gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 74 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: 101 Red army
« เมื่อ: 15:48 น. วันที่ 06 ก.พ.63 »

"เจ้าคุณประสาร" รุกหนัก!!!
แตะมือ "เพื่อไทย - ศิษย์ธรรมกาย"
ดันพ.ร.บ.อุปถัมป์-ลดอำนาจสำนักพุทธฯ
...….....….......…........................

เจ้าคุณประสารเดินหน้าสุดตัวดันร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาฉบับใหม่ ร่วมจับมือ “พรรคเพื่อไทย-ศิษย์ธรรมกาย” เตรียมตั้งกองทุนอุปถัมภ์ และส่งเสริมพระพุทธศาสนา คาดขอเงินรัฐบาลพันล้าน ซึ่งถือเป็นการลดบทบาทของสำนักพุทธฯ เลยก็ว่าได้
.
ภายหลังการตั้งอนุกรรมาธิการศาสนาขึ้นมาช่วยงานกรรมาธิการศาสนา (ชุดใหญ่) ได้ไม่นานนัก อนุกรรมาธิการชุดนี้ก็คลอดผลงานออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาออกมา
.
โดยหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่เปิดแถลงข่าวถึงความสำเร็จนั่นก็คือพระเมธีธรรมาจารย์ ที่รู้จักกันดีในนามเจ้าคุณประสาร ในฐานะที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ โดยมีนายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย และคณะ ที่ได้เสนอกฎหมาย หรือร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาต่อรัฐสภา เมื่อ 18 ธันวาคม 2562 และมีนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน และคณะให้การสนับสนุน
.
โดยทางเจ้าคุณประสารกล่าวว่า ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในปีใหม่ 2563 พ.ร.บ.นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการพระศาสนา เพราะจะเป็นเรื่องของการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป พระพุทธศาสนาจะมั่นคงยืนยาวได้ด้วยเหตุหลักคือ
.
1.คณะสงฆ์และพุทธบริษัทเข้มแข็ง

2.รัฐให้การอุปถัมภ์ ปกป้อง และคุ้มครอง
.
ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจะเห็นได้ชัดว่าเมื่อพระพุทธศาสนาไปเจริญในประเทศใดๆ ก็มักจะมองเห็นสาเหตุทั้ง 2 ประการนี้เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้
.
อาตมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะช่วยกันพิจารณาด้วยจิตอันเป็นกุศล และตามกรอบระยะเวลาที่ควรจะเป็น หวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะเห็นด้วย และให้การสนับสนุนในทุกพรรคการเมือง
.
แน่นอนว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ย่อมไม่สมบูรณ์ทั้งหมดแต่อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการในวาระแรก และไปช่วยกันแก้ไขแต่งเติมให้สมบูรณ์ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ และในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาต่อไป
.
แต่การเสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ถูกตั้งข้อสังเกตจากบุคคลภายนอกไม่น้อย ถึงส.ส.ที่เข้ามาร่วมกันเสนอร่างฯ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคเพื่อไทย รวมถึงบทบาทของพระสงฆ์ที่เข้ามาทำงานให้กับภาคการเมือง
.
เจ้าคุณประสารได้ออกโรงชี้แจงแทนว่า
ส.ส.ดร.นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านเคยบวชเรียนเป็นพระมหา และเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็นธรรมดาที่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดเมื่อจะเสนอพระราชบัญญัติใดๆในสภาฯ จะต้องแสวงหาพรรคพวกในพรรคตัวเองเป็นหลัก
.
เมื่อพบกันในที่ประชุมพรรคบ้าง นั่งในห้องเดียวกันบ้างก็ขอแรงช่วยเซ็นเสนอพ.ร.บ.ให้หน่อยเพื่อให้ครบตามจำนวนชื่อที่รัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นถึงพระสงฆ์ต้องเข้ามาร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้
.
รายละเอียดของพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่ารูปร่างหน้าตาควรจะออกมาอย่างไรนั้น อันนี้ล่ะควรจะเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ และชาวพุทธที่จะต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ไม่เพิกเฉย พระสงฆ์จึงสมควรยิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในส่วนของขั้นตอนนี้
.
แม้การเลือกตั้งในรอบนี้พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ท่านเจ้าคุณประสารยังสามารถเข้ามาร่วมทำงานกับสายงานของพรรคเพื่อไทยได้ในส่วนของกรรมาธิการศาสนา ที่มีนางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล เป็นรองประธานคนที่ 1 และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง
.
เนื่องจากส.ส.ชัยภูมิจากพรรคเพื่อไทยรายนี้เป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย และยังมีนามสกุลเดียวกับพระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก รองผอ.สำนักพัฒนาทรัพยากร วัดพระธรรมกาย และยังมีทนายความพระธัมมชโยอย่างนายสัมพันธ์ เสริมชีพ เป็นอนุกรรมาธิการ ท่านเจ้าคุณประสารเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ แถมด้วยนางสาวลีลาวดี วัชโรบล ศิษย์วัดพระธรรมกายตัวยง เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการศาสนา
.
อีกทั้งภายในการทำงานคณะอนุกรรมาธิการศาสนายังพบพระสงฆ์หลายรูปเข้ามาร่วมทำงานด้วย หนึ่งในนั้นคือพระครูปลัดกวีวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ซึ่งเป็นทีมงานของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
.
นี่เป็นเพียงเฉพาะบางมาตราที่มีการเปิดเผยออกมาเท่านั้น อย่างในร่างฉบับก่อนๆ ได้มีบทลงโทษสำหรับบุคคล หรือพระที่สร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนา ทั้งโทษปรับ และจำคุก
.
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เสนอให้มีกองทุนอุปถัมภ์ และส่งเสริมพระพุทธศาสนา  ตรงนี้เท่ากับเป็นการลดบทบาทของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติลง เพราะเดิมงบประมาณบูรณะต่างๆ จะต้องขอจากสำนักพุทธฯ อีกเรื่องอย่างคณะกรรมการอุปถัมภ์ และส่งเสริมพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดซึ่งสำนักพุทธฯ ก็มีทุกจังหวัดเช่นกัน 
.
แต่ที่น่าจับตามองนั่นคือก่อนหน้านี้สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยของดร.บรรจบ บรรณรุจิ ก็เคยมีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัด ก่อนที่จะแปรสภาพสมาพันธ์ฯ เป็นพรรคแผ่นดินธรรม และยกให้นายกรณ์ มีดี ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค
.
โดยเจ้าคุณประสารยังเป็นเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขณะที่พระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่อีกด้วย
.
จะเห็นได้ว่าทีมงานชุดนี้เกาะเกี่ยวกันมาตลอดตั้งแต่ในอดีตในช่วงรัฐบาลคสช.อาจถูกสกัดจนต้องลดบทบาทตัวเองลงไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีช่องทางให้กลับเข้ามาได้ตามกรอบกติกา และพวกเขาได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในการผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
.
ส่วนจะสมหวังหรือไม่ยังคงมีอีกหลายด่านที่ต้องฝ่าฟัน ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและยังต้องผ่านความเห็นชอบจากทางมหาเถรสมาคม ซึ่งร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยผ่านด่านเหล่านี้มาได้เลย
-------------------------------------
แหล่งข้อมูล

https://mgronline.com/specialscoop/detail/9630000010399
-------------------------------------
กด Like และ ติดตามเพจ เพื่อรู้เท่าทันโลก
กับ Thailand Vision
ข้อความโดย: Red ghosts army
« เมื่อ: 17:21 น. วันที่ 05 ก.พ.63 »

__/|\__ วันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ “วันมาฆบูชา” หรือ “วันจาตุรงคสันนิบาต”...ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓...ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกท่าน “ปฏิบัติบูชา” เพื่อน้อมถวายเป็นพระพุทธบูชา พระธรรมบูชา พระสังฆบูชา เนื่องในเทศกาล “วันมาฆบูชา” วันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา และร่วมกิจกรรมสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชา ๒๕๖๓ ระหว่างวันที่ ๕-๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม, วัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักร และวัดไทยในต่างประเทศ (สำนักพุทธฯ จัดเตรียมหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ร่วมงาน)

⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱

“วันมาฆบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะมีเหตุการณ์พิเศษที่มาบรรจบกัน ๔ ประการ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “จาตุรงคสันนิบาต” เหตุการณ์อัศจรรย์ในวันมาฆบูชา ๔ ประการ ได้แก่

(๑) คืนนั้นเป็นวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือเดือน ๔ ในปีที่มีอธิกมาส [คือมีเดือน ๘ สองหน]

(๒) พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมพร้อมกันที่วัดพระเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเข้าพรรษาที่ ๒ หลักจากตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน (วัดพระเวฬุวัน เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ สร้างถวายให้เป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์)

(๓) พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้ทรงอภิญญา ๖ คือ หูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ แสดงฤทธิ์ได้ ล่วงรู้วาระจิตของผู้อื่น และทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป

(๔) พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็น “เอหิภิกขุ” ผู้ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงเห็นปรากฏการณ์พิเศษนี้ จึงทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่ที่ประชุมสงฆ์ เนื้อหาของโอวาทปาติโมกข์ คนส่วนมากมักจดจำกันเพียง ๓ ข้อ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง, การทำความดีให้ถึงพร้อม, การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะโบราณไทยท่านบัญญัติให้เป็น “หัวใจ” หรือแก่นของพระพุทธศาสนา แต่ความจริงแล้ว โอวาทปาติโมกข์มีถึง ๑๓ หัวข้อ คือ

๑. ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นเครื่องเผากิเลสที่ยอดเยี่ยมที่สุด
๒. พระนิพพาน ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นยอด (เป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต)
๓. ผู้ที่ฆ่าหรือทำร้ายคนอื่นอยู่ มิใช่บรรพชิต
๔. ผู้เบียดเบียนคนอื่นอยู่ มิใช่สมณะ
๕. ไม่ทำบาปทั้งปวง
๖. ทำความดีให้ถึงพร้อม
๗. ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส
๘. ไม่ว่าร้ายคนอื่น
๙. ไม่เบียดเบียนคนอื่น
๑๐. เคร่งครัดในระเบียบข้อบังคับ
๑๑. อยู่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด
๑๒. รู้จักประมาณในอาหารการกิน
๑๓. ฝึกจิตให้มีสมาธิขั้นสูง

พระโอวาทนี้จะเรียกว่า เป็นการปัจฉิมนิเทศแก่คณะธรรมทูตชุดแรกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจำนวน ๖๐ รูป (พระปัญจวัคคีย์ ๕ รูป + พระยสะและสหายพระยสะ ๕๕ รูป) ที่ส่งไปเผยแผ่ครั้งแรก และเป็นปฐมนิเทศแก่คณะธรรมทูตชุดที่สองที่จะส่งต่อไปก็ได้ เนื้อหาสามารถสรุปลงได้ ๔ ประเด็น ดังต่อไปนี้

๑. เน้นถึง อุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (ข้อ ๒)

๒. พูดถึง หลักการทั่วไปของพระพุทธศาสนา คือ ไม่ทำบาปทั้งปวง, ทำความดีให้ถึงพร้อม, ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส (ข้อ ๕, ๖, ๗)

๓. พูดถึง วิธีการเผยแผ่ คือ ให้ใช้ขันติ รู้จักประสานประโยชน์ ไม่ว่าร้ายเขา ไม่เบียดเบียนเขา (ข้อ ๑, ๓, ๔, ๘, ๙, ๑๐)

๔. พูดถึง คุณสมบัติของผู้เผยแผ่ จะต้องเป็นคนเคร่งครัดในพระวินัย คือ มีศีล, มีความประพฤติดีงาม, อยู่เรียบง่าย, ชอบที่สงบสงัด, ไม่เห็นแก่กิน และฝึกจิตจนได้สมาธิขั้นสูง (ข้อ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๓)

อย่างไรก็ตาม ถึงโอวาทปาติโมกข์จะมีมากถึง ๑๓ ข้อ แต่หลักการทั่วไปมีเพียง ๓ ข้อ (คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง, การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส) ก็ครอบคลุมเนื้อหาและเป็น “หัวใจ” หรือแก่นของพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะพระอรรถกถาจารย์ (อาจารย์ผู้อธิบายพระไตรปิฎก) กล่าวว่า การไม่ทำบาปทั้งปวงนั้น หมายเอา ศีล, การทำความดีให้ถึงพร้อมนั้น หมายเอา สมาธิ, การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั้น หมายเอา ปัญญา...ศีล สมาธิ และปัญญา ก็คือ ไตรสิกขา (หลักแห่งการฝึกฝนอบรม ๓ ประการ) อันเป็นสรุปความแห่งอริยมรรค มีองค์แปด นั้นเอง

*

และที่เราชาวพุทธควรจดจำไว้ก็คือ ในตอนกลางวันของ “วันมาฆบูชา” นั้น เป็นวันบรรลุธรรมขั้นสูงสุดของพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านผู้นั้นก็คือ “พระอุปติสสะ” ซึ่งต่อมาเพื่อนพระภิกษุด้วยกันเรียกขานในนามว่า “พระสารีบุตร” หลังจากที่ได้ฟังพระธรรมเทศนา “เวทนาปริคคหสูตร” พระสูตรว่าด้วยการกำหนดเวทนา ขณะนั่งเบื้องหลังถวายงานพัดพระพุทธองค์อยู่ สถานที่ซึ่งพระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสาสวะโดยสิ้นเชิง หลังจากท่านอุปสมบทได้ ๑๕ วัน คือ ถ้ำสุกรขาตา (ถ้ำพระสารีบุตร) ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ เชิงเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

ผู้ที่มาเติมเต็มความสมบูรณ์ของกองทัพธรรม ก็คือ “พระสารีบุตร” ซึ่งเมื่อท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ถือได้ว่า “พระธรรมเสนาบดี” ได้บังเกิดขึ้น ดุจขุนพลแก้วบังเกิดแล้วแก่พระเจ้าจักรพรรดิ โดยท่านจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการรับสนองนโยบายภารกิจนี้โดยตรง พระพุทธองค์จึงทรงทำการประชุมมหาสาวกสันนิบาต (การประชุมใหญ่ของพระสงฆ์สาวก) ทันทีในวันเดียวกันนั้นเอง โดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะทรงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่กองทัพธรรมจะต้องเร่งรุดขยายให้ได้กว้างไกลที่สุด ฉะนั้น จำต้องมีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน จึงได้ทรงประทาน “โอวาทปาติโมกข์” (คำสอนที่เป็นหัวใจหรือแก่นของพระพุทธศาสนา) เพื่อไว้ใช้เป็นแม่บทในการประกาศพระศาสนา

*

นอกจากนี้แล้ว ในวันดังกล่าวนี้ยังเป็นวันคล้ายวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้า “ทรงปลงอายุสังขาร” เป็นครั้งสุดท้าย กล่าวคือ ในพรรษาที่ ๔๕ พรรษาสุดท้ายแห่งการดำเนินพุทธกิจ พระชนมายุ ๘๐ พรรษา ทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่บ้านเวฬุวคาม แขวงเมืองไพศาลี (เมืองไวสาลี ในปัจจุบัน) แคว้นวัชชี ในระหว่างพรรษานี้พระพุทธองค์ทรงประชวรอย่างหนัก มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ครั้นถึงวันมาฆบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญเดือน ๓ ปีจอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงอายุสังขาร โดยตั้งพระทัยว่า “นับแต่นี้ต่อไปอีกสามเดือน วันเพ็ญในกลางเดือนหก (วิสาขะ) ปีจอ ตถาคตจักดับขันธปรินิพพานที่เมืองกุสินารา” การปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง การปลงอายุสังขารนี้มีขึ้น ณ ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ บ้านเวฬุวคาม แขวงเมืองไพศาลี (เมืองไวสาลี ในปัจจุบัน) เวลากลางวัน

⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱

ข้อความโดย: Immi egg dark
« เมื่อ: 06:08 น. วันที่ 03 ก.พ.63 »

หลักการที่เป็นมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยคำสอนว่า..ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่?

     "หลักการสำหรับใช้วินิจฉัยคำสอน และการประพฤติปฏิบัติทั่วไป ว่าถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งเรียกว่า "หลักตัดสินธรรมวินัย"
    หลักตัดสินพระธรรมวินัยนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ "พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี" ครั้งหนึ่ง และแก่ "พระอุบาลีเถระ" ครั้งหนึ่ง
     ที่ทรงตรัสแก่พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี มี ๘ ข้อ ใจความว่า

    "ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
๑.สราคะ ( ความติดใคร่ย้อมใจ )
๒.สังโยค ( ความผูกรัดมัดตัวอยู่ในวังวนแห่งทุกข์ )
๓.อาจยะ ( ความพอกพูนกิเลส )
๔.มหิจฉตา ( ความมักมากอยากใหญ่ )
๕.อสันตุฏฐี ( ความไม่รู้จักพอ )
๖.สังคณิกา ( ความมั่วสุมคลุกคลี )
๗.โกสัชชะ ( ความเกียจคร้าน )
๘.ทุพภรตา ( ความเป็นคนเลี้ยงยาก )
     ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์(คำสอนของพระศาสดา)

     ส่วนธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ
๑.วิราคะ ( ความคลายออกเป็นอิสระ )
๒.วิสังโยค ( ความเปลื้องตนจากวังวนแห่งทุกข์ )
๓.อปจยะ ( ความไม่พอกพูนกิเลส )
๔.อัปปิจฉตา ( ความมักน้อย ไม่มากอยากใหญ่ )
๕.สันตุฏฐี ( ความสันโดษ )
๖.ปวิเวก ( ความสงัด )
๗.วิริยารัมภะ ( ความเร่งระดมความเพียร )
๘.สุรภตา ( ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย )
     ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์"
    ( ที่มา : วินย. ๗/๕๒๓/๓๓๑ )

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากหนังสือ "กรณีธรรมกาย" หน้า ๓๘-๓๙
ข้อความโดย: Red Kob
« เมื่อ: 06:06 น. วันที่ 03 ก.พ.63 »

