gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 35120 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

วินกบหมู(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #120 เมื่อ: 15:13 น. วันที่ 06 มิ.ย.62 »
สร้างบุญอย่างไร
ให้กรรมเปลี่ยน
ทำง่ายได้ผลจริง !!!
สร้างบุญเปลี่ยนกรรม “เข้าใจกรรมและการสร้างบุญ”
เชื่อว่าสิ่งที่คนเราทุกคนนั้นต้องการก็คือความสุข ซึ่งก็น่าจะหมายถึง การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินทองมากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและคนที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขัดสน
หรือความสุขของบางคนอาจหมายถึง การมีเงินทองมากมายในระดับเป็นเศรษฐีทุกอย่างไม่ใช่เรื่องผิดปกติใคร ๆ ก็ต้องการเรื่องแบบนี้ทั้งสิ้น
แต่คนจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้แล้วยังไม่พบทั้งสองอย่างก็คือ ทั้งความสุขและความมั่งมี เพราะว่ายังขาดความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมดีพอ คือทั้งในด้านกรรมทางโลกอันหมายถึง การลงมือกระทำงานที่ถูกต้อง การมีเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการใช้หาเงิน รวมไปถึงการมีเพื่อนฝูงที่ดีไว้ใจได้เป็นกัลยาณมิตร
ส่วนในทางธรรมคือ กรรมที่คอยเกื้อหนุนอันหมายถึง กรรมดี หรือ “บุญ” รวมไปถึงกรรมที่เป็นอกุศลคอยฉุดดึงให้ชีวิตร่วงลงเหวหรือพานพบกับอุปสรรคมากมายคือ “บาป” กรรมในด้านนี้เองที่แม้แต่คนร่ำรวยอยู่แล้วบางครั้งก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง จนบางครั้งทำให้เกิดความประมาทหลงเดินผิดพลาดจนสุดท้ายชีวิตเข้าสู่หายนะในบั้นปลาย
หากใครพอจะจำเจ้าพ่อตลาดหุ้นอย่าง นายเบอร์นาร์ด เมอร์ดอฟ (Bernard Madoff) ก็คงจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการขาความเข้าใจเรื่อง “กรรม” นายเบอร์นาร์ดนั้นเป็นถึงประธานตลาดหุ้นใหญ่ที่มีชื่อเสียงก้องโลกแต่กลับใช้ความน่าเชื่อถือที่มีกระทำการทุจริตนำเงินได้มาจากการระดมเงินทุนของนักธุรกิจทั้งหลายโดยใช้ชื่อเสียงของตนบังหน้าแล้วเอาไปเล่นแชร์ลูกโซ่
จนเกิดความหายนะไปทั้งวงการตลาดการเงินหลายบริษัทต้องล้มครืน สุดท้าย ถูกลูกชายของตัวเองแจ้งจับติดคุกติดตะรางยาวนานถึง 150 ปี! และต้องสูญสิ้นทรัพย์สินมากมายรวม 170 ล้านเหรียญสหรัฐ
“จากชีวิตที่เคยมีพร้อมทุกอย่าง กลับกลายเป็นหมดสิ้นทุกอย่างได้ในพริบตา” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจและเชื่อในกฎแห่งกรรมนั่นเอง ในเรื่องของความเข้าใจในกฎแห่งกรรมนี้มีความแตกต่างกันอยู่ใน 3 ระดับได้แก่
1. คนที่เชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่สงสัย
คนที่มีความเชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่คิดสงสัยเพราะว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่ได้ประสบมาคือ จากที่เคยทำงานหนักด้วยความยากลำบากพอได้ กระทำความดีสร้างบุญอย่างต่อเนื่องเมื่อรวมกับการทำงานอย่างหนักและมีวิธีการที่ดีมีความถูกต้อง
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลแห่งการกระทำดีของเขาก็ได้ส่งผล เขาจึงได้รับผลแห่งกรรมดีนั้นไป ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากเจ้าสัวในเมืองไทยหลาย ๆท่านที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็สามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หยิบอะไรจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด
2. คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องกรรมอยู่เลย
คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญกรรมเลยจะเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองอย่างสุดขั้วว่า “สองมือนี้เท่านั้นเป็นผู้สร้างความสำเร็จ” อย่างอื่นไม่เกี่ยวหรือไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
บุคลิกลักษณะก็จะเป็นคนที่ตื่นแต่เช้า ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนดึกดื่นแต่ไม่ได้สร้างบุญในทางธรรมเพิ่มและเน้นการกระทำที่ดีในปัจจุบันเท่านั้น ก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
แต่ทว่าคนประเภทนี้อาจใช้เวลานานกว่าในการที่จะทำงานสร้างความร่ำรวยให้ประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตนได้ตั้งไว้จริง ๆ เรียกว่า
“ยังไม่ถึงดวงดาว” เสียที การที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะกรรมดีในทางโลกที่ได้ทำไว้และกรรมนั้นเป็นแรงผลักดันให้ แต่เขาอาจไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัว
3. คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่ากรรมดีจะช่วยได้
เชื่อหรือไม่ว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่ไม่เชื่อเลยเสียอีก เพราะความเชื่อนั้นส่งผลออกมาในทางปฏิบัติ คือหากมีคนอื่นสนใจในเรื่องไหนก็มักจะทำตามในเรื่องนั้น เช่นในอดีต ที่มีการบูชาองค์จตุคามรามเทพกันมากๆ
ก็จะมีการแห่แหนบูชาตามกันมากมาย พอความนิยมเริ่มลดลงก็จะหมดความสนใจที่จะทำกรรมดีต่อไป คือทำทั้งงานและทำบุญแบบสามวันดีสี่วันเลิก และคนแบบนี้ก็นับได้ว่ามีมากที่สุดเช่นกัน
เรื่องกรรมนี้มีความสำคัญมากในชีวิตของเราทุกคนเพราะว่างานหรือกิจกรรมใด ๆที่เราต้องทำนั้นเรายังต้องอยู่ในสังคมอยู่กับคนรอบข้างและอยู่กับความเป็นจริงไม่มีใครที่สามารถจะอยู่คนเดียวได้กรรมที่ทำทุกอย่างจะมีความเกี่ยวพันกับตัวของเราเองและคนอื่นอยู่เสมอ..... ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ

แกงส้มกบ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #121 เมื่อ: 16:11 น. วันที่ 06 มิ.ย.62 »
“ปฏิบัติ” โดยไม่มี “ปริยัติ” จริงหรือ?

“มีผู้ถกเถียงกันว่า ไปปฏิบัติเลยโดยไม่มีปริยัติก็ได้ เข้าป่าไปอยู่กับอาจารย์ หรือไปอยู่คนเดียว ไปถึงก็ลงมือบำเพ็ญสมาธิเลย ไม่ต้องมีปริยัติ นอกจากนั้นก็ยังมีการติเตียนว่า ถ้าปริยัติอย่างเดียว โดยไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ทำให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะเมื่อไม่มีการปฏิบัติก็ไม่เกิดผลคือปฏิเวธ นี่ก็เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ...

"ปริยัติ" คือ การเล่าเรียน สดับฟังจากผู้อื่น แม้แต่พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เป็นสิ่งที่ได้รับฟังมาจากผู้อื่น คือรับฟังจากที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

พระพุทธเจ้าเคยปฏิบัติมาแล้ว แล้วก็ได้รับผล พระองค์มีประสบการณ์ในการปฏิบัติ และได้รับผลจากการปฏิบัตินั้นมาเองแล้ว พระองค์ทรงนำประสบการณ์นั้นแหละ มาจัดเรียบเรียงขึ้น แล้วนำมาถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น

ความรู้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติของพระองค์นี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ปริยัติ"...

การที่เรายอมรับปริยัตินี้ ก็เพราะเราเชื่อพระพุทธเจ้าใช่หรือไม่ เราไว้ใจว่าพระพุทธเจ้าปฏิบัติถูกได้รับผลจริงแล้ว..."ปริยัติ" ไม่ได้มาจากไหน ก็มาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ "ปริยัติ" ก็จะมาเป็นเครื่องช่วยให้ "ปฏิบัติ" ได้ถูกต้องต่อไป...

