gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ใครเป็นพระแท้ใครเป็นพระเทียม ช่วยวิจารณ์หน่อยครับ สับสนงุนงง กับคำสอนของแต่ละรูป  (อ่าน 3485 ครั้ง)

ใครเป็นพระแท้ใครเป็นพระเทียม ช่วยวิจารณ์หน่อยครับ สับสนงุนงง กับคำสอนของแต่ละรูป

ปลุกสติ

  • บุคคลทั่วไป
ใครเป็นพระแท้ ใครเป็นพระเทียม ช่วยวิจารณ์หน่อยครับ สับสนงุนงง กับคำสอนของแต่ละรูป ขอเหตุผลประกอบด้วยนะครับ

คนเมืองหาด

  • บุคคลทั่วไป
"พระแท้มีแต่ให้ สติ  ไม่เอาสตางค์.  พระเทียมจ้องเอา สตางค์ และ ทำให้ขาด สติ อยู่เสมอๆ"
จะขายของยังต้องศึกษา ว่า อันไหนแท้อันไหนเทียม จะซื้อของ ยังต้องแยกเป็นว่าของเลียนแบบหรือของจริง.เดินวนหลายรอบหลายร้านสอบถามราคากว่าจะจ่ายเงินซื้อของ  แล้วเวลาจะนับถือฟังคำใคร ทำไมไม่ลองศึกษาเปรียบเทียบ ว่าคนไหน ดีคนไหนไม่ดี เค้าพูดเค้าทำเพื่อหลอกเอาเงินเราหรือเพื่อประโยชน์ของเราจริงๆ อย่าสนับสนุนมิจฉาชีพที่เอา ศพหรือเอาชื่อเสียงของภิกษุบางรูป และ ของพระพุทธเจ้ามา สร้าง รูปหล่อ สร้างพุทธรูปเพื่อหาเงิน เค้า หลอกลวงเราเพราะเค้าจะเอาเงินของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม แล้วมันก็จะวนมาลงที่ครอบครัวของเราลูกหลานของเรามาถึงตัวเรา. ในที่สุด. ก่อนจะจ่ายเงินทำบุญไม่ว่า  กี่บาท  ต้องคิดก่อน อย่ามักง่าย เดี๋ยวจะกลายเป็นเปรต เพราะไปร่วมทำบาปกับเปรต   ปลอดภัยที่สุดคือ ทำบุญกับตัวเอง มีสติกับลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ เหมือนที่ พระพุทธเจ้า สอนไว้พยามยามพาตัวเองนิพพานหรือขึ้นสวรรค์ ทำบุญกับคนในบ้าน คนรอบข้าง ให้ทุนการศึกษา เด็กๆ ให้โอกาสเด็กกำพร้า ผู้พิการ คนป่วย ผู้ยากไร้ มูลนิธิโรงพยาบาลใกล้บ้าน มูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ สัตว์ที่ลำบาก ปลูกต้นไม้ ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต รู้คุณค่าของสิ่งของ จะเห็นได้ว่า ทำบุญทำได้หลายวิธีมากมาย "ถ้าทำบุญเอาหน้า หวังเอาบุญ ยิ่งทำบุญกับพวกใจเป็นเปรตแต่งกายเป็นภิกษุ อย่าไปทำ เด็ดขาด เปรตยังเอาตัวไม่รอด จะหวังพาให้ขึ้นสวรรค์เป็น นางฟ้า เทพบุตร มันเป็นไปไม่ได้ เปรตมีแต่อยากให้เราเป็นแค่สาวกของมัน เอาเปรียบ หลอกลวงเราอย่างสม่ำเสมอ คอยพร่ำบอกสาวก ว่าอย่าไปเชื่อ พระแท้ ให้เชื่อ เปรต" ดังนั้น ต้องใช้สติ ฟังมากเรียนรู้มากใช้สติให้มากๆ   จำไว้ว่า พระดีพระแท้ไม่ต้องการเงินทองของมีค่า ถ้าญาติโยมยัดเยียดให้พระมีกิเลส ต้องการใช้สิ่งของ มีทรัพย์เหมือนตัวของญาติโยม อันนี้ บาป มหันต์ เมื่อตายไป อย่าหวังขึ้นสวรรค์ เอาให้รอดจากขุมนรกที่18 ยังยากเลย "อย่าโง่ ชักชวน คนอื่น หรือ ซื้อ ความเป็นเปรต ให้ตัวเองหรือคนใกล้ชิด"

