gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 


ผู้เขียน หัวข้อ: “กลิ่นเท้า” เกิดจากอะไร และวิธีการแก้ปัญหากลิ่นเท้า  (อ่าน 526 ครั้ง)

“กลิ่นเท้า” เกิดจากอะไร และวิธีการแก้ปัญหากลิ่นเท้า

ออฟไลน์ ทีมงานบ้านเรา

เมื่ออวัยวะอย่างเท้าของเราส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ คุณควรทำอย่างไร

           


เคยเจอไหม เวลาอยู่ในโรงหนัง รถไฟฟ้า หรือยิม ที่มีบรรยากาศดีดี จู่ๆก็มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยมาเตะจมูก ทันใดนั้นปฏิกิริยาของเราก็คงสูดหายใจเข้าไปอีกรอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นกลิ่นอะไรกันแน่ ต่อจากนั้นก็คงมองไปรอบตัว 360 องศา ซ้ายที ขวาที บนอีกที ก็ยังไม่เจออะไร แต่พอมองลงล่างเท่านั้นแหละก็เจอตัวการ “รองเท้า” คู่เก่ง นั่นเอง

อย่างที่คนส่วนใหญ่รู้กันดีว่า ปัญหากลิ่นเท้าเกิดจากการหมักหมมของเชื้อต่างๆ ที่เท้า ร่วมกับการมีเหงื่อบริแวณเท้ามากผิดปกติ ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับลักษณะผิวหนังที่เท้าสักหน่อย ผิวหนังที่บริเวณนี้จะมีความหนามากที่สุดครับถ้าเทียบกับบริเวณอื่นของร่างกาย รวมทั้งจะมีผิวหนังชั้นขี้ไคลหรือ Stratum Corneum หนาเป็นพิเศษซึ่งผิวหนังชั้นนี้แหละครับที่เป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อต่างๆ อีกทั้งบริเวณฝ่าเท้าก็จะมีต่อมเหงื่อในปริมาณมาก พอมีเหงื่อมากๆ ชั้นขี้ไคลของเราก็อัดตัวกันแน่นมากขึ้น เชื้อโรคเลยยกโขยงมาอยู่รวมกันมากขึ้นเป็นธรรมดา

“กลิ่นเท้า” เกิดจากอะไร และวิธีการแก้ปัญหากลิ่นเท้า

            โรคเชื้อราที่เท้าหรือ Tinea Pedis เป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อย มีลักษณะหลายแบบตั้งแต่เป็น Athlete’s Foot กล่าวคือมีลักษณะเป็นขุยๆ แดงๆ ที่ง่ามนิ้วเท้า พบบ่อยที่สุดคือง่ามนิ้วกลางและนิ้วนาง นอกจากนั้นยังมีลักษณะเป็นแผ่นหนา ดูคล้ายเป็นแบบรองเท้าอาจเป็นแบบแผลตุ่มน้ำ แผลเซาะ (Ulcer) ได้การรักษาทำได้โดยใช้ยาทาร่วมกับยากินฆ่าเชื้อราเป็นเวลา 1 – 2 เดือน ถึงจะหายขาด

            ส่วนคนไข้ที่มีโรคร่วม เช่น เบาหวานหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะมีการติดเชื้อราแคนดิดาได้ลักษณะรอยโรคจะมีลักษณะแดงฉ่ำมากกว่า พบมากที่ง่ามนิ้ว และมีรอยโรคกระจายออกมาตามฝ่าเท้าและหลังเท้า รักษาได้โดยการใช้ยาทาฆ่าเชื้อโรค

            โรค Pitted Keratolysis เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Kytococcus หรือ Corynebacterium รอยโรคมีลักษณะสีเหลือง มีรอยหลุมเป็นจุดเล็กที่บริเวณฝ่าเท้า โดยมักจะเกิดใรบริเวณที่กดทับมากกว่าบริเวณโค้งของเท้า คนไข้มักจะมีกลิ่นเท้า และพบว่ามีเหงื่อออกมาร่วมด้วย รักษาโดยการใช้ยาทาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Benzoly Peroxide, Fusidic Acid หรือ Erythromycin เป็นต้น

            โรคติดเชื้อดังกล่าวไม่แนะนำให้ซื้อยามาทาเอง เพราะเมื่อไปพบแพทย์ผิวหนัง คุณหมอจะต้องตรวจร่างกายพร้อมซักประวัติและอาจจะสั่งให้ตรวจเพิ่ม เช่น การขูดเชื้อจากผิวหนังไปย้อม KOH (Potassium Hydroxide) แล้วส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจดูเชื้อ ซึ่งการทายาเองอาจจะทำให้ลักษณะผื่นเปลี่ยนไปและตรวจไม่เจอเชื้อส่งผลให้การรักษาล่าช้าได้ครับ การดูแลเบื้องต้น ถ้าหากคุณเป็นคนเหงื่อออกมาก อาจจะใช้ยาฟอก เช่น Hibiscrub, Selenium Sulfide ทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลหลุดออกไปเพื่อลดจำนวนเชื้อ

             กว่าคนไข้จะมาพบแพทย์ก็มักจะผ่านการทายามาหลายขนานแล้ว ไม่ว่าจากคลินิกใกล้บ้าน หรือร้านขายยาก็ตาม อย่างน้อยก็อยากให้คนไข้นำยาหรือจำชื่อยาที่เคยใช้มาให้คุณหมอด้วย เพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้ดียิ่งขึ้น



            นอกจากโรคติดเชื้อดังกล่าวที่ทำให้เกิดกลิ่นแล้ว ยังมีโรคทางกายอื่นๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นและอาการเหงื่อออกมาก หรือที่เรียกว่า Hyperhidrosis เช่น โรคทางพันธุกรรม ไทรอยด์ เบาหวาน มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือโรคทางระบบประสาท ก็ทำให้เกิดอาการเหงื่อออกมากจนผิดปกติได้ ฉะนั้นหากมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะด้านเพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
การรักษาเรื่องกลิ่นและเหงื่อ นอกจากการรักษาความสะอาด รวมทั้งใส่รองเท้าที่ไม่คับจนเกินไปแล้ว การทายาลดเหงื่อกลุ่ม Aluminum Chloride การทำ lontophoresis หรือการฉีดสาร Botulonum ก็สามารถทำให้อาการทุเลาลงได้

            โดยสรุปแล้วเท้าเจ้าปัญหาของเรานั้นเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่รักการออกกำลังกาย เพราะปัญหาเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังส่งผลต่อบุคลิกภาพของเราด้วย บางครั้งคุณอาจจะไม่รู้ แต่คนข้างๆ คุณคงสัมผัสได้


ที่มา - http://healthmeplease.com/
ศูนย์ข่าวบ้านเรา ฉับไวทุกข่าวสาร ทันทุกสถานการณ์ท้องถิ่น
แจ้งข่าว รายงานข่าว โทร.074-214222 อีเมลล์ webgimyong@gmail.com

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]