"ปฏิบัติ" นี่ บอกแล้วว่า คือ "เดินทาง" เราเดินทางเองไม่ถูก เราไม่แน่ใจตนเอง เราก็เลยขอความรู้จากท่านที่เคยมีประสบการณ์ได้เดินทางมาก่อน เราก็จึงมาเรียนปริยัติ...

ทีนี้ ถ้าเราไม่อาศัยปริยัติจะเป็นอย่างไร เราก็สุ่มสี่สุ่มห้าเริ่มต้นใหม่ ลองผิดลองถูก ก็สามารถทำได้ ปฏิบัตินั้นท่านไม่ได้ห้าม ใครจะปฏิบัติก็ได้ จะตั้งตัวเป็นศาสดาใหม่เสียเอง ใครจะไปห้ามได้...

แต่ท่านไม่เคยเดินทางนี้ ก็รับรองไม่ได้นะ ท่านอาจจะไปตกหลุมตกบ่อ อาจจะหล่นเหวไปเสียก่อนระหว่างทาง หรืออาจจะไปทางผิด...ทีนี้ถ้าเราไม่เอาปริยัติเลย เราก็เสี่ยงต่อการที่จะปฏิบัติเดินทางผิดพลาด

ปริยัตินี้ ท่านเปรียบเหมือนกับเข็มทิศบ้าง เหมือนกับแสงไฟส่องทางบ้าง เข็มทิศทำให้เรารู้ทิศทางไปถูก แสงไฟส่องทางหรือไฟฉายก็ทำให้เราเห็นทางที่จะเดินไปในความมืด...

บางที เราไม่ได้เรียนปริยัติโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เราก็เรียนผ่าน"อาจารย์" บางทีอาจารย์ไม่ได้ให้เราเรียนตำราหรือคัมภีร์ทั้งหมด อาจารย์สอนเรานิดๆหน่อยๆ บางทีเราไปหาอาจารย์ปุ๊บนี่! ท่านบอกเลยว่า..ให้ทำอย่างนั้นๆ เช่น บอกว่าให้กำหนดลมหายใจอย่างนั้นๆ อันนี้ คืออะไร? อันนี้ ก็คือ "ปริยัติ" เพียงแต่พบกับอาจารย์แล้ว ท่านบอกให้ทำอย่างนี้ๆนะ นี่คือ.."ปริยัติ"แล้ว หลายท่านไม่เข้าใจ นึกว่าตัวเองไม่ได้ผ่าน"ปริยัติ" ที่จริงผ่านโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์มีหน้าที่อย่างหนึ่งที่สำคัญคือการใช้ความสามารถคัดเลือกปริยัติให้เหมาะกับตัวผู้ปฏิบัติ แทนที่เราจะต้องไปค้นปริยัติ เรียนปริยัติมากมาย หรือเรียนพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม ๒๒,๐๐๐ กว่าหน้า อาจารย์ท่านมีความชำนาญ ท่านได้เคยใช้ปริยัติในการปฏิบัติ มีประสบการณ์ของตนเองแล้ว ท่านก็รู้ว่าอันไหนจำเป็นจะต้องใช้เมื่อไร ท่านก็คัดเลือกปริยัตินั้นมาให้เรา...คือ ท่านคัดเลือกปริยัติให้เรา ลัดเวลาให้เราประหยัดเวลาให้เรา เสร็จแล้วพอเราก้าวไปอีกสักนิด อาจารย์ก็มาตรวจสอบว่า เราปฏิบัติไปได้แค่ไหน แล้วท่านก็ให้ปริยัติต่อ กล่าวคือ คำแนะนำที่ว่า ต่อไปให้ทำอย่างนั้นๆ หรือบอกให้รู้ว่าประสบการณ์ที่ได้มาตอนนี่ผิดพลาด ให้แก้ไขอย่างนั้นๆ นี่คือ "ปริยัติ"ทั้งสิ้น

ในพระพุทธศาสนานั้น ท่านใช้คำว่าปริยัติในความหมายเฉพาะ ท่านจำกัดความไว้ทีเดียวว่า "ปริยัติ" หมายถึง "พุทธพจน์ หรือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า" ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพึงเล่าเรียน...