ตื่นเถิดชาวพุทธ

  • บุคคลทั่วไป
ว่ากันว่า ความยิ่งใหญ่ในวันนี้ ของธัมมชโย และธรรมกาย ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
แต่ได้มาเพราะความชั่ว และความเลว ล้วนๆ จากปาก พระอดิศักดิ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของผู้ก่อตั้งวัดธรรมกาย http://www.oknation.net/blog/buddhacore/2012/04/04/entry-1 เลวกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ ขอบคุณที่เอามาเผยแพร่ ช่วยกัน เตือนเพื่อนๆและชาวพุทธทุกชาติศาสนาด้วยกัน ครับ

หลวงบ่าว

  • บุคคลทั่วไป
"จน" แปลว่า "มีน้อย" แต่ไม่ได้แปลว่า "ทุกข์"
"รวย" แปลว่า "มีมาก" แต่ไม่ได้แปลว่า "สุข"
"พอเพียง" แปลว่า "มีพอ" ก็ไม่ได้แปลว่า "ทุกข์" หรือ "สุข

...ที่สุดแห่งความเสียดาย คือ ตายไปแล้ว ใช้เงินไม่หมด
...ที่สุดแห่งความสลด คือใช้เงินหมดแล้ว ยังไม่ตาย
...ไม่มีใครรู้หรอกว่า... เวลาที่ผ่านมา กับเวลาที่เหลืออยู่ อย่างไหน? จะมีมากกว่ากัน !