บ้าบุญ เมาบุญ นั่นแหละ เป็นมูลเหตุแห่งโรคจิตชนิดหนึ่ง เป็นโรคประสาทชนิดหนึ่ง หรือกลายเป็นโรคจิตไปเลยก็ได้ มีโรคจิตชนิดหนึ่งซึ่งหมอเขาจัดไว้ว่ามีมูลเหตุมาจากพระศาสนา จะหมายถึงพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าความวุ่นวายใจ ความไม่พักผ่อนแห่งจิตใจ มันได้เกิดขึ้นเพราะความหลงใหลในศาสนาเป็นต้นเหตุ
.
แล้วโรคจิตชนิดนั้นก็จัดไว้ว่าเป็นโรคจิตที่มีมูลมาจากพระศาสนา รักษายาก ยิ่งกว่าโรคจิตธรรมดา อาตมาเคยสนทนากับหมอโรคจิต บางคนเขาเอาตำราให้ดูว่า โรคจิตที่เนื่องมาแต่ศาสนานี่รักษายากที่สุดเลย เพราะมันลึกซึ้งเหนียวแน่น ยิ่งกว่าโรคจิตธรรมดา ซึ่งกระทบอารมณ์เพียงบางอย่างบางคราวนี้ อาจจะหายไปได้ แต่ถ้าเป็นโรคจิตมามีมูลมาจากเรื่องทางศาสนา ฝังแน่นลึกอยู่ในสันดาน แล้วรักษายาก นี่แหละจึงเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ แล้วสิ่งที่ต้องศึกษา ต้องใคร่ครวญดูให้ดี ๆ ทีนี้ ก็จะสรุปความว่า จะเอือมบุญกันเมื่อไร มันก็แล้วแต่บารมีที่สร้างสมมาดีหรือไม่ ถ้าสร้างสมบารมีมาดี มันก็จะเอือมบุญกันได้เร็วกว่า
.
พูดอย่างนี้อย่าเข้าใจผิด ว่าอาตมาสอนให้เลิกทำบุญ ไม่ได้สอนให้เลิกทำบุญ เพราะบุญที่เป็นชื่อของความสุขที่ควรปรารถนาก็มี แล้วบุญเป็นชื่อของเครื่องชำระบาป ล้างบาปให้หมดไปก็มี คนทำบุญอย่างนี้ไปได้ แต่ขอให้มันถูกต้องอย่างนี้ อย่าให้กลายเป็นบุญที่เป็นที่ตั้งแห่งความบ้าบุญ เมาบุญ จนกระทั่งเป็นโรคจิตไปเสีย
.
ทำไมจึงต้องหยิบปัญหานี้ ขึ้นมาพิจารณาเพราะว่าเรื่องบุญนี้ มันมีด้วยกันทุกชาติ ทุกศาสนา ในบรรดาหมู่มนุษย์ในโลกนี้ ก็มีคำพูดใช้ตรงกันหมด คือสิ่งที่เรียกว่าดี หรือว่าบุญ แล้วก็ส่วนใหญ่มันก็เนื่องกันอยู่กับศาสนา หรือเป็นคำสอนในทางศาสนา สอนให้รู้เรื่องบุญ ให้ทำบุญ ให้มีบุญ เขาสอนผิด ๆ เขาก็อาจจะเลยไปถึงว่าให้บ้าบุญ
.
ถ้าเอากันแต่เพียงว่าเป็นเครื่องล้างบาปอย่างนี้ ก็จะไม่เป็นไร เช่นทำบุญให้ทาน เพื่อจะล้างความขี้เหนียวความตระหนี่ ล้างความเห็นแก่ตัว ล้างโทสะ ล้างจิตที่มันเลวร้ายก็ดีแหละ มันเป็นส่วนดี เป็นความดีโดยส่วนเดียว บุญที่เป็นเครื่องชำระกิเลส แต่แล้วส่วนมากในโลกนี้ เกือบจะทุกศาสนา ไม่ค่อยจะได้มีบุญกันในลักษณะล้างบาป แต่มีบุญกันในลักษณะที่เป็นอุปธิ คือของหนักที่ยินดีที่จะแบก จะหาม จะทูน จะหอบ จะหิ้ว ไปกับตัวทีเดียว เป็นเสียอย่างนี้โดยมาก แล้วก็เป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคจิตเพราะบุญนั้นเองก็ไม่รู้สึก มันก็ไม่รู้สึก
.
พุทธทาสภิกขุ

#๑๑๑ปีพุทธทาส #พุทธธรรมกับสังคม

ที่มา : ปกิณณกธรรมบรรยาย ครั้งที่ 3 เรื่อง บุญแท้เมื่อหมดความรู้สึกอยากมีบุญ
ปี พ.ศ. 2525 ‪#‎จดหมายเหตุพุทธทาส‬
ข้อความโดย: เปลื้องผ้า ตาไข่แดง
« เมื่อ: 20:17 น. วันที่ 02 ก.พ.63 »

สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อโรคปอดอักเสบ หรือ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศไทย รายงานล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 31 ม.ค.63 เวลา 08.00 น. พบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว 14 ราย โดยรักษาหายดีเดินทางกลับแล้ว 7 ราย และอีก 7 รายยังนอนโรงพยาบาล
.
ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง 280 ราย เป็นการคัดกรองจากสนามบิน 27 ราย และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 243 ราย ในจำนวนนี้ อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 68 ราย และรับไว้ในโรงพยาบาล 212 ราย
.
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเว็บไซต์ http://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/intro.php 
และ Line@ : รู้ทันโรค
ข้อความโดย: อิ่มมืด ไข่แดง
« เมื่อ: 16:06 น. วันที่ 28 ม.ค.63 »

*อย่าหลงเหยื่อ เชื่อยาก จะยากจิต
อย่าหลงติด รสเหยื่อ เชื่อยาก
อย่าหลง นอนกลางดิน สิ้นเวลา
อย่าหลงว่า อายุเจ้า จะยาวนาน

*วันนี้รุ่ง พรุ่งนี้ร่วง ดวงไม่แน่
เหลือแต่ ต้นทุน บุญกุศล
ทิ้งสมบัติ ทั้งหลาย ให้ปวงชน
แม้แต่ร่างของตน เขายังเอา ไปเผาไฟ

*อันชีวิต คนเรา ก็เท่านี้
ตายเป็นผี ลงโลง ไม่ต้องสงสัย
ถึงใหญ่โต คับฟ้า สักเพียงใด
ก็ไม่มีใครใหญ่ ไปกว่าโลง เมื่อลงนอน

อย่าหลงโลกหลงธรรมหลงกำเนิด
อย่าหลงเกิด  หลงก่อ  ต่อสงสาร
อย่าหลงภพ   หลงครู  หลงหมู่มาร
อย่าหลงชาน  ลืมเย้า  ไม่เข้าไป
อันความทุกข์ทางโลกนั้นโศกมาก
ยิ่งพลัดพราก  ยิ่งทุกข์  สุขที่ไหน
เกิดกี่ครั้ง  ยังมิได้    อะไรไป
เกิดทำไม  ให้ทุกข ์ ไม่สุขจริง... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red City
« เมื่อ: 16:08 น. วันที่ 15 ม.ค.63 »

#พระพุทธเจ้าปราบลูกสาวพญามาร.!!
                     
                        (#มารธีตุสูตรที่_๕_)

ว่าด้วย มารธิดาทั้ง ๓ นางตัณหา นางอรดี นางราคา

      [๕๐๕] ครั้งนั้นแล มารธิดาทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคาจึงพากันเข้าไปหาพระยามารถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจึงถามพระยามารด้วยคาถาว่า
      ข้าแต่คุณพ่อ คุณพ่อมีความเสียใจด้วยเหตุอะไร หรือเศร้าโศกถึงผู้ชายคนไหน หม่อมฉันจักผูกผู้ชายคนนั้นด้วยบ่วง คือราคะ นำมาถวาย เหมือนบุคคลผูกช้างมาจากป่า ฉะนั้นชายนั้นจักตกอยู่ในอำนาจของคุณพ่อ ฯ

      [๕๐๖] พระยามารกล่าวว่า
      ชายนั้นเป็นพระอรหันต์ผู้ดำเนินไปดีแล้วในโลก ไม่เป็นผู้อันใครๆ พึงนำมาด้วยราคะได้ง่ายๆ ก้าวล่วงบ่วงมารไปแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก ฯ

       [๕๐๗] ครั้งนั้นแล มารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า
       ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจักขอบำเรอพระบาทของพระองค์ ฯ
       ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงใส่พระทัยถึงคำของนางมารธิดาเหล่านั้น เพราะพระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม ฯ......ฯลฯ.........

       [๕๑๔] ลำดับนั้น มารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันหลีกไป ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงพูดกันว่า เรื่องนี้จริงดังบิดาของเราได้พูดไว้ว่า
       ชายนั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ดำเนินไปดีแล้วในโลก ไม่เป็นผู้อันใครๆ พึงนำมาด้วยราคะได้ง่ายๆ ก้าวล่วงบ่วงมารไปได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก ฯ

       ก็ถ้าพวกเราพึงเล้าโลมสมณะหรือพราหมณ์คนใดที่ยังไม่หมดราคะ ด้วยความพยายามอย่างนี้ หทัยของสมณะหรือพราหมณ์คนนั้นพึงแตก หรือโลหิตอุ่นพึงพลุ่งออกจากปาก หรือพึงถึงกับเป็นบ้า หรือถึงความมีจิตฟุ้งซ่าน (จิตลอย)เหมือนอย่างไม้อ้อสดอันลมพัดขาดแล้ว ย่อมหงอยเหงาเหี่ยวแห้งไป แม้ฉันใดสมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงซูบซีดเหี่ยวแห้งไป ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

       ครั้นแล้ว นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ......ฯลฯ.........