ถ้าจะพูดให้ตรงทีเดียว ผู้ที่กล่าวว่า "ปฏิบัติได้โดยไม่มีปริยัติ" ก็เท่ากับพูดว่า.."ตนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ ไม่ต้องรู้เลยว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร" ซึ่งก็มีความหมายอย่างเดียวกับพูดว่า ตนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องมีพระพุทธเจ้าเลยนั่นเอง

ถ้าอย่างนั้น คนอื่นก็ย่อมจะกล่าวกับผู้นั้นได้ว่า เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า หรือว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา

แต่เขาปฏิบัติอะไรๆ ที่เป็นเรื่องความคิดความเห็นของตัวเขาเอง หรือของอาจารย์ท่านนั้นๆโดยเฉพาะ ซึ่งก็อาจจะเก่งมาก เช่น อย่างโยคีหรือฤๅษีชีไพรตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ที่ได้ถึงฌานสมาบัติ หรือ แม้กระทั่งจบโลกียอภิญญาชั้นสูงสุด แต่ก็ไม่ใช่พระพุทธศาสนา

รวมความว่า ปัญหาเกี่ยวกับ"ปริยัติ"นั้น
ไม่ใช่ถามว่าปริยัติต้องมีหรือไม่?
แต่ควรถามว่า ปริยัติจะเอาแค่ไหน?
และจะรับเอามาอย่างไร?"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมบรรยาย "ปฏิบัติธรรม ให้ถูกทาง" เมื่อ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ ที่ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...  ส.หลก

กบ​ อัศวินสีส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #122 เมื่อ: 09:48 น. วันที่ 08 มิ.ย.62 »
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าเราทำดีโดยการมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้ว เราจะมี ความอุ่นใจถึง4 อย่าง

1. ถ้าหากว่าชาติหน้ามีจริง บาปบุญที่ทำไว้มีจริง ก็เมื่อเราทำแต่ดี ไม่ทำชั่ว เราจะชื่นใจว่าเราจะไป เกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่นอน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่หนึ่ง

2. ถ้าหากว่าชาติหน้าไม่มีจริงบาปบุญที่คนทำไว้ไม่มีจริงก็เมื่อเราไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีชาตินี้เราก็สุข แม้ชาติหน้าจะไม่มีก็ตามนี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สอง

3. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำไว้ ชื่อว่าเป็นอันทำ คือได้รับผลของบาป ก็เมื่อเราไม่ทำบาปแล้ว เราจะได้ รับผลของบาปที่ไหน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สาม

4. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำแล้วไม่ได้เป็นบาปอันใดเลยหรือไม่เป็นอันทำ ก็เมื่อเราไม่ได้ทำบาป เราก็ พิจารณาตนว่าบริสุทธิ์ทั้งสองส่วน คือ ส่วนที่เราไม่ได้ทำชั่ว และในส่วนที่เราทำดี เราก็มีความสุขในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ทำชั่ว นรกสวรรค์จะมีหรือไม่มีบาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็ได้ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่คนที่ทำชั่วนรกสวรรค์จะมีหรือไม่มี บาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็เดือดร้อนทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าหากว่าสวรรค์มีจริง เขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ถ้านรกมีจริง เขาก็ต้องลงนรก ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะ เราไม่ได้ทำชั่วในปัจจุบัน และเราก็มีความสุขในปัจจุบัน เพราะเราทำดี การให้พิจารณาอย่างนี้ เป็นการพิจารณา ที่สร้างเหตุสร้างผลขึ้น...  ส.สู้ๆ

กบแดงมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #123 เมื่อ: 09:26 น. วันที่ 11 มิ.ย.62 »