ทำทุกวันให้เป็นวันที่มีความสุขนะ

ตื่นเถิดชาวพุทธ

  • บุคคลทั่วไป
เรายกย่องพระพุทธเจ้าเพราะท่านมาให้สติบอกกล่าวสั่งสอนให้ความรู้เพื่อพ้นทุกข์ ท่านไม่เคยเอาสมบัติหรือเงินทองไปทำบุญกับนักบวช เพื่อที่จะพ้นทุกข์หรือขอไปอยู่บนสวรรค์ ถ้าท่านทำอย่างนั้นท่านจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าหรือ ?? ท่านสั่งสอนความเป็นจริงของธรรมชาติให้อยู่บนความจริงไม่เพ้อฝัน ไม่ได้สอนให้สร้างถาวรวัตถุ หรือแม้แต่รูปปั้นของท่านเอง ใครปั้นใครหล่อพุทธรูปก็ถือว่าผิดคำสอน ท่านสอนให้เรารู้จักคิดไม่หลงงมงายให้เป็นประทีปส่องนำทางตัวเองสู่นิพพาน ไม่ใช่ต้องคอยสรรเสริญหรือต้องนำสิ่งใดมาถวายผู้ใดหรืออะไรเลย ท่านไม่ได้สอนให้หวังขอยืมหรือพึ่งอำนาจบารมีหรือฤทธิ์เดชของตัวท่านเองหรือเทพองค์ใด ให้พวกเราพ้นทุกข์ ท่านสอนให้พึ่งตัวเองทำบุญกับตัวเองก่อนมีสติกับลมหายใจรู้เท่าทันและดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายคือการเกิด พวกเราต่างหากที่เข้าใจผิด ไม่หวังพึ่งตัวเองไม่พาตัวเองขึ้นสวรรค์หรือนิพพาน ปล่อยให้พวกมิจฉาชีพ เห็นช่องทางของความขี้เกียจทำบุญกับตัวเองของเราที่เรียบง่าย มาหลอกลวงให้หลงในบุญที่พยายามสร้างภาพให้ดูยากและอลังการ ซึ่งมันอันตรายเพราะเสียทั้งเวลาเสียทั้งทรัพย์เดือดร้อนตัวเองและครอบครัว เพื่อนที่ดีไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะความเชื่อยึดมั่นถือมั่นในสัญญาลมๆแล้งของมิจฉาชีพ ที่หลอกตีกินไปวันๆ “ทำไมท่านไม่เชื่อพระพุทธเจ้า” ถึงมันไม่ง่ายแต่มันก็ไม่ได้ยากต่อความเข้าใจและฝึกฝนปฏิบัติ เวลาเป็นสิ่งมีค่าเราทุกท่านไม่รู้ว่าตนเองจะหมดลมหายใจเมื่อใด อย่ามัวแต่เสียเวลากับการหลงบุญ มันจะตื่นยากกว่าบาปและอันตรายมากกว่าบาป สเหมือน ความสุข มันน่าหลงใหล มันไม่ช่วยให้เราตื่น แต่ ทุกข์ ที่เรารังเกียจ มันช่วยให้เราหาวิธีดับมัน พ้นไปจาก บุญและบาป พ้นไปจากการเกิด ใช้สติ ตรองดู หนทางนิพพานก็ติดตัวท่านอยู่ตลอด ขอให้หยุดอย่ามัววิ่งตามเงา เท่านี้ ก็จะสังเกตเงาได้ชัดเจน จะไปคอยฟังมารศาสนา ที่มีแต่ความโลภแต่แสร้งว่าดีแต่งตัวห่มด้วยผ้าเหลือง สั่งสอนในทางผิดเพื่อหวังเอาทรัพย์จากพวกเราไปทำไม เก็บไว้ช่วยพ่อแม่ลูกหลานญาติพี่น้อง ช่วยเหลือ ผู้ป่วยผู้พิการเด็กๆ ผู้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่เป็นอนาคตของชาติและอนาคตของศาสนาทุกศาสนากันดีกว่า หากเราทำบุญกับจุดเล็กๆเหล่านี้สัญญาณแห่ง พุทธศาสนา จะครอบคลุมไปทั่วประเทศทั่วโลกทั่วจักรวาล วงกลมวงใหญ่ที่ดูอลังการเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆฉันใด ความสำคัญที่จริงแท้ก็อยู่ในสิ่งเล็กๆที่เต็มไปด้วยความยินดีปรีดาของครอบครัวคนรอบข้าง สังคมเล็กๆของท่านฉันนั้น
ปล.ขอทำความเข้าใจอีกครั้งว่า ทำบุญทำกับตัวเอง คนในครอบครัว ก่อนแล้วกระจายไปยังคนรอบข้างรวมถึงต้นไม้ สัตว์ แล้ว กระจายไปทั่วประเทศทั่วจักรวาล ผู้ที่รู้จักเรียงลำดับความสำคัญก่อนและหลังย่อมจะเข้าใจในศาสนาพุทธได้ง่าย อีกอย่างก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าท่านทำบุญกับอะไร ท่านทำบุญกับตัวท่านเองทำบูญด้วยการอ่านคิดแสวงหาปัญญาและฝึกฝน แล้วสั่งสอนกระจายไปยังคนรอบข้างใช่หรือไม่ ก่อนมีพระพุทธเจ้าท่าน เอาภิกษุที่ไหนไปทำบุญด้วย ทำบุญกับภิกษุแล้วได้ไปสถานที่นิพพานนั้นเป็นเรื่องลวงโลก อย่าลืมว่าภิกษุคือลูกชาวบ้าน บวชเรียนเพื่อต้องการพ้นทุกข์เหมือนเรา ถ้าสั่งสอนคำตถาคต ก็ควรเกื้อหนุนตามสมควรแก่เหตุ ถ้าหากสอนให้เอาเงินทำบุญก็ถือว่าผิดพระวินัยแล้ว เป็นมิจฉาชีพ อย่าได้หลงเชื่อ มิจฉาชีพนั้นเราไม่ต้องยกย่องด่าได้เหยียบได้จับขังคุกได้เป็นเหมือนเศษเดน ที่ไร้ค่าไม่บาปแต่กลับได้บุญ เพราะไม่ใช่พระแท้ เป็นของเทียมที่เลียนแบบ เราควรเห็นแก่พุทธศาสนาเป็นสำคัญ ช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา ด้วยกันครับ ชาติหน้าจะได้เกิดมาในร่มเงาของพระพุทธศาสนากันต่อไป

หลวงบ่าว

  • บุคคลทั่วไป

คนเมืองสง

  • บุคคลทั่วไป

ปลุกสติ

  • บุคคลทั่วไป
"กำแพงเมืองที่สูงตระหง่านถูกสร้างเพื่อคอยป้องกันข้าศึกศัตรูก็ใช้ได้ในบางโอกาส มิสู้กำแพงที่อยู่ในใจพุทธศาสนิกชน"