      [๕๑๗] ลำดับนั้น นางอรดีมารธิดาได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
      ภิกษุในพระศาสนานี้ มีปรกติอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างไหนมาก จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ แล้ว
      เวลานี้ได้ข้ามโอฆะที่ ๖ แล้ว กามสัญญาทั้งหลายย่อมห้อมล้อมไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้เพ่งฌานอย่างไหนมาก ฯ

      [๕๑๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
      บุคคลมีกายอันสงบแล้ว มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้ไม่มีอะไรๆ เป็นเครื่องปรุงแต่ง
      มีสติ ไม่มีความอาลัย ได้รู้ทั่วซึ่งธรรม มีปรกติเพ่งอยู่ด้วยฌานที่ ๔ อันหาวิตกมิได้
      ย่อมไม่กำเริบ ไม่ซ่านไป ไม่เป็นผู้ย่อท้อ ฯ

      ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีปรกติอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้มาก จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ ได้แล้ว
      บัดนี้ได้ข้ามโอฆะที่ ๖ แล้ว กามสัญญาทั้งหลายย่อมห้อมล้อมไม่ได้ ซึ่งภิกษุผู้เพ่งฌานอย่างนี้มาก ฯ
      ......ฯลฯ.........
_____________________________________________

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ บรรทัดที่ ๔๐๑๐ - ๔๑๓๖. หน้าที่ ๑๗๔ - ๑๗๙.

                              #ขับธิดามาร

           สัปดาห์ที่ ๕ เสด็จไปทางทิศบูรพาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งสมาธิ
ณ ใต้ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร) เป็นเวลาอีก ๗ วัน

           ในลำดับนั้นธิดาของพญาวสวัตดีมารทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางราคา และ
นางอรดี อาสาที่จะทำให้พระพุทธองค์ตกอยู่ในอำนาจให้จงได้  จึงได้ทำการ
ประเล้าประโลมด้วยวิธีการต่างๆ   แต่ไม่สามารถจะทำให้น้ำพระทัยของพระองค์
หวั่นไหวสั่นคลอนได้ ธิดาพญามารทั้ง ๓ จึงปรารภว่า

           “พญามารผู้เป็นบิดา กล่าวเตือนไว้ถูกต้องแล้ว
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีบุคคลผู้ใดในโลกจะชักนำไปสู่อำนาจแห่งตนได้โดยแท้  เพราะเป็นผู้ปราศจากกิเลสตัณหาโดยสิ้นแล้ว”แล้วพากันกลับไปสำนักแห่งพญามาร

 
  #ขออนุญาตินำบทภาพยนตร์มาประกอบนะครับ

"นางตัณหา
           น้องราคา น้องอรดี นั่นไงล่ะสมณโคดมผู้บรรลุธรรม

"นางราคา
           ใช่แน่แล้ว พี่ตัณหา ต้องใช่พระสมณโคดมแน่แล้ว... บิดาของพวกเรา
ผู้เป็นถึงพญามารแม้จะ ยกกองทัพมาทำลายด้วยตนเองยังพ่ายแพ้กลับไป...
พวกเราต้องหาทางแก้แค้นให้จงได้

"นางอรดี
           พี่ตัณหา พี่ราคา ในโลกมนุษย์นี้น้องยังไม่เคยเห็นชายใดที่จะมีจิตใจหนักแน่น
เอาชนะพวกเรา ๓ คนพี่น้อง ผู้เป็นตัวแทนแห่งความลุ่มหลงในกามฉันทะ
ไปได้ซักคนเลย

"นางตัณหา
           น้องอรดีพูดถูกแล้ว พวกเราจะใช้ความเป็นหญิงผูกมัดพระสมณโคดม
ให้ติดตรึงลุ่มหลงอยู่ในกามฉันทะตราบนานเท่านาน ฮ่า...ฮ่า ...ฮ่า …

"นางอรดี
           เจ้าชาย...เจ้าชาย… โอ๊ย ….

"พระพุทธเจ้า
           ธิดามาร … พวกเจ้ากลับไปเสียเถิด สิ่งที่พวกเจ้าพยายามอยู่นั้น
ไม่อาจทำให้เราลุ่มหลงได้...เราได้ทำลายความอยากและความพึงพอใจใดๆ
จนหมดสิ้นแล้ว

 
"นางตัณหา
           หม่อมฉันตัณหากับน้องราคา และน้องอรดี ไม่ได้แกล้งใช้เล่ห์มารยา
แต่พวกหม่อมฉัน พึงพอใจในพระองค์จริงๆ นะเพคะ

"นางราคา
            จริงๆ นะเพคะ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีชายใดที่ทำให้พวกหม่อมฉัน
พอใจและหลงใหลเหมือนอย่างพระองค์มาก่อนเลย

"นางอรดี
           นั่นสิเพคะ...พวกหม่อมฉัน ๓ พี่น้องยินดีมอบกายมอบใจแด่พระองค์
โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ  ขอแต่พระองค์พึงพอพระทัย...แม้จะเป็นเวลาอันสั้น
ก็ตามที    พวกหม่อมฉันก็ยินดีอย่าง หาที่สุดมิได้เพคะ

 
"พระพุทธเจ้า
           เราได้บอกพวกเจ้าแล้วว่า เราได้ทำลายความอยากและความพึงพอใจใดๆ
จนหมดสิ้นแล้ว ยังจะมีสิ่งใดที่พวกเจ้าจะแสวงหาได้ในที่นี้.... จงไปเสียเถิด
 

(เสียงธิดามารทั้ง ๓ ร้องอุทานตกใจ และกรีดร้อง)

 

"นางราคา
           โอ … ใบหน้าเรา ทำไมถึงเป็นอย่างนี้

"นางอรดี
           โอ …ช่วยด้วย โอ...น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน..โอ้ย...

"นางตัณหา
           ต่อไปนี้จะไม่มีผู้ใดทำให้พระสมณโคดม  ผู้ตรัสรู้ บรรลุธรรม
ตกอยู่ในอำนาจได้อีกแล้ว... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red John Junkrai
« เมื่อ: 05:32 น. วันที่ 15 ม.ค.63 »

สัมภาษณ์ โจร จัญไร
ผมทำเกษตรมา20กว่าปี 20กว่าปีที่ไม่เคยใช้เคมีเลย ไม่เผาอะไรเลย...นี่คืออิธิพลจากการห่มดิน...พัฒนาดินที่กันดารที่สุด...หินลูกรังไม่มีต้นไม้เลย ไม่มีร่มเงาเลย...จอบก็ขุดไม่ได้...ผมสามารถพัฒนาให้ปลูกอะไรได้อย่างทุกวันนี้...ใช้การห่มดินเป็นหลัก...อันนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในองค์ความรู้ของพระเจ้าอยู่หัว... พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ในวังแต่สามารถเอาวังเป็นที่ทดลองเรียนรู้จนสามารถสร้างทฤษฎีทางการเกษตร...การห่มดินมันมหัศจรรย์มากแล้วทำไมเราไม่ทำ...การให้คนเราพึ่งตนเองได้มันเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวง...ของระบบทุนครับ...บริโภคน้อยใช้น้อย ฉะนั้นมันทำให้GDPไม่พุ่งขึ้น ฉะนั้นทำไงก็ได้ให้คนรู้สึกแย่ คุณดูไม่ดีนะคุณจะดูดีคุณต้องใส่เสื้อผ้ายี่ห้อนี้ คุณจะมีความมั่นใจเมื่อคุณใช้ยี่ห้อนี้ ใช่ไหม มันจะบอกอย่างนี้ตลอด คุณจะดูดีบุคลิกดีคุณต้องจ่ายเงิน นี่คือระบบที่พยายามหล่อหลอมให้เรามีความเชื่อความเข้าใจผิดไปเรื่อยๆๆ... จนวันนี้คนทั้งโลกก็วิ่งตามกระแสของทุน ทำให้คนทุกข์ เป็นหนี้ เครียด กลุ้ม ฆ่าตัวตาย เป็นบ้า โรคซึมเศร้า...