. ส.หลก

กบแดงมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #124 เมื่อ: 20:50 น. วันที่ 15 มิ.ย.62 »
ปิดปิด ปิดปิด เปิดเปิด
ประเสริฐประสาทเป็นศรี
ปิดเป็นเปิดเป็นเด่นดี
กาลีไม่กัดกินใจ
      ปิดปิดปิดตาเสียบ้าง
อย่าสร้างเรื่องราวสาวไส้
อย่ารู้อย่าเห็นประเด็นใด
บอดได้เสียบ้างก็ดี
         ปิดปิดปิดปากเสียเถิด
พูดเปิดปากคาวฉาวฉี่
พูดมากมากเรื่องเคืองตี
จะดีไม่พูดพล่ามเพลิน
      ปิดปิดปิดหูเสียที
ใยดีทำไมใครสรรเสริญ
นินทาโลกธรรมช้ำเชิญ
อย่าเหินอย่าหกตกใจ
        ปิดปิดปิดปิดเปิดเปิด
ประเสริฐประสาทมาดใหม่
แกล้งโง่แกล้งฉลาดปราชญ์ใช้
ทำได้ทำเป็นเย็นทรวง...  ส.หลก

กบแดงมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #125 เมื่อ: 11:01 น. วันที่ 23 มิ.ย.62 »
ความตาย..ไม่มี นิมิต เครื่องหมาย
ความตาย..คือ ธรรมดาของชีวิต

ชีวิตํ พฺยาธิ กาโล จ   เทหนิกฺเขปนํ คติ
ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ   อนิมิตฺตา น นายเรฯ

สิ่งไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ซึ่งใครๆก็รู้ไม่ได้ ในสัตว์โลกมีอยู่ ๕ อย่าง คือ  ๑. อายุ  ๒. โรค  ๓. เวลา  ๔. สถานที่  ๕. ที่เกิด

หมายความว่า...
๑. อายุ (ชีวิตํ)  จะตายในอายุเท่าใดก็ไม่รู้
๒. โรค (พฺยาธิ)  จะตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้
๓. เวลา (กาโล)  จะตายกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้
๔. สถานที่ (เทหนิกฺเขปนํ)  จะตายในบ้านหรือนอกบ้านก็ไม่รู้
๕. ที่เกิด (คติ) ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้

คัมภีร์วิสุทธิมรรค
-------------------------

สังเวชนียธรรม
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช

" ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด

มนุษย์ทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ โง่ ฉลาด มั่งมี และยากจน ล้วนต้องตาย ชีวิตของสัตว์เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สุกบ้าง ดิบบ้าง ซึ่งล้วนมีความแตกสลายเป็นที่สุด "

มหาปรินิพพานสูตร
ที.ม. ๑๐/๑๘๕/๑๓๑-๑๓๒

หมายเหตุ
คำว่า "สังขารทั้งหลาย" ในที่นี้ หมายถึง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ที่ตรงกับคำว่า "สังขตธรรม" ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
----------------------------------

ชีวิตนี้น้อยนัก..มีความตายเป็นที่แน่นอน

" สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวซึ่งเป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไป(สู่ความตาย) เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อมเคลื่อนไปเรื่อยไป ไม่หวนกลับมา ดังนี้

      วันและคืนล่วงไป ชีวิตพลอยดับไปด้วย อายุของสัตว์ค่อยสิ้นไป  ดังน้ำแห่งแม่น้ำน้อยค่อยแห้งไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความตายเป็นเที่ยงแท้แน่นอน ดุจผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความหล่นในเวลาเช้า ฉะนั้น

      อนึ่ง เหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกอย่างล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น
     หยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็ตกไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น."

คัมภีร์วิสุทธิมรรค
อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ
---------------------------------

คติธรรมดา...ของชีวิต

"การระลึกถึงความตายก็เป็นสิ่งสำคัญ ความตายนั้นเป็นความจริงของชีวิต ท่านเรียกว่าเป็นคติธรรมดา คือคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ชีวิตมีการเริ่มต้นก็ต้องมีที่สิ้นสุด การเริ่มต้นของชีวิตเราเรียกว่าการเกิด การสิ้นสุดของชีวิตเราเรียกว่าความตาย เกิดกับตายนี้เป็นของคู่กันและต้องตามกันมาแน่นอน เมื่อระลึกถึงความตายก็คือระลึกถึงความจริงของชีวิต ซึ่งจะทำให้เราเกิดความรู้เท่าทัน แต่ก็เช่นเดียวกันต้องระลึกให้ถูกต้อง ถ้าระลึกไม่เป็น เรียกว่าทำในใจไม่แยบคาย ก็จะทำให้เกิดโทษได้