 หากเป็นมนุษย์ที่แท้ ก็จะมีธรรม(คือความเป็นจิตแท้ดั้งเดิมไม่รู้จักว่าดีไม่แบ่งว่าชั่ว)คุ้มครองไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ ถึงแม้จะไร้ธรรมก็ยังมีคุณธรรม(มีการแบ่งชั่วและดีออกจากกัน) ถึงไร้คุณธรรมก็ยังมีจารีตประเพณีค้ำยัน หากไร้จารีต จึงจำเป็นต้องใช้กฏหมาย กฏหมายจึงถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าถามว่า เรามาถึงจุดนี้แล้วหรือ ก็คงต้องตอบว่าใช่ เรามาถึงช่วงกึ่งพุทธกาลกันแล้ว เป็นช่วงถอยแรงพอดี ตามพุทธทำนาย

เมื่อได้อ่านบทความด้านล่าง ก็ คงจะจำเป็นต้องทำใจเป็นไปตามนั้น หากแต่ยังกังวลถึงพวก"พระเทียม ที่เปรียบเสมือนยักษ์" ที่คอยแอบแฝงใต้ร่มพระพุทธศาสนา คอยทำมาหากิน สูบเลือดสูบเนื้อ พุทธศาสนิกชนที่หลงบุญจะนำเอากฏหมายมาสนับสนุน"พุทธเทียม"ให้แข็งแรงขึ้นไปอีก ซึ่งก็คงต้องอาศัย การร่วมใจของ พุทธบริษัท 4 ช่วยกันเตือนสติให้ปัญญา แก่ สังคม ก็ได้แต่หวังว่า หากกฏหมายได้ถูกบังคับใช้คงพอได้ปกป้องพุทธศาสนาจากเหล่ามิจฉาชีพที่ใช้ชื่อเสียงบารมีของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ รวมถึง สมมุติสงฆ์แท้บางรูป มาหลอกลวงทำมาหากินให้พุทธศาสนิกชนเดือดร้อนหลงทางกันเหมือนในทุกวันนี้