วิน กบแดงส้มๆ  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Orange PSU.
« เมื่อ: 17:14 น. วันที่ 12 ม.ค.63 »

“การทำงานที่นี่ เหมือนการมาแบ่งปันซึ่งกันและกัน เราได้ใช้ความรู้ความสามารถให้การรักษา ส่วนผู้ป่วยได้แบ่งปันความสุขและกำลังใจมาให้เราเหมือนกัน”

“ผู้ป่วยที่ดูแลอยู่ส่วนหนึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เช่น ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เกาต์ มีเคสหนึ่งเป็นคุณยายอายุประมาณ 80 ปี เป็นโรครูมาตอยด์มาหลายปี ครั้งแรกที่ได้เจอคุณยายต้องนอนติดเตียงจนมีแผลกดทับ มีอาการข้ออักเสบและติดเชื้อ ซึ่งต้องบอกกับญาติให้ทำใจเพราะอาการหนักมาก แต่ก็เริ่มให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง ในการตรวจติดตามอาการครั้งหนึ่ง คุณยายพยายามเดินให้ดูทั้งที่ยังปวดข้อ ท่านบอกว่าอยากให้หมอเห็น..ว่าหมอทำให้ยายเดินได้อีกครั้ง.. เป็นความประทับใจที่ยังคงอยู่ในหัวใจถึงทุกวันนี้”

“เมื่อศูนย์การแพทย์ฯ เติบโตขึ้น มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นพร้อมกับโรคที่ซับซ้อนขึ้น ถึงแม้บุคลากรมีความกดดันอยู่ไม่น้อย แต่กำลังใจจากผู้ป่วยก็ทำให้เรายิ่งต้องผลักดันตัวเองเพื่อเติมเต็มการรักษา ทั้งด้านอาคารส่วนขยาย อุปกรณ์การแพทย์ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเตรียมบุคลากรเฉพาะทางให้มีความพร้อมดูแลประชาชน”

“ตั้งใจดูแลผู้ป่วยเหมือนญาติและบอกกับทุกคนเสมอว่าเราจะพยายามดูแลคุณอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ส่วนที่เหลือคุณจะต้องดูแลตัวเองไปกับเราด้วย แม้จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่หมอจะช่วยให้มีกำลังกายและกำลังใจใช้ชีวิตได้ต่อไป…ขอบคุณการแบ่งปัน และขอบคุณที่มั่นใจในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกเสมอมา”

-ศุภวรรณ ศิริวัฒนกุล, แพทย์

จากศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เติบโตสู่ “ศิริราช-กาญจนา” สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป คือความผูกพันระหว่างผู้ป่วย ผู้รักษา และผู้ให้ ซึ่งเป็นการเติมเต็มกันและกันตลอดมา พร้อมก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป็นที่พึ่งพาของประชาชนต่อไป

การพัฒนาอาคารส่วนต่อขยายศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพิ่มจำนวนห้องตรวจผู้ป่วยนอก, จำนวนเตียงผู้ป่วยใน, ห้องไอซียู-ศัลยกรรม, ขยายพื้นที่สำหรับรังสีวินิจฉัย, เพิ่มศูนย์ล้างไต และเพิ่มศักยภาพในทุกๆ ด้านเพื่อรองรับดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณต้นปี 2564 ระยะแรกจะเปิดให้บริการห้องตรวจ OPD ห้องผ่าตัดและห้องไอซียูที่ขยายเพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ส่วนหอผู้ป่วยจะเปิดให้บริการ 2 ชั้นจากทั้งหมด 3 ชั้น และจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในปี 2566

เชิญชวนประชาชนร่วมสมทบทุนการก่อสร้างผ่านศิริราชมูลนิธิ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 901-7-05611-1
ช่องทางเพิ่มเติม https://bit.ly/2sLxpGY
สอบถาม โทร. 0 2849 6799 ในวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น. #ของขวัญเพื่อชีวิต #GiftsforLife #ศิริราชกาญจนา #ร่วมกันพัฒนาอาคารส่วนขยาย
ข้อความโดย: immi darkness
« เมื่อ: 19:03 น. วันที่ 28 ธ.ค.62 »

9 อานิสงส์ที่ได้จากการสวดมนต์ข้ามปี

1.ด้านสุขภาพร่างกาย

ผู้ที่นิยมสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิสม่ำเสมอจะก่อให้เกิดผลดีต่อจิตยิ่ง ทำให้อารมณ์ผ่องใส ไม่โกรธง่าย ไม่เครียด และทางการแพทย์สมัยใหม่รับรองแล้วว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขได้จริงในจิตใจแม้ถ้าจะต้องใช้ความคิดก็จะคิดแบบมีเหตุมีผล ส่งผลให้ร่างกายสร้างและหลั่งฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ร่างกายสมดุล เมื่อร่ายกายสมดุลบุคคลนั้นจะอายุยืน คนที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด จะอายุยืนยาว

2.สามารถไล่ความขี้เกียจ

ถ้าเราสวดมนต์ทุกวันนเป็นกิจวัตรได้ มันจะเป็นการฝึกวินัยเราไปในตัว เพราะขณะที่สวดมนต์อยู่นั้นถ้าเราไม่มีความอดทนเพียงพอ และ มีอารมณ์ เบื่อ เซ็ง ง่วงนอน
เราก็จะไม่สามารถสวดมนต์จบได้อย่างที่ตั้งใจไว้ และอาจจะสวดได้แค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเราสวดมนต์ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การสวดมนต์จะเป็นวินัยที่ดีให้เราโดยอัตโนมัต และขจัดความขี้เกียจออกไป

3.นอนหลับสบาย

เป็นการทำให้จิตใจจดจ่อกับบทสวด ปัญหาที่คาใจก็จะหายไปในช่วงเวลาที่สวดมนต์  ทำให้จิตใจสงบไร้ความกังวล คลายเคลียดได้ และ ช่วยทำให้หลับสนิท

4.มีจิตเป็นสมาธิ

เพราะขณะที่เราสวดเราต้องเพ่งความสนใจไปที่บทสวดของเรา ทำนองของบทสวด จึงทำให้จิตของเราจะเป็นสมาธิ

5.ปัญญาเกิด

จะก่อให้เกิดปัญญาตามมา ปัญญาหมายถึง ระบบการคิดที่มีสติคอยกำกับ การคิดจึงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน ส่วนความคิดที่ขาดสติ เราเรียกว่า "อารมณ์"ถ้าสวดมนต์โดยรู้คำแปลรู้ความหมาย ก็ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาความรู้และสามารถเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่มีในบทสวดมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

6.อานิสงส์ให้เกิดจิตที่แกร่ง

หลังการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง เป็นการบำรุงจิต จิตที่มีกำลังจะเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย สติดี หนักแน่น การมีจิตเป็นสมาธิสติจะคงอยู่เสมอ

7.สิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัว

 ทุกบทสวดมนต์นั้นมาจากอักขระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งอัปมงคลนั้นออกไปจากชีวิต และสร้างสิริมงคลให้กับคนที่สวด ยิ่งสวดมากก็จะมีสิริมงคลมากขึ้น ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย

8.ได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้นย่อมได้รับการอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ เพราะเป็นผู้สร้างกรรมดีจากการสวดมนต์และแผ่เมตตา

9.เปรียบเสมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

เพราะขณะนั้นผู้ สวด มีกาย วาจา มีใจที่แน่วแน่ มีความรู้ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า เท่ากับได้เข้าเฝ้าพระองค์ ด้วยการปฏิบัติบูชา

      เห็นชัดได้ว่าการสวดมนต์มีประโยชน์มากมาย เพราะฉนั้นเราในฐานะพุทศาสนิกชนควรสวดมนต์เป็นประจำ ถึงแม้จะไม่รู้ความหมาย ในบทสวดแต่ก็ยังมีผลเบื่องต้น คือใจชุ่มชื่น ใจสงบลง  ทั้งนี้ การสวดมนต์ไม่มีถูก ไม่มีผิด ดังนั้นจึงไม่ต้องคำนึงว่า ต้องสวดทุกบท  เนื่องจากคนบางคนอาจจะมีเวลาจำกัด ก็อาจเลือกสวดเพียงบางบทก็เพียงพอแล้ว... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: แดง ไอ้ไข่
« เมื่อ: 05:41 น. วันที่ 27 ธ.ค.62 »

มันมีคำอยู่ 2 คำที่ดูใกล้กันมากเลย คือคำว่า “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” แต่ความหมายต่างกันไกลเลยแล้วผลก็ต่างกันด้วย...