คนที่ระลึกถึงความตายโดยทำใจไม่แยบคาย เรียกว่าระลึกไม่เป็น จะทำให้เกิดโทษสองประการ

ประการที่หนึ่ง คือ นึกถึงแล้วเกิดความประหวั่นพรั่นกลัว ความประหวั่นพรั่นกลัวเป็นสิ่งบีบคั้นจิตใจ ทำให้จิตใจเศร้าหมองมีความทุกข์ เป็นการระลึกที่ไม่ถูกต้อง

ประการที่สอง ระลึกแล้วทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ โดยเฉพาะการระลึกถึงความตายของบุคคลผู้เป็นที่รัก เมื่อทำให้จิตใจไม่สบายก็เป็นความทุกข์ เป็นการระลึกที่ไม่ถูกต้องอีกเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ บางคราวยังเกิดผลประการที่สาม คือ บางคนไปนึกถึงความตายของคนที่เกลียดชังเป็นศัตรูกัน ก็ทำให้เกิดความดีใจ ความดีใจในกรณีนี้เป็นความดีใจในทางร้าย เป็นอกุศล ก็ไม่ดีอีก รวมแล้วก็เป็นการทำในใจไม่แยบคายทั้งสิ้น

ในทางตรงข้าม ถ้าระลึกถึงอย่างถูกต้องก็เป็นคุณเป็นประโยชน์

ประโยชน์ประการที่หนึ่ง ในระดับทั่วไปก็คือ ทำให้เกิดความไม่ประมาท เพราะความตายนี้เป็นความจริงของชีวิตที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นการไม่แน่นอนว่าความตายที่จะเกิดขึ้นแน่นอนนี้จะเกิดขึ้น ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร เราไม่อาจคาดคะเนได้

ในเมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ว่าชีวิตของเราเองก็ตาม สิ่งที่เราเกี่ยวข้องก็ตาม ล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจัง ไม่คงอยู่ยั่งยืนตลอดไป จึงจะนอนใจอยู่ไม่ได้ เวลาที่ผ่านไปนั้นมันผ่านไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงด้วย และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่แน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราจึงจะต้องเร่งรีบทำกิจหน้าที่และทำความดี สิ่งที่ควรทำก็รีบทำ สิ่งที่ควรละเว้นก็รีบละเว้น สิ่งที่ควรป้องกันกำจัดแก้ไขก็รีบป้องกันกำจัดแก้ไขเสีย อันนี้เรียกว่า "ความไม่ประมาท" การระลึกถึงความตายในทางที่ถูกต้องจะทำให้เกิดผล คือ ความไม่ประมาท และในการที่จะเพียรพยายามทำความดี ทำกิจหน้าที่ และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไป

ประการที่สอง การระลึกถึงความตายในฐานะที่เป็นความจริงของชีวิตนั้น ทำให้เกิดความรู้เท่าทันความรู้เท่าทันความจริงของชีวิตนี้ก็ทำให้เกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาก็ทำให้รู้จักปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ปฏิบัติต่อชีวิตของตนได้ถูกต้องเป็นต้นไป

คนเรานี้เมื่อไม่รู้จักชีวิตของตนเองก็ปฏิบัติต่อชีวิตผิด พอปฏิบัติต่อชีวิตผิดก็ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายรอบๆ ตัวผิดด้วย เพราะเราเข้าใจสิ่งทั้งหลายไม่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต ก็จึงเที่ยวไปยึดถือผิดๆ หรือยึดถือในทางที่เป็นไปไม่ได้ต่อสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำการไปตามอำนาจ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างน้อยพอเรารู้เท่าทันความจริงของชีวิตว่า ชีวิตของเราก็เท่านี้แหละ คือมีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีความตายในที่สุด ในที่สุดก็ต้องจากโลกนี้ไป จะโลภโมห์โทสันไปทำไม มีแต่จะก่อทุกข์ก่อการเบียดเบียนกันไปเท่านั้นเอง ทางที่ดีควรจะใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่ดีงาม แล้วก็ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใสด้วยความรู้เท่าทัน การระลึกถึงความตายในฐานะเป็นความจริงของชีวิตทำให้เกิดประโยชน์ประการที่สองนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในทางปัญญาที่สำคัญ

