ยงพล้ำ อุบาสก-อุบาสิกาก็ต้องเป็นหลักกลับมาช่วยฟื้นฟูหนุนให้ "พระดี"มารักษาพระพุทธศาสนา

#โอวาทธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)
(#อนุโมทนาบุญกับผู้ที่มีส่วนในการเผยแผ่ธรรมทาน)
         (#และภาพประกอบในการบรรยายธรรม)
ข้อความโดย: ดร.หมูแดง​
« เมื่อ: 19:05 น. วันที่ 10 ก.ย.62 »

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ตรัสถึงพระพุทธศาสนา
ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพุทธศาสนา
ถือเป็นหนึ่งเดียวตลอดรัชสมัยของพระองค์!
       
        เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2489 สองเดือนเศษหลัง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะต่อหน้าสังฆมณฑล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน

22 ตุลาคม 2494 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี ด้วยการเสด็จทรงออกผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระองค์ทรงรับการบรรพชาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้รับสมณนามจากพระอุปัชฌาย์จารว่า “ภูมิพโลภิกขุ” จากนั้นเสด็จประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศ โดยพระองค์ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัย ตามแบบอย่างพระภิกษุโดยเคร่งครัด
       
   
        ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์ และตามพระราชประเพณี เช่น ทรงพระราชกุศลทรงบาตรในพระราชนิเวศน์ เสด็จถวายผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ และที่เป็นพระราชพิธีตามบูรพขัตติยประเพณี เช่น ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น
       
        นอกจากนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังเสด็จฯไปในงานพิธีทางศาสนา ที่ประชาชนและทางราชการจัดขึ้นในที่ต่างๆมิได้ขาด อีกทั้งยังทรงสร้างพระพุทธรูปขึ้น ในโอกาสสำคัญเป็นจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. พระหลวงพ่อจิตรลดา พระพุทธรูปนวราชบพิตร พระพุทธรูปปฏิมาชัยวัฒน์ ประจำรัชกาล เหรียญพระชัยหลังช้าง ฯลฯ พระพุทธรูปเหล่านี้ได้พระราชทานไปตามหน่วยงานต่างๆของรัฐ วัดวาอาราม ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆทั่วประเทศอีกด้วย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงเป็นเลิศ ในการนำธรรมะมาผสมผสานใช้อย่างกลมกลืน กับพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าในวโรกาสต่างๆ เช่น พระบรมราโชวาทในเรื่องคุณธรรมว่า
       
        “การจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้เป็นอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ ที่จะทำให้ยวดยานขับเคลื่อนไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรม..เป็นเหมือนพวงมาลัยและหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี คือ ปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์ ดังนั้น การที่ประกอบการงานเพื่อตนเพื่อส่วนรวมต่อไป ขอให้ทุกคนสำนึกไว้เป็นนิตย์ โดยตระหนักว่า งานสังคมและบ้านเมืองนั้น ถ้าขาดผู้มีความรู้เป็นผู้บริหารดำเนินการ ย่อมเจริญก้าวหน้าไปได้ยาก แต่ถ้างานใดสังคมใดและบ้านเมืองใดก็ตาม ขาดบุคคลผู้มีคุณธรรมความสุจริตแล้ว จะดำรงอยู่มิได้เลย..”
       
        (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2520)
       
        เรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระสงฆ์นั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสมากมาย เช่น
       
        “...การทำนุบำรุงและส่งเสริมพระศาสนานั้น ไม่มีทางใดจะดีจะสำคัญ ยิ่งไปกว่าการธำรงรักษาความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระธรรมวินัย ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ การส่งเสริมศีลธรรมจรรยาของประชาชน ควรคำนึงถึงพื้นฐาน ความรู้ จิตใจ และอัธยาศัยของบุคคลแต่ละหมู่เหล่าเป็นพิเศษ ต้องฉลาดเลือกข้อธรรมะที่เหมาะสมแก่พื้นฐานดังกล่าว และที่จะช่วยให้เขาได้รับประโยชน์จริงๆ นำมาอธิบายแนะนำให้ปฏิบัติ เพื่อผลที่ได้รับนั้นจะทำให้เขาบังเกิดศรัทธาและพอใจในความดี และน้อมนำมาปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นหนักขึ้นด้วยตนเอง ส่วนการรับใช้พระสงฆ์นั้น ขอให้ถือหลักว่า การรับใช้ช่วยเหลือสมณสารูปได้ เป็นจุดหมายสำคัญที่แท้จริง สำหรับพุทธมามกชนจะพึงกระทำถวายพระภิกษุสงฆ์..”
       
        (พระบรมราโชวาทพระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2526)
       
        ยังมี พระบรมราโชวาทอันล้ำค่าของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกมากมาย
พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย ควรน้อมนำมาปฏิบัติ ช่วยกันขจัด “พุทธปลอม-พระปลอม-มารศาสนาสารพัดรูปแบบ” ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อพุทธศาสนา มิให้ลอยนวลต่อไป..
#อนุโมทนาบุญกุศลกับทุกๆท่าน
#ที่มีส่วนเผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้
#ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
เผยแผ่เพื่อเป็นธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา
ข้อความโดย: กบแดงมืด
« เมื่อ: 12:49 น. วันที่ 10 ก.ย.62 »


. ส.หลก

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]