ถ้าเราให้ความสำคัญกับคำว่า “เดี๋ยวนี้” เราก็จะทำทันที แต่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า “เดี๋ยว” เดี๋ยว เดี๋ยวอ่านหนังสือ เดี๋ยวทำการบ้าน เดี๋ยวปฏิบัติธรรม เดี๋ยวนั่งสมาธิ เดี๋ยวออกกำลังกาย ปรากฏว่าไม่ได้ทำเลย ผัดผ่อนไปเรื่อย

คนทุกวันนี้ถ้าให้คำว่า “เดี๋ยว” มันมาเป็นใหญ่ ก็จะไม่ประสบความสุขความเจริญเท่าไหร่และบางทีจะเกิดความเสียหายด้วย หลายคนก็อยากไปเยี่ยมแม่ มาทำงานที่กรุงเทพ แม่อยู่ต่างจังหวัด ไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเท่าไหร่ จะไปทีไรก็ “เดี๋ยวๆ” ปรากฏว่าสุดท้ายแม่ประสบอุบัติเหตุตาย เสียใจ “ไม่น่าเลยนะ เราน่าจะไปเยี่ยมท่านตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว” มีแบบนี้เยอะนะ

มีคนหนึ่งไปเยี่ยมยายได้ข่าวว่ายายป่วยหนัก แกก็เดินทางจากกรุงเทพก็ไปถึงหน้าบ้านของยายประมาณค่ำ ทีแรกก็คิดว่าจะเดินตรงเข้าไปในบ้านเลย แต่เผอิญหน้าบ้านในซอยเป็นบ้านเพื่อนเก่าก็เลยไปเยี่ยมเพื่อน ไปคุยเล่นกับเพื่อน คุยเสร็จแล้วก็ติดลม ในใจก็นึกว่า

“เอ๊ย นี่เรามาเยี่ยมยายนะ” แต่อีกใจนึงก็บอกว่า “เดี๋ยวน่า เดี๋ยว”

ก็คุยกันเสร็จแล้วก็กินกัน กินเหล้ากันไปด้วย ยาวไปเลยจนถึงดึกเลย เสร็จแล้วค่อยเข้าไปในบ้านยาย ไปถึงก็ปรากฏว่าเค้ามีทำอะไรกัน ปรากฏว่ายายเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว 2 ชั่วโมงที่แล้วนี่ตัวเองยังสนุกสนาน ยังเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนอยู่เลย ก็เสียใจว่าไม่ทันได้ดูใจยาย แค่ชั่วโมง 2 ชั่วโมงเท่านั้นแหละ ที่จริงก็มาถึงก่อนแล้วตั้งแต่หัวค่ำ แต่เพราะคำว่า “เดี๋ยว” คำว่า “เดี๋ยว” นี่แหละที่มันทำให้เสียใจมาจนถึงทุกวันนี้

ผ่านไปหลายปีก็ยังเสียใจว่า ไม่ได้มาดูใจยาย ยายอุตส่าห์เลี้ยงเรามาตั้งแต่เล็ก พอเราโตแล้วเรามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพก็ไม่ได้ไปเยี่ยมยายเท่าไหร่ เรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงาน ก็ไม่ได้ไปเยี่ยม ยายป่วยยังไม่ไปเยี่ยมเลย ยายจะตายก็อยากจะไปเยี่ยม สุดท้ายยายตายก็ไม่ได้ไปเยี่ยม ไม่ได้ไปดูใจ เพราะคำว่า “เดี๋ยว” นั่นแหละ

อีกรายหนึ่งป้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ตอนหลังตัวก็ไปเรียนในเมือง จบมัธยมก็ไปเรียนพยาบาล จบพยาบาลก็ไม่ค่อยได้มีเวลากลับมาบ้าน ไม่ค่อยได้มีเวลามาหาป้าเท่าไหร่ เสร็จแล้ววันหนึ่งป้าก็ป่วย ป้าป่วยป้าก็มารักษาที่โรงพยาบาลที่ผู้หญิงคนนี้เป็นพยาบาล ก็ดีใจว่าจะได้ดูแลป้า แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ดูหรอกเพราะว่าป้าอยู่ในห้องไอซียู ตัวเองอยู่คนละแผนก ป้าเข้าห้องไอซียูไปเป็นอาทิตย์แล้วยังไม่มีเวลาเยี่ยมเลย มารู้ตัวก็ผ่านไป 1 อาทิตย์แล้วก็เลยตั้งใจว่า “เดี๋ยวเสาร์อาทิตย์นี้หยุดงานจะไปเยี่ยมป้าสักหน่อย” ห้องไอซียูโรงพยาบาลเดียวกัน

พอถึงเช้าวันศุกร์เพื่อนชวนไปพัทยา เจ้าตัวอยู่ราชบุรี ไม่เคยไปพัทยา ไม่เคยเห็นน้ำทะเลเลย ก็เลยคิดว่า

“เที่ยวกับเพื่อนสักหน่อยเสาร์อาทิตย์ อาทิตย์กลับมาค่อยไปเยี่ยมป้า มีเวลา เดี๋ยวๆ”

ก็ไปเที่ยวพัทยาตั้งแต่เย็นวันศุกร์ กลับมาถึงโรงพยาบาลค่ำวันอาทิตย์ ก็เดินตรงไป เข้าโรงพยาบาลจะไปห้องไอซียู จะไปเยี่ยมป้า ก็เจอเพื่อนพยาบาลเดินสวนมา แล้วเพื่อนพยาบาลก็ถามว่า

“ยังไม่รู้อีกเหรอ ป้าเสียชีวิตแล้ว เสียเมื่อกลางวันนี้เอง”

พอแกรู้แกเข่าทรุดเลย เข่าทรุดเพราะว่าตั้งใจจะมาเยี่ยมป้า เดี๋ยวอยู่หลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ว่าจะไปเยี่ยมจริงๆ ปรากฏว่าสายไปแล้ว เสียใจ ป้าเลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เล็ก ตัวเองพอโตขึ้นก็ไม่เคยได้ไป อย่าว่าแต่ตอบแทนบุญคุณเลย แค่ไปเยี่ยมยังไม่ค่อยได้มีเวลาเลย ถึงเวลาป้าป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาลของตัวเองแท้ๆก็ยังไม่มีเวลาไปเยี่ยม

ที่จริงมีเวลานะแต่ว่าไม่สนใจเพราะว่าผัดผ่อน จนกระทั่งล่าสุดผัดผ่อนว่า

“เดี๋ยว เที่ยวก่อน ไปเล่นน้ำทะเลพัทยาก่อน”

ก็เลยกลายเป็นตราบาปในจิตใจ ผ่านไป 10 ปีก็ยังเสียใจว่าไม่ได้ตอบแทนบุญคุณของป้าหรือแม้แต่ดูใจป้าก็ยังไม่ได้ทำด้วยซ้ำ

คำว่า “เดี๋ยว” มันทำให้เกิดความรู้สึกผิดติดค้างใจเป็น 10 ปี แต่เหตุอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเกิดเราให้ความสำคัญกับคำว่า “เดี๋ยวนี้ๆ” ทำเดี๋ยวนี้เลยไม่ผัดผ่อน

แล้วคำว่า “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” ถึงแม้มันเป็นคำที่ใกล้กันมาก แต่ว่าความหมายและก็ผลที่ตามมาห่างกันเหมือนกับฟ้ากับเหวเลยนะ “เดี๋ยวนี้” อาจจะเป็นคำ คำว่า “เดี๋ยวนี้” อาจจะยาวกว่ามัน 2 พยางค์ยาวกว่าคำว่า “เดี๋ยว” แต่ว่าผลที่ได้ตามมามันดีกว่ากันเยอะเลย .... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ไอ้ไข่แดง
« เมื่อ: 22:46 น. วันที่ 26 ธ.ค.62 »

ของขวัญปีใหม่...มอบแด่ทุกท่าน

15 ข้อคิดที่เปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นคนใจดีที่มีความสุข ^^

1. เมื่อมีสุข ขอให้มองความสุข รู้สึกกับความสุข แต่ให้เว้นที่ว่างเอาไว้บ้างว่า ความสุขนั้นย่อมมีวันจากเราไป ไม่ช้า ก็เร็ว

2. เมื่อมีทุกข์ ขอให้มองความทุกข์ แล้ววางจิตใจไว้เหนือทุกข์ ทุกข์ส่วนทุกข์ เราส่วนเรา ยกจิตยกใจของเราขึ้นจากความทุกข์ให้ได้ด้วยการกำหนดความเป็นกลาง มองความทุกข์ เหมือนเราไม่ได้เป็นผู้ทุกข์

3. ทำปัจจุบันตรงหน้า ระหว่างการใช้ชีวิต ควรมีสติระลึกรู้ว่า ขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ กำลังทำงานก็อยู่กับงาน กำลังเดินก็อยู่กับการเดิน มองต้นไม้ให้เห็นต้นไม้ มองฟ้าให้เห็นฟ้า ฟังเสียงนกร้องก็ขอให้ได้ยินเสียงนั้น เหล่านี้คือการกำหนดใจลงสู่ปัจจุบันทั้งสิ้น

4. ความเลวที่ทำอยู่ควรละ ลด และเลิก แต่ไม่ต้องโทษโกรธเคืองตนเอง พยายามควบคุมคำพูด การกระทำของเราให้อยู่ในคุณงามความดี เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น

5. ความดีที่มีอยู่ ควรเพิ่มพูน ส่งเสริมให้งอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป ภูมิใจในความเป็นคนดีของตน แม้มันจะเป็นเพียงความดีเล็กๆ แต่ต้นไม้ใหญ่ ก็เคยเป็นต้นกล้ามาก่อนเช่นกัน ควรสร้างเหตุปัจจัยให้ความดีของตนได้เติบโตต่อไป

6. รักผู้อื่นให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่อาจรักตนเองอย่างถูกต้องได้ ความรักนั้นจำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการรักผู้อื่น จงรักผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว จงให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ฝึกตนเองให้เป็นผู้ให้ที่ให้เป็น แล้วความรักที่เรางงๆอยู่ ก็จะเดินไปสู่ความเป็นรักที่แท้จริงได้