การรู้ได้คิดได้อย่างนี้เป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ถ้ารู้จักนำมาใช้ประโยชน์ การระลึกถึงความตายก็เป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอเป็นประจำ คนที่ระลึกถึงความตายอย่างถูกต้องจะมีจิตปลอดโปร่งเบิกบานผ่องใส และไม่มีความกลัวต่อความตาย แต่จะเกิดความรู้สึกปลุกเร้ากระตุ้นเตือนตนเองให้เอาจริงเอาจังกับการทำกิจหน้าที่ ทำความดีงามและสร้างสรรค์ประโยชน์สุขทั้งแก่ชีวิตของตนเอง และชีวิตที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นให้เป็นไปอย่างกระตือรือร้น"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ "นึกถึงความตายก็ต้องทำใจให้ถูก".... ส.สู้ๆ

ออฟไลน์ siriratsaeng

Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #126 เมื่อ: 22:45 น. วันที่ 25 ก.ค.62 »
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ





https://ufa-wb998.com/agent-ufabet/

หมูแดงเอ๋อ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #127 เมื่อ: 17:47 น. วันที่ 29 ก.ค.62 »

 ส.หลก

แกงส้มกบ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #128 เมื่อ: 08:42 น. วันที่ 30 ก.ค.62 »

หมูแดง​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #129 เมื่อ: 08:51 น. วันที่ 30 ก.ค.62 »

. ส.หลก

หมูแดง(ธัมมี่)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #130 เมื่อ: 09:42 น. วันที่ 01 ส.ค.62 »

. ส.หลก

จูน​ ขนนกยัน

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #131 เมื่อ: 16:28 น. วันที่ 06 ส.ค.62 »

. ส.หลก

Julalak

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ - รบกวนขอไฟล์ภาพค่ะ
« ตอบกลับ #132 เมื่อ: 07:54 น. วันที่ 16 ส.ค.62 »
. ส.หลก
ดิฉันอยากรบกวนขอไฟล์ภาพค่ะ ดิฉันมีความประสงค์พิมพ์เป็นธรรมทาน

julalak.brown@hotmail.com

ขอบพระคุณมากค่ะ
จุฬาลักษณ์ บราวน์

ออฟไลน์ Julalak

Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #133 เมื่อ: 08:18 น. วันที่ 16 ส.ค.62 »
มีอยู่ 2 ภาพที่สามารถปริ้นเป็นภาพใหญ่เท่าโปสเตอร์ได้ครับ เลือกดูครับ

ถ้าต้องการทิ้งเมล์ไว้กระทู้นี้น่ะครับ จะส่งไปให้ครับ ภาพใหญ่มากๆครับ (ก็หาทางเน็ตเหมือนกันครับ)

แล้วไปติดต่อโรงพิมพ์ที่มี printer ขนาดยักษ์ ที่เคยเห็น มาสเตอร์พีช หน้าวัดปากน้ำ หรือ บิกซีเอ็กต้า (คาร์ฟูเก่า) ชั้น 2

ไปถามราคาดูน่ะครับว่าแผ่นเท่าไร ถ้าพิมพ์เท่ากระดาษโปสเตอร์  ส.หัว

ดิฉันรบกวนขอโปสเตอร์ด้วยค่ะ มีความประสงค์พิมพ์เป็นธรรมทานค่ะ
julalak.brown@hotmail.com

ขอบพระคุณมาก่ะ
จุฬาลักษณ์ บราวน์

สมชาย​ หมอแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #134 เมื่อ: 20:36 น. วันที่ 20 ส.ค.62 »
“สารจากสนเฒ่า”
.