เชิญอ่าน บทความของ ท่านนายกสมาคมทางสายกลาง ด้านล่างนี้

มีพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่มีแค่พระสงฆ์
คนไทยมักคิดว่า พระสงฆ์ คือพระพุทธศาสนา ถ้ายุคไหนพระสงฆ์ประพฤติดี ยุคนั้นพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง ถ้ายุคไหนพระสงฆ์ประพฤติไม่ดี ยุคนั้นพระพุทธศาสนาก็เสื่อมถอย
คนไทยชอบคิดแบบนี้  ดังนั้น จึงต้องมาทำความเข้าใจกันหน่อยว่าพระพุทธศาสนา คืออะไร
แล้วพระพุทธศาสนาคืออะไรละ 
ขอตอบว่า คือ พระรัตนตรัย  อันประกอบด้วย
1. พระพุทธเจ้า
2. พระธรรม
3. พระสงฆ์
พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้แจ้งอริยสัจ 4 ( รู้ทุกข์ ละสมุทัย  ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ  เจริญมรรค) จึงเป็นพระพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วย
พระปัญญาคุณ(มีปัญญาเหนือโลก)
พระวิสุทธิคุณ (หมดจดปราศจากกิเลส)
และพระมหากรุณาธิคุณ (มีกรุณาต่อสัตว์โลก)
พระธรรม  คือคำสอนของพระพุทธเจ้า อันประกอบด้วย พระธรรมวินัย มีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ 
พระธรรมนี่แล คือหัวใจสำคัญ ที่พระพุทธองค์ บอกว่า พระธรรมนี่แลจะเป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์
พระสงฆ์ แบ่งเป็น 2 คือ พระอริยสงฆ์ และสมมุติสงฆ์
สงฆ์คือหมู่ หรือ พุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
แต่พระสงฆ์ใน พระรัตนตรัยนั้นหมายเอาจริงๆ เลยคืออริยสงฆ์ ซึ่งอริยะสงฆ์นั้น จะเป็นพระก็ได้ ฆราวาสก็ได้
ส่วนที่บางส่วนมีปัญหาจริงๆ นั่นคือ สมมุติสงฆ์ แถมปัญหาของสมมุติสงฆ์ จริงๆ ถ้าเทียบกับพระทั่วประเทศ 300,000 กว่ารูป ที่ปรากฏเป็นข่าว มีน้อยมาก
แถมในความน้อยมากที่สร้างความเสียหายนั้น ยังแบ่งเป็น 3 กลุ่มบุคคลอีก คือ
1. พระสงฆ์ที่บวชมาจริง แล้วมาทำผิดพระวินัย ด้วยยังมีกิเลสมากบ้าง รู้เท่าไม่ถึงการณ์บ้าง
2. บุคคลที่แฝงตัวมาบวช เพื่อมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาทำลายศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อพระพุทธศาสนา พวกนี้ได้รับจ้างมาบวช
3. ผู้ปลอมเป็นพระ ด้วยการโกนหัว ห่มจีวรของพระ
ทั้ง 3 ประเภทรวมกันก็ยังน้อยมาก ถ้าเทียบกับพระสงฆ์ทั้งประเทศ ยิ่งหากเป็นพระที่บวชมาจริงๆ ที่อยู่ในข้อ 1. นั้นยิ่งมีน้อยมาก ทั่วประเทศอาจมีแค่หลักสิบ  (ที่ปรากฏเป็นข่าว)
ให้สังเกตุ ถ้าเป็นข้อ 1. จริง ภาพที่ปรากฏตามโซเชียลนั้น จะเป็นการแอบถ่าย ภาพมักจะไม่ชัด
ที่มีมากจริงๆ คือ ข้อ 2 และ 3 โดยเฉพาะข้อ 2 พวกนี้มักตั้งใจให้ถ่าย เพราะรับจ้างมาทำลายพระพุทธศาสนา  มีการจัดมุมกล้องอย่างชัดเจน การสร้างความเสียหายก็ทำอย่างชัดเจน ตัวอย่างการโพสต์ของบุคคลที่โพสต์ลงว่า " เมื่อคืนโดนแฟนที่เป็นพระด้วยกันจัดหนักจนเจ็บก้นไปหมด ตื่นเช้ามาแล้วบิณฑบาตไม่ไหว"  ประเภทแบบนี้แหละที่ชัดเจนมาก ว่าถ้าไม่ใช่ข้อ 2 ก็เป็นบุคคลในข้อ 3 เพราะถ้าเป็นพระในข้อ 1 เขาจะไม่มีทางเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบ จะต้องพยายามปิดอย่างถึงที่สุด แต่ถ้าตั้งใจเปิดเผยแบบนี้ ฟันธงได้เลย  พวกนี้ รับจ้างมาทำลายพระพุทธศาสนา
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้เห็นว่า พระสงฆ์ที่คนไทยชอบมองว่า คือพระพุทธศาสนา  อันนี้มองผิดแล้ว
ต้องบอกว่า ชาวพทธทุกคน บ้างเป็นพระอริยสงฆ์  บ้างก็เป็นสมมุติสงฆ์ เพราะสงฆ์แปลว่า หมู่ หรือ พุทธบริษัท 4 ก็แยกง่ายคือทั้งพระและฆราวาส
ดังนั้น  งานปกป้องคุ้มครองและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา จึงเป็นหน้าที่ของสงฆ์ หรือของชาวพุทธทั้งหมดทั่วประเทศไทย
วันนี้ พระพุทธศาสนา มีภัย ต้องการชาวพุทธทุกคนมาช่วย
ถ้าอยากเห็นสิ่งดีๆ ของพระพุทธศาสนาอยู่ในเมืองไทยต่อไป ก็ต้องช่วยกันปกป้องคุ้มครอง

การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาที่ดีที่สุดคือ ต้องให้รัฐมาช่วยปกป้องคุ้มครอง 
วิธีให้รัฐมาช่วยปกป้องคุ้มครองที่ดีที่สุด คือบัญญัติไว้เป็นกฏหมาย และกฏหมายที่ดีที่สุดที่ควรบัญญัติไว้ คือกฏหมายที่สุงที่สุด และกฏหมายที่สูงที่สุด คือรัฐธรรมนูญ ที่กำลังร่างกันอยู่
ขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น  ตัวอย่างเช่น
เรามีที่ดิน  ทำไม เราจึงขอร้องให้รัฐออกโฉนดละ
เพราะถ้ารัฐออกโฉนดให้ ก็เท่ากับรัฐให้การรับรอง ใครจะมายึดไปทำอย่างอื่นโดยเจ้าของมิยินยอมไม่ได้
เห็นไหมมีที่ดิน จะต้องมีโฉนด จึงจะปลอดภัย
คิดสินค้าใหม่ๆ ออกมา ก็ต้องไปจดลิขสิทธิ์ จดทำไมละ ก็เพื่อป้องกันคนมาแสวงหาผลประโยชน์โดยเจ้าของไม่ยินยอมไงเห็นไหม คิดสินค้าใหม่ๆ  ก็ยังต้องไปจดลิขสิทธิ์ จึงจะปลอดภัย
ซื้อรถมา หนึ่งคัน ก็ต้องไปจดทะเบียนรถ เป็นชื่อของตน เพื่อให้รัฐคุ้มครองว่า รถคันนี้เป็นของใคร ใครจะมายึดไปไม่ได้
เห็นไหม ซื้อรถ ก็ต้องจดทะเบียน จึงจะปลอดภัยแล้วย้อนกลับมาที่พระพุทธศาสนา  ก็ตอนนี้เราปล่อยไว้นาน ไม่เคยระบุไว้เลยว่า เป็นศาสนาประจำชาติ จึงมีคนมาทำลาย มีคนมาแสวงหาผลประโยชน์ มากมายเพื่อความปลอดภัย จึงต้องบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ  เพื่อให้มีผลต่อเนืองให้รัฐต้องให้การอุปถัมภ์และปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนายังไงละ
ขอบคุณครับ

นายกรณ์   มีดี
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (คพช.)
นายกสมาคมทางสายกลาง
12 ธ.ค. 58
ที่มา
https://www.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87-564384453665280/

มัชฌิมา ปฏิปทา

  • บุคคลทั่วไป
ในดีมีเลว ในเลวย่อมมีดี
เขามีส่วนดีบ้าง เลวบ้างหัวเขา
ลองหันกลับมาพิจารณาดูตัวเราเอง
 ย่อมดีกว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น
มีทั้งถูกไม่ทั้งหมด และก็ไม่ผิดเสียทั้งหมด
ลองละทิ้งวิฃาการออกไป แล้วใช้ใจสัมผัส
ปล่อยให้เป็นปตามกฏของธรรมชาติ แล้วท่านจะเห็นเอง  ส.สู้ๆ