7. ความคิดโหยหาอดีต และความกังวลในอนาคตนั้น เป็นความคิดที่สูญเปล่า และเป็นโทษเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ ควรคิดให้น้อย แทนที่ความคิดไร้ประโยชน์เหล่านั้นด้วยการทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ หรือการพิจารณาชีวิตในมุมที่สร้างสรรค์ เราต้องตระหนักว่า ความทุกข์คือก้อนความคิดที่สร้างมาจากเวลาที่นอกเหนือจากปัจจุบัน เมื่อเรารวมใจของเราลงสู่ปัจจุบันได้เมื่อไหร่ ทั้งอดีต และอนาคต ก็จะไม่สามารถทำร้ายเราได้

8. ทำลายวงจรอุบาทของชีวิตด้วยการใส่กิจกรรมดีๆ เข้าไป เช่นการตื่นให้เช้าขึ้น กำหนดเวลากิน อยู่ หลับ นอน ขับถ่ายให้เป็นเวลา ใส่ตารางการออกกำลังกายลงไปบ้าง ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้จิตวิญญาณของตนตระหนักถึงความเป็นระบบระเบียบของชีวิต อย่าใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคซึมเศร้า และปัญหาทางใจอื่นๆ ที่จะตามมา

9. จงรักในหน้าที่ของตน และพยายามเชื่อโยงหน้าที่ของตนไว้กับประโยชน์ของผู้อื่น หรือประโยชน์ของสังคม คิดให้ออกว่าหน้าที่ของเรา สามารถช่วยอะไรสังคม หรือผู้อื่นได้บ้าง และขยายความรู้สึกนึกคิดตรงนั้นให้งอกงามในใจ การงานของเราก็จะเปลี่ยนจากการทำงาน เป็นการทำบุญ กลายเป็นคนที่มีใจและหน้าที่อันเป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา

10. ย้ำเตือนตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งต่างๆ นั้นอยู่ด้วยเหตุปัจจัย อย่าคาดหวังในผล แต่จงสร้างเหตุ อย่าคาดหวังในรักที่ดี แต่จงสร้างเหตุแห่งรักที่ดี อย่าคาดหวังในความร่ำรวยให้มากเกินไป แต่จงสร้างเหตุแห่งความร่ำรวยให้เกิดขึ้น สิ่งนี้เองคือการทำทุกอย่างด้วยจิตว่าง เมื่อทำทุกอย่างด้วยจิตว่างได้แล้ว ชีวิตก็จะพบกับหนทางแห่งความดีงามและความสุขได้ง่ายขึ้น

11. มองไปรอบข้าง ถามตนเองว่า มีใครบ้างที่มีความหมายกับชีวิตของเรา มีใครบ้างที่มีบุญคุณกับชีวิตของเรา บุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่เราต้องดูแล ไม่อาจละเลย ขอให้มองไปยังเขาเหล่านั้น แล้วถามตนเองว่า เราจะทำอะไรเพื่อเขาได้บ้าง และลงมือทำทันที อย่าได้รีรอ เพราะเวลาไม่อาจย้อนคืนได้ใหม่

12. อย่าพูดในสิ่งไม่ดี อย่าพูดโกหก อย่าพูดความจริงที่ไร้ประโยชน์ อย่าพูดจาทำลายน้ำใจบุคคลอื่น อย่าพูดจาดูถูกตนเอง และอย่าพูดอะไรที่ทำลายสังคม บุคคล และศาสนาที่ตนนับถือ

13. จงฝึกจิตใจของตน ขัดเกลาจิตใจของตนด้วยการกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ฝึกคิดอย่างเท่าทัน ฝึกสมาธิ ฝึกกำหนดรู้ตามจริง เพราะชีวิตคือสิ่งไม่แน่นอน และไม่อาจคาดเดาได้ ดังนั้น เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เราต้องเตรียมความแข็งแรงของจิตใจไว้ เพราะการทำใจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ไม่เคยฝึกฝน

14. ขอขวัญที่ดีที่สุดคือ รอยยิ้ม กำลังใจ และความจริงใจ จงแจกจ่ายของขวัญเหล่านี้ไปยังผู้คนที่พบเห็น ทำให้เป็นนิสัย แล้วมิตรภาพดีๆ จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกวัน

15. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงบอกตัวเองว่า สิ่งนั้นจะผ่านเราไปเสมอ ไม่ว่าสุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ จงมองดูเวลา ให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน จงอดทน เข้มแข็ง อย่ายอมแพ้ในสิ่งใดก็ตาม

จงขอบคุณตัวเองที่พาชีวิตมาจนถึงวันนี้ ขอบคุณลมหายใจ และสรรพสิ่งทั้งหลายที่ให้โอกาสเราได้เรียนรู้ชีวิตและสร้างสติปัญญาให้เจริญงอกงามในจิตวิญญาณของเรา

ขอให้บอกกับตนเองเสมอว่า เราคือบุคคลที่โชคดีที่สุดในโลกแล้วที่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของเราเอง จงใช้มัน จงใช้ชีวิต ทำชีวิตของตนเองให้มีคุณค่าที่สุด สมดังที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐในชาตินี้... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: กบแดง ณ.พังงา
« เมื่อ: 18:29 น. วันที่ 26 ธ.ค.62 »

ข้อความโดย: Red Bhumisiri
« เมื่อ: 18:18 น. วันที่ 26 ธ.ค.62 »

มีนักธุรกิจหญิงคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจ ต้องผ่าตัด เมื่อเธอขึ้นไปบนเตียงผ่าตัดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้สั่งเสียธุระเรื่องหนึ่งกับลูกน้อง เป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย ต้องรีบสั่งเสีย เพราะไม่รู้ว่าการผ่าตัดครั้งนี้เธอจะรอดหรือไม่

ความวิตกกังวลทำให้เธอไม่ยอมสลบทั้ง ๆ ที่หมอวางยาสลบแล้ว ยาสลบทำอะไรเธอไม่ได้เลย หมอก็แปลกใจว่าทำไมไม่สลบ จนกระทั่งเธอขอยืมโทรศัพท์มือถือจากหมอ พอสั่งเสียลูกน้องจนเสร็จ เธอก็สลบไปเลย แล้วก็ผ่าตัดได้สำเร็จเรียบร้อย

ถ้าจิตของคนเรามีความกังวล ไม่ปล่อย ไม่วาง บางครั้งยาก็เอาไม่อยู่ ร่างกายจะตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่พอเสร็จธุระ ความกังวลหมดไป กายก็สลบ ชี้ให้เห็นว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ถ้าหากว่าเราไม่หมั่นฝึกจิต หรือดูแลใส่ใจจิตของเรา จิตก็สามารถที่จะอาละวาด หรือซ้ำเติมเราได้ เพราะมันมีพลัง อะไรก็ไม่สามารถต้านทานได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราฝึกใจให้ดี ก็อาจทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน

คุณหมอสุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญโรคไตของศิริราช ท่านเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ท่านเล่าว่ามีคนไข้อยู่คนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง(SLE) คือภูมิต้านทานมันทำอวัยวะตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่าร่างกายไม่เป็นมิตรกับตัวเอง

ตอนอายุสิบสองเคยถูกหมอคนหนึ่งฉีดยาที่ไขสันหลัง หมอคงมือหนัก และอาจจะไม่มีจิตวิทยา ทำให้เด็กเจ็บมาก เจ็บจนเกลียดหมอและกลัวเข็มฉีดยา ถึงกับด่าหมอและร้องกรี๊ดจนชัก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง บางครั้งก็หมดสติไปเลย

ต่อมาแม่พาเธอไปรักษาที่ศิริราช ได้รู้จักกับคุณหมอสุมาลี คุณหมอพูดคุยกับเธอ จนเกิดความคุ้นเคย เช่น ไต่ถามเธอว่าร้องไห้เรื่องอะไร โกรธใคร มีเรื่องเครียดหรือไม่ เวลาเด็กตอบว่าฝันร้าย คุณหมอก็ให้เด็กวาดรูปให้ดู สิ่งที่คุณหมอทำคือช่วยให้เด็กกลับมาดูความรู้สึกของตัว และเข้าใจความกลัวของตัว

พอเธอโตขึ้นคุณหมอก็สอนวิธีเดินจงกรม แล้วพาไปเข้าคอร์สเจริญสติ หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เครียด ความดันไม่ขึ้น และไม่กลัวเข็มฉีดยา เวลาฟอกไต ต้องใช้เข็มขนาดใหญ่กว่าตะปู เธอก็นิ่งมาก มองเข็มโดยไม่มีอาการอะไร แถมยังกำหนดลมหายใจจนหลับไป จากเด็กที่กลัวเข็มจนเป็นลม ตอนหลังก็สามารถดูเข็มฉีดยาแทงเข้าร่างกายตัวเองได้

เมื่อถึงวันที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไต ปรากฏว่าเธอแพ้ยาระงับปวดอย่างหนักจนอาเจียน แผลระบม หมอไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่เธอบอกว่า ไม่เป็นไรหมอ ขอยาพาราหนึ่งเม็ด เธอกินพาราเสร็จก็กำหนดลมหายใจเข้าออกจนหลับไป ปรากฏว่าหมอสามารถผ่าตัดต่อไปได้จนสำเร็จ โดยไม่มีเสียงร้องเจ็บจากเธอเลย หมออัศจรรย์ใจมาก กลายเป็นกรณีศึกษาว่าอำนาจจิตมีพลังมาก ถ้าใช้ให้เป็น ก็สามารถช่วยให้เราอยู่กับความเจ็บปวดได้ โดยไม่มีอาการทุกข์ทรมาน

จิตนั้นมีพลังมาก อยู่ที่ว่าเราจะใช้ไปทางไหน ถ้าปล่อยจิตให้จมอยู่กับความกลัว ความตื่นตระหนก มันก็สามารถทำให้เราตายได้ง่าย ๆ เพราะว่าร่างกายแย่ลงจนไม่ทำงาน ถ้ามีความกังวล ยาก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้ามีความสงบ มีสมาธิ มีสติ กายเจ็บแค่ไหน จิตก็เอาอยู่ จิตนั้นมีพลัง สามารถทำให้กายซึ่งท้อแท้หรือปวกเปียก กลับมามีพลังขึ้นมาได้

.