ขึ้นชื่อว่า “สุสาน”
คงมีไม่กี่คนที่อยากไปเยือน
เพราะเราต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า
สุสานมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร
.
แต่หากใครก็ตามได้มาเยือนสุสานเก่าแก่
แห่งเมืองโคยะซัง จังหวัดวากายาม่า
ประเทศญี่ปุ่น
ทัศนคติเกี่ยวกับสุสาน
คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
ในวันที่ผู้เขียนมาถึงที่สุสานหลวงแห่งนี้
ตามคำแนะนำของสถาปนิก
ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดวางภูมิทัศน์
ที่ยึดโยงสิ่งแวดล้อมเข้ากับสถาปัตยกรรม
อันเป็นเวลาราวบ่ายโมงเศษ
ผู้เขียนพบว่ามีผู้คนคราคร่ำแน่นขนัด
ตั้งแต่ทางเข้าจนสุดทางเดินเข้าสุสานด้านใน
ที่อยู่ลึกเข้าไปหลายกิโลเมตร
นักท่องเที่ยวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
นักศึกษาจากบางมหาวิทยาลัย
ดาหน้าเดินสู่สุสานแห่งนี้
ดังหนึ่งว่า ที่นี่ ไม่ใช่ที่ที่ฝังอสุภซากของคนตาย
.
พวกเขามาดูอะไรกัน ?
คำถามนี้ดังก้องอยู่ในห้วงคิดของผู้เขียน
เพื่อให้หายสงสัย
คณะของเราจึงดุ่มเดินเข้าไปตามทาง
สำหรับคนอื่น
อาจเดินได้เร็วกว่าพวกเราหลายเท่าตัว
แต่สำหรับกลุ่มของพวกเราแล้ว
หนึ่งชั่วโมงแรกผ่านไป
เรายังก้าวเข้าไปไม่ถึง ๑๐๐ เมตรของสุสานเลย
.
ใช่แล้ว !
เราต่างก็ต้องมนต์สะกดของสุสานเข้าอย่างจัง
มนต์ที่ว่านั้นก็คือ ป่าสนอายุหลายสิบจนถึงหลายร้อยปี
หรือบางที บางต้นอาจอายุยืนยาวถึงพันปี
ที่นี่ เป็นบ้านอันอุดมสมบูรณ์ของป่าสนนับหมื่นนับแสน
ที่ขึ้นอยู่เป็นดงแน่นขนัด
บางช่วง บางบริเวณ มีต้นสนใหญ่ขนาดสิบคนโอบ
ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเหมือนกำลังชุมนุมกันถกปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง
ผู้เขียนแหงนคอตั้งบ่า
ทอดตามองดูปู่ ย่า ตา ยาย ของต้นสน
ที่อายุรวมกันน่าจะได้หลายหมื่นปี
.
นาทีนั้นเอง
วาบความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
“มนุษย์เอ๋ย...
เจ้าทั้งหลาย
อย่าหลงตัวเองว่ายิ่งใหญ่ไปนักเลย
พวกเจ้าน่ะ อยู่กันไม่ถึงร้อยปี
ก็ต้องจากโลกนี้ไปกันหมดแล้ว
แต่ดูพวกเราสิ
สนต้นที่หนุ่มที่สุด
อายุก็ย่างสองร้อยปีเข้าไปแล้ว
เลิกอหังการเสียเถิดมนุษย์เอ๋ย
พวกเจ้าไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เข้าใจผิดกันหรอกนะ
เมื่อเทียบกับสนอย่างพวกเราแล้ว
พวกเธอก็ไม่ต่างอะไรกับมอสส์ต้นเล็กๆ
ที่ขึ้นอยู่ตามโคนต้นของพวกเราเท่านั้นเอง”
.
“เมื่อเทียบกับธรรมชาติ
มนุษย์เป็นเพียงผงคลีธุลีดินเท่านั้น”
หากคิดได้อย่างนี้
เรา (มนุษยชาติ)
คงเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลงกว่านี้มาก
.
(ว.วชิรเมธี)

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]