ปลุกสติ

  • บุคคลทั่วไป
ขอตอบ ท่าน มัชฌิมา ปฏิปทา
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 13:54 น. วันที่ 15 ธ.ค.58 »
ในดีมีเลว ในเลวย่อมมีดี
เขามีส่วนดีบ้าง เลวบ้างช่างหัวเขา(เติมคำว่า "ช่าง" ให้)
ลองหันกลับมาพิจารณาดูตัวเราเอง
 ย่อมดีกว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น
มีทั้งถูกไม่ทั้งหมด และก็ไม่ผิดเสียทั้งหมด
ลองละทิ้งวิฃาการออกไป แล้วใช้ใจสัมผัส
ปล่อยให้เป็นปตามกฏของธรรมชาติ แล้วท่านจะเห็นเอง  ส.สู้ๆ
ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ หากท่านหวังดีต่อผม "อย่างจริงใจ" แต่ท่านดูเหมือนจะมีความรู้แต่แค่ดูเหมือน จำวิชาการได้แค่งูๆปลาๆขาดการพิเคราะห์ให้ถ่องแท้ก็นำมาใช้ นิสัยเสียของบัณฑิต คือ "มักยกตนข่มท่าน สร้างวาทะกรรมที่เหมือนตัวเองจะรู้ให้ดูว่าตนนั้นดีกว่าผู้อื่น" เลียบๆเคียงๆไปเรื่อยๆ คล้ายๆกับสาวกของลัทธิธรรมกาย เหล่านี้ผมก็ผ่านมาแล้ว จึงให้อภัย แค่ การแสดงความเห็น ก็ไม่รู้ว่าอยู่หัวข้อไหน เพราะ ก็มีอีกท่านแทรกหัวข้อเข้ามาเรื่อง "ใจแคบใจกว้าง" ทั้งที่ควรตั้งหัวข้อเองแต่ดูเหมือนจะจงใจถามผม จึงตอบไปโดยถือวิสาสะ ดังนั้นการใส่ความเห็นมาลอยๆ ไม่เจาะจงว่าเป็นหัวข้อไหนกล่าวรวมๆ ให้ตนเองดูดี จึงถือว่ายังมีอัตตาสูงและไร้มารยาท ซึ่งเป็นปกตินิสัยของบัณฑิต มิใช่โจรแน่ๆ  ที่ท่านกล่าวมาทั้งหมด ผมขอแจกแจงแค่บางประโยค ดังนี้ 1"มีทั้งถูกไม่ทั้งหมด และก็ไม่ผิดเสียทั้งหมด" เช่นเดียวกัน ในโลกนี้ ไม่มีใครพูดได้ถูกทั้งหมดและผิดทั้งหมด เพราะแล้วแต่ เจตนาและเกณฑ์หรือ กติกา รวมถึงมุมมอง ที่ตั้งเป็นเรื่่องๆไป ยกตัวอย่าง หากเรากินเนื้อสุนัขในประเทศไทย  ก็มีแต่คนจะกล่าวตำหนิถือว่าผิด แต่ถ้าไปประเทศที่เค้าชอบทานกลับถือเป็นอาหารชั้นเลิศกลายเป็นถูกต้อง  "ถูกหรือผิดแปรไปตามสถานที่และประเพณ๊" จริงหรือไม่ อีกตัวอย่าง ลูกขโมยยาจากร้านยาให้แม่ที่ป่วย เจตนานั้นกตัญญูชั้นเลิศแต่เมื่อมองในมุมของร้านขายยาเด็กคือโจร "บุญหรือบาปย่อมแปรไปตามเจตนา" และแน่นอนวิชาการเหมือนบันไดไต่ไปหาจุดหมายเมื่อใช้แล้วก็คงไม่มีใครพกติดตัวไปด้วย หรือท่านพกไปตลอดจึงคิดว่าผมก็พกไปเหมือนท่าน ดังประโยคนี้ 2"ลองละทิ้งวิชาการออกไป แล้วใช้ใจสัมผัส" แล้วท่านทำหรือยัง ?? ผมทำมานานแล้ว จึงได้ทราบว่าเมื่อใดควรหรือไม่ควรเขียน หรือ แทรก หรือ ให้ความเห็นอะไร และควรตอบอย่างเฉพาะเจาะจง 3 "ในดีมีเลว ในเลวย่อมมีดี"อันนี้แน่นอน โจรที่ว่าโหดเหี้ยม ย่อมมีธรรมข้อ "ความสามัคคี" มีความเป็น ระบบ ระเบียบ เรียบร้อยในใจในหมู่โจรเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะรวมตัวกันเป็นพรรคเป็นพวกพร้อมใจกันปล้น ต้มตุ๋น ประชาชน ไม่ได้ จึงจะเอามาเป็นข้อเด่นของธรรมกายไม่ได้ เพราะโจรที่ไหนก็ทำเป็นและเป็นลักษณะเด่นของโจรเสียด้วย เพราะบัณฑิตมักจะคิดว่า ตนดีกว่าใครจึงขาดธรรมข้อ"ความสามัคคี" แต่ โจรคือโจร คือผู้ที่ทำให้ ผู้บริสุทธฺิ์อย่างเราอย่างท่านเดือดร้อน จึงต้องปราบโจร ห่มผ้าเหลือง ให้ท่านให้เราให้ลูกหลานเราได้ มีศาสนาพุทธที่แท้ "พุทธวจน" เป็นที่พึ่งสืบไป มิใช่จะปล่อยให้เหลือแต่กากเดนสังคมมาคอยต้มตุ๋นหลอกลวง ถ้าผมต้มตุ๋นท่าน ท่านจะปรบมือชอบใจแล้วไม่ทำอะไรยอมยกทรัพย์ให้ผมเพิ่มมากขึ้นหรือ??? 4 "ปล่อยให้เป็นไปตามกฏของธรรมชาติ แล้วท่านจะเห็นเอง" ปล่อยตามกฏธรรมชาติ หรือท่านหมายถึง หญ้าขึ้นก็อย่าไปตัด โจรเข้าก็ไม่ต้องไปทำอะไร ถ้าอย่างนั้น บ้านท่านมีประตูไว้ทำอะไร ท่านมีบ้านมีรถไว้ทำอะไร ท่านอ่านแล้วใส่ความเห็นมาทำไม ท่านใส่เสื้อผ้าทำไม ในเมื่อธรรมชาติให้ท่านมาแค่ร่างกาย ปล่อยตามกฏธรรมชาติสิครับถ้าท่านคิดอย่างนั้น ก็ท่านไม่ได้ทำใช่ไม๊ แสดงว่า การกระทำของท่านที่เห็นว่าสมควรและเหมาะสม การปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเรื่องของกฏธรรมชาติเช่นเดียวกัน ถ้าอย่างนั้น ผมฝืนกฏตรงไหน?? เพราะท่านยังเยาว์ในธรรม จึงตีความหมายในเชิง "ปล่อยปละละเลย" อันนี้ไม่สมควรๆ อย่าลืมว่าท่านเกิดจากกรรม มีกรรมเป็นที่พึ่ง และสุดท้ายต้องจบด้วยกรรม ดังนั้นตัวท่านก็คือ กรรม ที่จะตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมตามสมควร โจรปล้นบ้านท่าน ท่านไม่แจ้งตำรวจเหรอ (แอบขำ) เช่นเดียวกัน มองให้ครบทุกมุม ศึกษาให้ถ่องแท้ ท่านจะไม่ยกตนข่มใคร และสุดท้าย 5"แล้วท่านจะเห็นเอง" แล้วผมจะคอยดูว่าท่านได้เติบโตในทางธรรมขึ้นมากเพียงใด ขอเป็นกำลังใจให้ บัณฑิตอีกท่าน ที่พร้อมจะสืบทอด ศาสนาพุทธ เป็นหนึ่งใน พุทธ บริษัท 4  อีกท่าน ขอ "ปรบมือ" ส.ยกน้ิวให้