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
.

โปรดแชร์เป็นธรรมทาน
#ธรรมะหลังห้อง ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Future forward 2020
« เมื่อ: 20:55 น. วันที่ 23 ธ.ค.62 »

พยากรณ์ล่วงหน้า 10 ปี

1. อู่ซ่อมรถจะหายไป

2. เครื่องยนต์  2หมื่นชิ้น จะถูกแทนที่ ด้วยมอเตอร์ 20 ชิ้น
การซ่อม เปลี่ยนใช้เวลา10 นาทีเสร็จ

3. มอเตอร์ที่เสีย จะถูกรวบรวมมาที่ Regional repair shop ใช้  robots ซ่อม

4. เวลาเปลี่ยนมอเตอร์รถไฟฟ้า ขับเข้าศูนย์บริการ แล้วนั่งกิน กาแฟแก้วเดียวก็ได้ มอเตอร์ใหม่ เรียบร้อย

5. ปั้มน้ำมัน จะค่อยทยอยปิดตัวลง

6. ตามหัวมุมถนนใหญ่ จะมี electric recharging station เป็นมิเตอร์ไฟฟ้าเก็บตังค์

7.บริษัทผลิตรถจะรวมตัวกัน สร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่

8. เหมืองถ่านหินและบริษัทค้าน้ำมัน จะทยอยเล็กลง

9. บ้านเรือน จะผลิตไฟฟ้าใช้เอง ไฟฟ้าที่เกิน จะขายให้ grid stores เพื่อขายให้โรงงาน ที่ใช้ไฟฟ้ามากๆ เช่น Tessa roof

10. เด็กที่เกิดใหม่ จะได้เห็นรถเครื่องยนต์ในพิพิธภัณฑ์

11.ในปี 1998 Kodak มี 170,000 คน ขายรูปกระดาษ 85% ของทั่วโลก เพียงไม่กี่ปี ถัดจากนั้น ต้องล้มละลาย และปิดตัวลง ณ ปัจจุบัน

12. สิ่งที่เกิดกับ Kodak และ Polaroid จะเกิดกับ หลายอุตสาหกรรมใน 5-10 ปี ข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครคาดคิด

13.หลังปี 1998 เพียง 3 ปี เท่านั้น ดิจิตอล ก็มาแทนฟิล์มถ่ายรูป
มือถือ ก็มาแทนกล้องถ่ายรูป

14. ปี 1975 เริ่มประดิษฐ์ กล้องดิจิตอล
ความสามารถ ถ่ายได้เพียง 10,000 pixels มีข้อติมากมาย
แต่ก็ได้แก้ไข พัฒนาจนมาแทนที่ กล้องเดิมได้หมด เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

15. ปัจจุบันนี้ Artificial Intelligence จะถูกนำไปประยุกต์ ใช้กับงานด้าน สุขภาพ,ระบบอัตโนมัติ,รถยนต์ไฟฟ้า
,การศึกษา,รูปสามมิติ,การเกษตรและงานอื่นๆ
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เร็วกว่าอดีตมาก

16. จะเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งใหญ่ นับเป็นครั้งที่ 4 ของชาวโลก

17. software ใหม่ๆ จะมาแทนที่ของเดิมๆ ในทุกอุตสาหกรรม ใน 5-10 ปีข้างหน้านี้

18. เช่น software ชื่อ UBER ไม่มีรถของตัวเอง สักคัน แต่เป็นบริษัทแท็กซี่ ที่ใหญ่ที่สุด ในโลกขณะนี้

19. Airbnb ก็เป็นโรงแรมที่มากที่สุดในโลกขณะนี้ ทั้งๆที่ ไม่มีโรงแรมของตัวเอง ลองถาม hilton ดูก็ได้

20. AI จะทำให้เข้าใจเรื่องราว ได้รวดเร็ว ยกกำลังสอง exponentially ปีนี้ คอมพิวเตอร์ได้เป็น the best Go-player in the world=10 ปี เร็วกว่าที่พยากรณ์กัน

21. ในสหรัฐ IBM's Watson เป็น software ให้คำแนะนำ ปัญหาข้อกฎหมาย ได้ภายในหน่วย "วินาที" และถูกต้อง 90% ซึ่ง
นักกฎหมายทำได้เพียง70% เฉลี่ยนักกฎหมายหนุ่มสาว 90% ตกงาน ผู้ที่กำลังเรียน ขอให้เปลี่ยน อีก 10ปี จะเหลือแต่ specialist แท้ เท่านั้น ประมาณ 10% ของนักกฎหมายปัจจุบัน

22. "Watson" ได้ออกโปรแกรม ตรวจหามะเร็ง ได้เร็วและแม่นยำกว่า "nurse" ถึง 4 เท่าตัว

23. "Facebook " ได้ออกโปรแกรมจำหน้าคน และนำไปใช้กันแล้ว
ปี 2030 คาดว่า สมองกลของคอมพิวเตอร์ จะเหนือกว่า สมองมนุษย์หลายเท่า แน่นอน

24. ปี 2018 รถยนต์"ไร้คนขับ"ได้ถูกสร้าง ขึ้นมาแล้ว ภายในสองปีนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ จะเปลี่ยนมาก
อีกไม่ถึง10ปี คุณไม่จำเป็น ต้องมีรถยนต์ของตนเอง
อยากไปไหนก็ใช้มือถือ โทรเรียก รถก็จะมารับไปส่ง "ไร้คนขับ" นั่งเฉยๆ

25. อีก 10 ปี ข้างหน้า คุณไม่ต้องหาที่จอดรถ ไม่ต้อง ไปทำใบขับขี่ เพียงแค่จ่าย ตามระยะทาง ที่คุณเรียกรถมาพาไป นั่งรถไปก็ทำงาน พิมพ์นี้นั้นโน้นได้อีก

26. จำนวนรถยนต์ จะลดลง 90-95%
ที่จอดรถเหลือเฟือ ใช้ทำสวนสาธารณะเขียวๆ งามตาได้อีกหลายแห่ง

27. ปัจจุบัน คนตายจากอุบัติเหตุรถยนต์ ปีละ 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 60,000 ไมล์ ต่อไป "ไร้คนขับ" คาดว่า จะเกิดอุบัติเหตุตาย 6 ล้านไมล์ ต่อคน

28. บริษัทผลิตรถยนต์สันดาป จะเจ๊ง
ล้มหายไป บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า เช่น Tesla,Apple,Google ซึ่งทำ
Computer on wheels จะร่ำรวยมหาศาล

29. มาดู"Volvo" ปี 2018 เลิกผลิต รถที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว
เริ่ม ปี 2019 ผลิตเป็นรุ่น hybrid และรถใช้ไฟฟ้าเท่านั้น

30. สองสามปีที่ผ่านมา วิศวกรจาก บ.
Audi,Volkswagen ต่างหวาดกลัว การเปิดตัวของ บ.Tesla ที่ผลิตแต่รถไฟฟ้า

31. เมื่ออุบัติเหตุ ทางรถยนต์ลดน้อยลง อนาคตการประกันภัย ทางรถยนต์ ก็จะซบเซาลง

32. อสังหาริมทรัพย์ จะเปลี่ยนแปลงไป ในเมื่อการติตสื่อสาร ทำได้สะดวก การคมนาคมดีขึ้น คอนโดแออัด ในเมืองก็จะเปลี่ยนไป เป็นบ้านแนวราบ
ในสถานที่แวดล้อมสวยธรรมชาติ

33. ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า จะถูกใช้อย่างมาก ปี 2030 จะไม่มีเสียงดังรบกวน

34. ปี 2030 เมืองจะสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ดีกว่าปัจจุบันเยอะ

35. พลังไฟฟ้าจะถูกมากและสะอาด

36. Solar production จะเพิ่มขึ้นอีกแบบยกกำลัง exponentially

37. บริษัทที่ผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมัน Fossil energy ขณะนี้ พยายาม
แข่งกับ home solar energy  แต่สุดท้าย จะพ่ายแพ้ เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

38. "Tricoder"เครื่องมือตรวจวัดสายตา วิเคราะห์เลือด,ลมหายใจ
ว่าสุขภาพ ยังดีหรือไม่ โดยวิเคราะห์ 54 bio -markers ว่าเป็นโรคอะไร หรือไม่
และปัจจุบันก็มี apps บนมือถือมากมาย ที่ให้ข้อมูล"สุขภาพ"

จากบทความ "Welcome to Tomorrow 2020"  ส.สู้ๆ


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]