พรหมวิหาร๔

  • บุคคลทั่วไป


อิทัปปัจจัยตา

  • บุคคลทั่วไป
พิจารณาตนเอง อยู่อย่างทวนกระแส สั้นๆ เรียบง่าย แต่ให้มีความหมายอย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างล้วนมึเหตุปัจจัย จงใช้แสงสว่างทางปัญญา ทำการวิเคราะห์ วิจัยก่อน แล้วค่อยวิจารณ์  ส.สู้ๆ


คนเมืองหาด

  • บุคคลทั่วไป
คุณ มัชฌิมา ปฏิปทา + คุณ พรหมวิหาร๔ + คุณ อิทัปปัจจัยตา ที่น่าจะเป็นคนเดียวกัน ขอยาวๆอธิบายหน่อยว่าที่มาที่ไป ต้องการจะคัดค้านการสนับสนุนให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือ ยังไง หรือจะค้านเรื่องธรรมกาย ถ้าเป็นสาวกธรรมกาย ก็ ขอสักดอก เอาเข้าเป้า อธิบาย แสดงความรู้เป็นวิทยาทาน  หน่อยเถอะครับ ผมอ่านก็จับประเด็นไม่ได้ เหมือน คุณ ปลุกสติ เลย มันอยากรู้อยากอ่าน คนมีความรู้ ถกปัญหากัน จะได้เพิ่มปัญญา ขอสักดอกสองดอก เจ๋งๆหน่อยนะ จะไม่ลืมพระคุณ ดูอย่างคุณสาดสาหนา?หลวงบ่าว เค้าชัดเจน

อริยสัจ๔

  • บุคคลทั่วไป
กรุณาอย่าสับสน กับ เจตนารมณ์ แห่งทางสายกลาง
เพียงเราแค่นำเปลือก กระพี้ และ แก่น มาหลอมรวมกัน
ความสมานฉันท์  ของพระพุทธศาสนา ก็น่าจะกลับคืนมา
อย่างแท้จริง... ส.สู้ๆ

ปล. อาการที่เรียกว่า ๋บ้า๋ กับ ๋อัจฉริยะ๋ มันแตกต่างกันเพียงเศษผงธุลี

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]